..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกินสารพิษหรือยาพิษ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ
ขวัญยืน ศรีเปารยะ
ดร.สุมล ปวิตรานนท์

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

        ปัจจุบันปัญหาการฆ่าตัวตายโดยการกินสารพิษหรือยาพิษกำลังเป็นปัญหาสำคัญในบ้านเรา นอกจากนั้นยังพบอุบัติเหตุจากการกินสารพิษหรือยาพิษโดยไม่ได้ตั้งใจซึ่งพบมากในเด็กเล็ก รวมถึงปัญหาการฆาตกรรมหรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า "โดนวางยา"

        ปัจจัยสำคัญในการที่จะช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ ก็คือการปฐมพยาบาลที่จุดเกิดเหตุและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ถ้าประชาชนหรือหน่วยรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินมีความรู้และสามารถปฏิบัติการปฐมพยาบาลได้ถูกต้องก็จะสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยหรือลดความพิการของผู้ป่วยลงได้

การปฐมพยาบาล

"ในกรณีไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยหรือไม่สามารถนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ ให้โทร. 1669 (ทั่วประเทศ) เป็นเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ของศูนย์จะประสานงานไปยังศูนย์รถพยาบาลที่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อให้การช่วยเหลือ"

"เมื่อท่านพบคนที่กินสารพิษหรือยาพิษ ควรให้การปฐมพยาบาลก่อนส่งไปโรงพยาบาลและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล" ดังนี้

  1. ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ชัก หรือ กินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน หรือทินเนอร์ หรือถ้ายังไม่ทราบชนิดของสารพิษ ห้ามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยเด็ดขาด มักมีความเข้าใจผิดว่า ผู้ป่วยได้รับยาหรือสารพิษต้องปฐมพยาบาลโดยการทำให้ผู้ป่วยอาเจียน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้

  2. แนวทางการดูแลผู้ป่วยหมดสติ ชัก หยุดหายใจ หรือ หัวใจหยุดเต้น
    ในกรณีที่ผู้ป่วยยังหายใจได้เอง ให้ทำการปฐมพยาบาลดังนี้
    • จับผู้ป่วยนอนหงาย และจับศีรษะให้หงายขึ้นมากๆ และใช้นิ้วล้วงเอาอาเจียน เสมหะ ฟันปลอม สิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่หายใจสะดวก
    • เปลื้องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้หลวมๆ
    • ห้ามให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรทางปาก
    • ใช้ผ้าห่มคลุมตัวผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
    • ควรติดตามผู้ป่วยไปด้วย เพื่อทำการช่วยผายปอดถ้าเกิดหยุดหายใจระหว่างทาง
    • กรณีผู้ป่วยชัก ให้ใช้ด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้นพันผ้า สอดกันการกัดลิ้น (ในกรณีผู้ป่วยหมดสติ แต่ไม่ชัก ไม่ต้องใช้ด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้น)
    • ใช้ลูกยางดูดเสมหะ และน้ำลายออกจากปากและคอ ถ้าไม่มีลูกยางให้ใช้ผ้าสะอาดพันนิ้วมือแล้วเช็ดเสมหะหรือน้ำลายออกให้มากเพื่อเปิดทางหายใจ
    • บันทึกลักษณะการชักให้ละเอียด เช่น กระตุกหรือเกร็งบริเวณใด เกร็งทั้งตัว หรือบางส่วนของร่างกาย ระยะเวลาแต่ละครั้งนานเท่าใด
    • รีบนำส่งโรงพยาบาล โดยระหว่างทางที่นำส่งให้ดูแลผู้ป่วยตามแนวทางข้างต้น

      ในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ช่วยผายปอดด้วยการเป่าปากทันที ซึ่งสามารถกระทำได้ ดังนี้
    • จับผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็งๆ เช่น พื้นห้องหรือกระดานแข็งแล้วเปลื้องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้หลวม
    • ใช้นิ้วมือล้วงเอาเศษอาหาร เสมหะ ฟันปลอม สิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผู้ป่วย
    • จับศีรษะผู้ป่วยหงายไปข้างหลัง โดยใช้มือข้างหนึ่งรองอยู่ใต้คอผู้ป่วยและยกคอขึ้น (หรือใช้หมอนหรือผ้าห่มหนุนไหล่ให้สูงขึ้น) แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งวางที่หน้าผากผู้ป่วยและกดลงแรงๆ ให้คางของผู้ป่วยยกขึ้น
    • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือข้างที่วางอยู่บนหน้าผากผู้ป่วย บีบจมูกผู้ป่วยให้แน่น สูดหายใจเข้าแรงๆ แล้วใช้ปากประกบปากของผู้ป่วย(จะใช้ผ้าบางๆ รองหรือไม่ก็ได้) พร้อมกับเป่าลมหายใจเข้าแรงๆ เสร็จแล้วยกปากขึ้น สูดลมหายใจเข้าแรงๆ แล้วเป่าลมหายใจเข้าปากผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง ในระยะแรกให้ทำการเป่าปากผู้ป่วยติดๆ กัน 4 ครั้ง ต่อไปเป่าประมาณนาทีละ 12 ครั้ง (ทุก ๆ 5 วินาที) สำหรับทารกและเด็กเล็กอาจใช้ปากประกบคร่อมปากและจมูกเด็กและเป่าลมให้แรงพอให้หน้าอกขยาย(อย่าให้แรงเกินไป) ประมาณนาทีละ 20 ครั้ง(ทุก ๆ 3 วินาที) ถ้าทำการเป่าปากได้ผล จะสังเกตเห็นหน้าอกของผู้ป่วยขยายขึ้น และแฟบลงตามจังหวะ ถ้าหน้าอกผู้ป่วยไม่ขยาย หรือสงสัยลมจะไม่เข้าปอดผู้ป่วย ให้สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าในปากผู้ป่วย แล้วจับขากรรไกรล่างให้แน่น พร้อมกับงัดขึ้นแรงๆ ให้ปากอ้ากว้าง แล้วทำการเป่าปากตามวิธีดังกล่าว ให้ทำการผายปอดไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เอง หรือจนกว่าจะพาผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล
    • ถ้าผู้ป่วยมีอาการหัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจรหรือฟังเสียงหัวใจไม่ได้) ให้ทำการนวดหัวใจทันที ประมาณวินาทีละ 1 ครั้ง (60 ครั้ง ต่อนาที) ถ้ามีผู้ทำการช่วยเหลือเพียงคนเดียว ให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง แล้วเป่าปาก 1 ครั้ง สลับกันไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้คนหนึ่งทำการนวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับเป่าปาก 1 ครั้ง (โดยอีกคนหนึ่ง)

  3. ในกรณีผู้ป่วยไม่ชักและมีสติดีอยู่ รีบให้ผู้ป่วยดื่มนมหรือน้ำเปล่า 4 - 5 แก้ว เพื่อให้พิษเจือจาง ถ้ามียาถ่าน (Activated charcoal) เช่น อุลตราคาร์บอน (Ultra carbon) ให้ผู้ป่วยกิน 100 - 200 เม็ดเพื่อลดการดูดซึมของสารพิษ ถ้าไม่มีให้กินไข่ดิบ 5 - 10 ฟองแทน ในกรณีผู้ป่วยไม่ชักและมีสติดีอยู่ และทราบประวัติแน่ชัดว่าไม่ได้กินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน ทินเนอร์ หรือสารพิษที่มีฤทธ์กัดกร่อน
    "ให้รีบทำให้ผู้ป่วย อาเจียน เอาสารพิษออก"

    - ถ้ามียาที่ทำให้อาเจียน ได้แก่ ไอพีแคกน้ำเชื่อม(Syrup of lpecac) ก็ให้ผู้ป่วยกิน ผู้ใหญ่ใช้ขนาด 2 ช้อนโต๊ะ เด็ก 1 ช้อนโต๊ะ ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี 2 ช้อนชา ตามด้วยน้ำหรือนม 2 แก้ว
    - ถ้าไม่มี ให้ใช้นิ้วล้วงเข้าไปเขี่ยที่ผนังลำคอ หรือใช้ปลายด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้นเขี่ย

  4. สำหรับผู้ป่วยที่กินพาราควอต ให้ดื่มน้ำโคลนจากท้องร่องในสวน(ที่ไม่มีตะปูหรือเศษแก้ว) ซึ่งจะลดพิษของยานี้ อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยหมดสติ หรือชัก ห้ามให้ดื่มน้ำโคลน ให้ปฏิบัติตามแนวทางดูแลผู้ป่วยหมดสติหรือชัก

  5. รีบพาไปยังโรงพยาบาล ควรนำสารพิษที่ผู้ป่วยกินหรืออาเจียนออกมาไปให้แพทย์ดูด้วย โดยระหว่างทางให้ดูแลผู้ป่วยตามแนวทางข้างต้น ควรให้กำลังใจ ปลอบใจผู้ป่วยในระหว่างทาง

สำหรับข้อมูลสารพิษหรือยาพิษสำหรับประชาชน ที่เข้าสู่ร่างกายโดยการกิน ที่พบบ่อยๆ ได้แก่

