..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
PPA สารลดไข้อันตราย

PPA (Phenylpropanolamine) สารลดไข้อันตราย

ที่มา : อีคอนนนิวส์ / ปีที่ 11 ฉบับที่ 400 / วันที่ 25 มิถุนายน 2544


     เฟนิลโปรปาโนลามีน ไฮโดรคลอไรด์ (Phynylpropanolamine Hydrochloride : PPA HCI) เป็นสารผสมในยาแก้หวัดหลายชนิด สรรพคุณลดอาการคัดจมูก ผลทางเภสัชวิทยาและประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับเอฟีดรีน (ephedrine) แต่มีประสิทธิภาพกระตุ้นสมองส่วนกลางน้อยกว่า PPA HCI

ฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์

    • กรณีใช้ภายนอก คือ จมูกแสบ เยื่อบุจมูกแห้งเร็วและยับยั้งการทำงานของเซลล์ขนเยื่อบุจมูก หลังจากยาเริ่มหมดฤทธิ์แล้วอาจทำให้ผู้ป่วยมีการคัดจมูกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อาจทำให้เกิดระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ จึงควรใช้ในระยะที่มีอาการมาก และใช้ในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น
    • กรณีใช้รับประทาน อาจทำให้เกิด ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หน้ามือ และสมองส่วนกลางถูกกระตุ้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานกว่า 3-5 วัน ควรระมัดระวังการใช้กับเด็กเล็กที่เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไธรอยด์ และผู้ที่ได้รับยาพวกสามวงแหวนสำหรับรักษาโรคจิตแบบ ซึมเศร้า (Tricyclic Antidepressants)

 

     PPA นอกจากใช้ผสมในยาแก้หวัด คัดจมูก และแก้แพ้แล้ว ยังผสมในยาลดความอ้วนด้วย

      ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration : FDA) แห่งสหรัฐอเมริกาได้ให้บริษัทผู้ผลิตศึกษาวิจัยความปลอดภัยในการใช้ 2 ครั้งแต่ไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน ต่อมาในมหาวิทยาลัย Yale ศึกษาจึงพบว่ามีผลต่อการทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและอาจทำให้เลือดออกในสมองจึงได้ทำหนังสือถึงผู้ผลิตยาทุกแห่งให้ปรับเปลี่ยนสูตรยาดังกล่าวโดยสมัครใจ พร้อมทั้งออกข่าวเตือนผู้บริโภคให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีส่วนผสมของ PPA

       28 พฤศจิกายน 2543 คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยได้มีมติให้ตัดยาซึ่งมีส่วนผสมของ PPA ออกไปทุกตำรับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการยาที่ใช้ PPA เป็นส่วนผสม โดยเฉพาะยาแก้หวัดที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงาน อย.491 ตำรับ จะต้องถูกเก็บออกจากตลาดทั้งหมด พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสูตรยาใหม่ภายใน 180 วัน หลังประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้ และนับจากนี้ไป ถ้า อย.ตรวจพบว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรยังจะถูกห้ามใช้ชื่อยาทางการค้าอีกด้วย

 

Back to top