..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
ปริมาณตะกั่ว และแคดเมียมในผักคะน้าอินทรีย์, ผักคะน้าปลอดภัยจากสารพิษ และผักคะน้าทั่วไป(เคมี)

วีรยา การพานิช, เวณิกา เบ็ญจพงษ์, ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต, เนตรนภิส ธนนิเวศน์กุล และ ปราณี พัฒนกุลอนัตน์

ฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จ.นครปฐม 73170

        การศึกษานี้เป็นการหาปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในผักคะน้าที่มีการเพาะปลูก 3 รูปแบบ ได้แก่ ผักคะน้าอินทรีย์, ผักคะน้าปลอดภัยจากสารพิษ และผักคะน้าทั่วไป(เคมี) จากพื้นที่เพาะปลูกต่างกันและพื้นที่เพาะปลูกเดียวกัน เก็บตัวอย่างผักและสัมภาษณ์ข้อมูลการเพาะปลูกและสิ่งแวดล้อมของแปลงผัก ใน 3 ฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตกค้างของตะกั่วและแคดเมียมในผัก วิเคราะห์ปริมาณตะกั่วและแคดเมียมโดย Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrometry นำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยงต่อการได้รับตะกั่วและแคดเมียมจากการบริโภคผักคะน้า พบว่าปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในผักปลอดภัยจากสารพิษ (ค่ามัธยฐานเท่ากับ 10.38 และ 52.72 มก.ต่อกก.) มีค่าสูงกว่าปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในผักอินทรีย์ (ค่ามัธยฐานเท่ากับ 2.09 และ 19.32 มก.ต่อกก.) และผักทั่วไป(เคมี) (ค่ามัธยฐานเท่ากับ 6.79 และ 20.04 มก.ต่อกก.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างของปริมาณตะกั่วและแคดเมียมระหว่างผักอินทรีย์และผักเคมี การเก็บข้อมูลการเพาะปลูก พบว่าการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการตกค้างของตะกั่วและแคดเมียมในผัก แต่พบว่าสภาวะแวดล้อมรอบแปลงผักน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปนเปื้อนของตะกั่วและแคดเมียมในผักคะน้า และพบว่าผักคะน้าที่ปลูกในพื้นที่เพาะปลูกต่างกันมีการสะสมตะกั่วและแคดเมียมต่างกัน โดยผักคะน้าจากพื้นที่เพาะปลูกในแหล่งอุตสาหกรรมมีการสะสมตะกั่วและแคดเมียมสูงกว่าผักคะน้าที่ปลูกในแหล่งเกษตรกรรม อย่างไรก็ตามพบว่าผักคะน้าในแหล่งเกษตรกรรมบางแปลงมีปริมาณตะกั่วและแคดเมียมสูง อาจเนื่องจากการปนเปื้อนในพื้นที่นั้นๆ จากการนำวัสดุที่มีการปนเปื้อนของโลหะหนักมาใช้ในการทำปุ๋ย และพบว่าฤดูกาลเพาะปลูกที่ต่างกันมีผลต่อการสะสมของตะกั่วในผัก ผักคะน้าจากแปลงเดียวกันที่ปลูกต่างฤดูกันมีการสะสมของตะกั่วต่างกัน โดยพบปริมาณตะกั่วสูงสุดในฤดูฝนและต่ำสุดในฤดูหนาว ดังนั้นปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการสะสมตะกั่วในผัก แต่ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาอาจไม่มีผลต่อการสะสมแคดเมียมในผัก เนื่องจากไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของปริมาณแคดเมียมในผักคะน้าที่ปลูกต่างฤดูกันในแปลงเดียวกัน การประเมินความเสี่ยงของการได้รับตะกั่วและแคดเมียมจากการบริโภคผักคะน้าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในประชากรทั่วไป เมื่อคำนวณจากค่าเฉลี่ยปริมาณตะกั่วและแคดเมียนในผัก พบว่ามีค่าต่ำกว่าค่า PTWI (ค่าสูงสุดที่ได้รับต่ออาทิตย์แล้วไม่ทำให้เกิดอันตราย) โดยการได้รับตะกั่วจากการบริโภคผักคะน้าอินทรีย์ ผักคะน้าปลอดภัยจากสารพิษ ผักคะน้าทั่วไป(เคมี) และผักคะน้าที่เก็บจากตลาด มีค่าเพียง 0.042, 0.017, 0.015และ 0.692 %ของ PTWI ตามลำดับ การได้รับแคดเมียมจากการบริโภคผักคะน้าอินทรีย์ ผักคะน้าปลอดภัยจากสารพิษ ผักคะน้าทั่วไป(เคมี) และผักคะน้าที่เก็บจากตลาด มีค่าเพียง 0.499, 0.172, 0.116 และ 1.353 % ของ PTWI ตามลำดับ แต่เมื่อประเมินการบริโภคในกลุ่มคนที่บริโภคผักปริมาณสูง เช่น คนมังสวิรัติ พบว่าถ้าบริโภคผักคะน้าจากแปลงที่มีระดับตะกั่วและแคดเมียมสูง(ในระดับ 95 เปอร์เซ็นไทล์) จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับตะกั่วและแคดเมียมสูงกว่าค่า PTWI และพบว่าการได้รับตะกั่วและแคดเมียมจากการบริโภคผักคะน้าจากตลาดที่มีระดับตะกั่วและแคดเมียมสูง(ในระดับ 95 เปอร์เซ็นไทล์)ของคนกลุ่มนี้ มีค่าสูงถึง 212.59 และ 278.95 % ของ PTWI ตามลำดับ ดังนั้นในคนที่บริโภคผักทุกวันในปริมาณมากควรระมัดระวังซื้อผักจากแหล่งเพาะปลูกที่มีมาตรฐาน

ที่มา :
การประชุมวิชาการสมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2548 Food & Chemical Safety วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2548 โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์อินน์ ถนนพระรามหก กรุงเทพฯ