  1. ยา เช่น ยาแก้ปวด (แอสไพริน พาราเซตามอล) ยาที่ใช้ภายนอก (ทิงเจอร์ไอโอดีน ด่างทับทิม) ยานอนหลับ ยาถ่าย ยารักษาโรคหัวใจเป็นต้น ยาพวกนี้ถ้ากินเข้าไปจำนวนมากอาจเป็นพิษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก
  2. สารเคมีที่ใช้ในทางเกษตรกรรม เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช เป็นต้น
  3. วัตถุเคมีที่ใช้ในบ้าน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาขัดพื้นแลกเกอร์ ทินเนอร์ น้ำมันก๊าด ดีดีที เป็นต้น
  4. ยาพิษที่ใช้เบื่อสัตว์ เช่น ยาเบื่อหนู ยาเบื่อสุนัข เด็กบางคนอาจกินสารพิษ เพราะความไม่รู้ภาษา หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ดื่มน้ำมันก๊าด หรือ กินยาเม็ดที่มีสีสันสวยๆ หรือกินยาน้ำที่ออกรสหวาน เป็นต้น
    ผู้ใหญ่ อาจกินสารพิษเพราะความเผลอเรอ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ จงใจที่จะฆ่าตัวตายก็ได้ สารพิษเหล่านี้ อาจมีผลต่อระบบประสาทและสมอง (ทำให้ชัก หมดสติ อัมพาต) ,ระบบเลือด(เลือดออก โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ,ทางเดินหายใจ(ปอดอักเสบ) ,ตับ (ตับอักเสบ ตับแข็ง) , ทางเดินอาหาร(ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน) หรืออื่นๆ บางชนิดอาจระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อบุของทางเดินอาหาร เช่น สารที่เป็นกรด หรือ ด่างอย่างแรง

าการของผู้ได้รับยาเกินขนาด ยาพิษ หรือสารพิษ
       อาการขึ้นกับชนิด และปริมาณของสารพิษ และระยะเวลาที่กิน ในที่นี้จะกล่าวถึงสารเคมี ที่อาจพบได้บ่อยบางชนิดเช่น

