..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
ปริมาณตะกั่ว แคดเมียม ไนเตรท และไนไตรท์ ในน้ำฝนที่ใช้ดื่มกินของจังหวัดนครปฐม

เวณิกา เบ็ญจพงษ์1, นุชน้อย ประภาโส2, ธิดารัตน์ รุจิรวรรธน์3, ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต1, วงสวาท โกศัลวัฒน์1และ กอบแก้ว ขันตี 1

1. ฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จ.นครปฐม 73170
2. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม อ.เมือง จ.นครปฐม 73170
3. สำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี กรุงเทพ 10400

        การใช้สารเคมีปริมาณมากในโรงงานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำ ส่งผลให้คุณภาพน้ำตามธรรมชาติมีคุณภาพลดลง ทำให้พบการปนเปื้อนของสารพิษหลายชนิดในน้ำดื่มธรรมชาติ โดยเฉพาะตะกั่วและแคดเมียมซึ่งเป็นโลหะหนักที่เป็นของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภท และเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง การใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงหรือของเสียจากมูลสัตว์เป็นอีกปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของการปนเปื้อนของไนเตรทในน้ำ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปริมาณตะกั่ว แคดเมียม ไนเตรท และไนไตรท์ ในน้ำฝนที่ใช้ดื่มกินของจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหนาแน่นของโรงงานอุตสาหกรรมและเป็นแหล่งเกษตรกรรมทั้งการปลูกผักและปศุสัตว์ รวมทั้งศึกษาปริมาณการได้รับสารดังกล่าวจากการดื่มน้ำฝนในชีวิตประจำวัน ดำเนินการวิจัยโดยทำการเก็บตัวอย่างน้ำฝนจาก 5 อำเภอที่มีความหนาแน่นของอุตสาหกรรม และ/หรือ เกษตรกรรม ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จากครัวเรือนเดียวกัน ตำบลละ 10 ครัวเรือน ทำการเก็บตัวอย่างน้ำฝนและสัมภาษณ์ข้อมูลบริโภคจาก 240 ครัวเรือน ใน 24 ตำบล จาก 5 อำเภอของจังหวัดนครปฐม วิเคราะห์ปริมาณตะกั่วและแคดเมียมโดย Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrometry วิเคราะห์ปริมาณไนเตรทและไนไตรท์ โดยวิธี Internal Standard Organization no. 3091 และ 2918 ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณไนเตรทและไนไตรท์ในน้ำฝนที่เก็บฤดูฝน (0.667 และ 0.028 มก.ต่อลิตร) และฤดูหนาว (0.607 และ 0.028 มก.ต่อลิตร) มีปริมาณต่ำกว่ามาตรฐานน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปริมาณเฉลี่ยการได้รับไนเตรทต่อวันของผู้ที่ดื่มน้ำฝนในจังหวัดนครปฐมในฤดูฝนและฤดูหนาวมีค่าเพียง 2.32 และ 2.13 % ของค่า ADI (ค่าสูงสุดที่ได้รับต่อวันแล้วไม่ทำให้เกิดอันตราย) และปริมาณเฉลี่ยการได้รับไนไตรท์ต่อวันของผู้ที่ดื่มน้ำฝนในจังหวัดนครปฐมในฤดูฝนและฤดูหนาวมีค่าเพียง 0.91 และ 0.94 % ของค่า ADI ขณะที่ค่าเฉลี่ยของปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในน้ำฝนที่เก็บฤดูฝน (0.219 และ 0.031 มก.ต่อลิตร) และ ฤดูหนาว(0.154 และ 0.024 มก.ต่อลิตร) มีปริมาณสูงกว่ามาตรฐานน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และพบว่าปริมาณตะกั่วและแคดเมียมมีแนวโน้มลดลงหลังเก็บน้ำฝนไว้นาน 3-4 เดือน ปริมาณเฉลี่ยการได้รับตะกั่วต่ออาทิตย์ของผู้ที่ดื่มน้ำฝนในจังหวัดนครปฐมในฤดูฝนและฤดูหนาวมีค่าสูงถึง 164.11 และ 114.04 % ของค่า PTWI (ค่าสูงสุดที่ได้รับต่ออาทิตย์แล้วไม่ทำให้เกิดอันตราย) และปริมาณเฉลี่ยการได้รับแคดเมียมต่อวันของผู้ที่ดื่มน้ำฝนในจังหวัดนครปฐมในฤดูฝนและฤดูหนาวมีค่า 78.74 และ 62.59 % ของค่า PTWI ดังนั้นการบริโภคน้ำฝนอาจเป็นแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่งที่ทำให้คนนครปฐมได้รับตะกั่วและแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย แต่ไม่ใช่แหล่งสำคัญในการได้รับไนเตรทและไนไตรท์เข้าสู่ร่างกาย จะเห็นได้ว่าในจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น จังหวัดนครปฐมนั้น ควรมีการเฝ้าระวังในเรื่องมลภาวะในแหล่งน้ำที่ประชากรใช้ในการบริโภค และควรหามาตรการป้องกันการปนเปื้อนของสารพิษเหล่านี้สู่แหล่งน้ำบริโภคของชุมชน

ที่มา :
การประชุมวิชาการสมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2548 Food & Chemical Safety วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2548 โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์อินน์ ถนนพระรามหก กรุงเทพฯ