  • แอสไพริน ถ้ากินขนาดมากๆ ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (acidosos) จะมีอาการหายใจหอบลึกหน้าแดง ไข้สูง ปวดท้อง อาเจียน มีภาวะขาดน้ำ มีเลือดออกตามที่ต่างๆ ชัก และหมดสติ ถึงตายได้
  • พาราเซตามอล ถ้าผู้ใหญ่กินครั้งเดียว 10 กรัม(ประมาณ 20 เม็ด) จะทำให้ตับถูกทำลายภายใน 12 ชั่วโมง ซึ่งอาจแสดงอาการดีซ่าน และตับวายในอีก 2 - 3 วันต่อมา ถ้ากินครั้งเดียว 15 กรัม อาจทำให้ตายได้
  • ยานอนหลับกลุ่มทั่วไป ถ้าทานปริมาณมากจะมีการกดการหายใจ ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ
  • ยานอนหลับกลุ่มบาร์บิทูเรต ถ้ากินเกินขนาดมากๆ จะทำให้ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หายใจตื้นและช้า เหงื่อออก ตัวเย็น ตัวเขียว รูม่านตาโต และไม่หดเมื่อถูกแสง หมดสติ และตายในที่สุด
  • ไอโอดีน (เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีนที่ใช้ใส่แผล) ทำให้ปากและคอ หลอดอาหารไหม้และเจ็บ อาเจียนออกมาเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำเงิน กระหายน้ำ ท้องเดิน (อาจถ่ายเป็นเลือด) อ่อนเพลีย วิงเวียน เป็นลมและชัก
  • ด่างทับทิม ถ้ากินเกร็ดหรือน้ำด่างทับทิมเข้มข้นจะทำให้กัดเนื้อเยื่อในปาก กล่องเสียงบวม
    ชีพจรเต้นช้าและช็อก
  • เมนทอลหรือยูคาลิปตัส ทำให้อาเจียน ท้องเดิน หมดสติ หายใจตื้น ปัสสาวะเป็นเลือด และชัก
  • น้ำยาบอริก (Boric acid) ทำให้มีไข้ขึ้น ปัสสาวะไม่ออก หน้าแดง ซึม และชัก
  • ผงซักฟอก อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน ถ้ามีส่วนผสมของด่าง ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินอาหาร
  • น้ำมันก๊าด เบนซิน ทินเนอร์ ทำให้อาเจียน ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edima) วิงเวียน ชีพจร อ่อนและเต้นไม่สม่ำเสมอ ชัก ถ้าสำลักเข้าไปในปอดทำให้ปอดอักเสบ อาการเป็นพิษเรื้อรัง จะมีอาการปวดศีรษะ ซึม ตามัว มือเย็นและชา อ่อนเพลีย ความจำเสื่อม ใจสั่น ความคิดสับสน ซีด เจ็บในปาก
  • สารพวกฟีนอล (Phenol) เช่น กรดคาร์บอลลิก (Carbolic acid) ไลซอล (Lysol) เฮกซาคลอโรฟีน (เช่น ไฟโซเฮก) เป็นต้น พวกนี้เป็นกรดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะออกน้อย กล้ามเนื้อชักเกร็ง ช็อก และการหายใจล้มเหลว
  • ฟอสพอรัส (Inorganic phosphorus) ซึ่งมีอยู่ในหัวไม้ขีดไฟ ทำให้เจ็บในปากและลำคอ อาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ดีซ่าน ปัสสาวะออกน้อย มีจุดแดงขึ้นตามผิวหนัง และช็อก
  • ดีดีที จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามแขนขา กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อกระตุก ชักและหมดสติ
  • ยาฆ่าแมลงประเภทออร์แกโนฟอสเฟต (Organophosphate) เช่น พาราไทออน (Parathion),มาลาไทออน (Malathion),คาร์บาเมต (Carbamate) เป็นต้น มักมีอาการภายใน 2 - 3 ชั่วโมงหลังกิน ด้วยอาการปวดศีรษะ เหงื่อออก น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล อาเจียน ท้องเดิน กล้ามเนื้อเต้นกระตุก ชัก หอบ ตาลาย รูม่านตาหดเล็ก และอาจตายภายในเวลารวดเร็ว
  • พาราควอต (Paraquat) ซึ่งมีในยาปราบวัชพืชทำให้เกิดอาการชัก ปอดบวมน้ำ ตับวาย หัวใจวาย ภายในไม่กี่ชั่วโมงจนหลายวัน ในที่สุดจะมีอาการระบบหายใจล้มเหลว เนื่องจากเกิดเยื่อพังผืดในปอด ถ้าขนาดเข้มข้น อาจกัดเยื่อบุหลอดอาหารทำให้ริมฝีปากและลำคอไหม้พอง และเป็นแผล อาจทำให้หลอดอาหารเป็นแผลทะลุ
  • สตริกนิน (Strychnine) ซึ่งมักทำเป็นยาเบื่อสุนัข ทำให้เกิดอาการชัก หลังแอ่น หายใจลำบาก น้ำลายฟูมปาก และขาดออกซิเจน
  • ไซยาไนด์ (Cyanides) ซึ่งอาจมีอยู่ในยาเบื่อหนู จะทำให้ตัวเขียว หายใจลำบาก ความดันเลือดตก ถึงตายได้รวดเร็ว
  • สารปรอท ทำให้มีอาการน้ำลายฟูมปาก กระหายน้ำ ปวดแสบปวดร้อนในปาก และลำคอ เยื่อบุในช่องปากบวมและเปลี่ยนสี ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน (ถ่ายเป็นเลือด) ไม่มีปัสสาวะ และช็อก ถ้าเป็นพิษเรื้อรัง จะมีอาการอ่อนเพลีย เดินเซ มือสั่น ซึมเศร้า เป็นตะคริว
  • สารหนู (Arsenic) อาการมักเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังกิน (บางคนอาจนานถึง 12 ชั่วโมง) มีอาการปวดท้อง กลืนลำบาก อาเจียนติดๆกัน ท้องเดิน เป็นตะคริว ต่อมาจะรู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรง และช็อก
  • เมทิลแอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้จุดไฟ เป็นคนละชนิดกับเอทิลแอลกอฮอล์(Ethtl alcohol) ซึ่งทำเป็นเหล้า เบียร์ เมื่อกินเข้าไปอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง จุกแน่น คลื่นไส้ อาเจียน และตาบอด(เพราะประสาทตาถูกทำลาย) ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเขียว ชัก และหมดสติ
    กรดหรือด่างอย่างแรง ทำให้ผิวหนังและเยื่อบุของทางเดินอาหารถูกกัดไหม้และอักเสบ มีอาการเจ็บในปากและลำคอ กระหายน้ำ คลื่นไส้อาเจียน อาเจียนเป็นเลือด กลืนลำบาก หายใจลำบาก ช็อก บางคนอาจมีการแตกทะลุของหลอดอาหารและกระเพาะ ทำให้กลายเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือ หลอดอาหารเกิดการตีบตันจากการอักเสบได้
        ถ้าสามารถนำยาหรือสารพิษที่ผู้ป่วยได้รับไปให้แพทย์ผู้รักษา จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย
Reference: Harrison's Principal of Internal Medicine 13 Th edition