..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
สารอินทรีย์ไอระเหยและสุขภาพ

สารอินทรีย์ไอระเหย และสุขภาพ (Volatile Organic Chemicals and Health)

ที่มา พิษวิทยาสาร ปีที่ 11 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2544 และปีที่ 12 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2545

ประสงค์ คุณานุวัฒน์ชัยเดช1, และ ไมตรี สุทธจิตต์2

  1. ภาควิชาเคมี คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  2. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


1. สารอินทรีย์ไอระเหยกับชีวิตประจำวัน

    สารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Chemicals, VOCs) คือ กลุ่มสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยเป็นไอกระจายตัวไปในอากาศ ได้ในที่อุณหภูมิและความดันปกติ โมเลกุลส่วนใหญ่ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน อาจมีออกซิเจนหรือ คลอรีนร่วมด้วย สามารถระเหยเป็นไอได้ที่อุณหภูมิห้อง ในชีวิตประจำวันเราได้รับ VOCs จากผลิตภัณฑ์หลายอย่าง เช่น สีทาบ้าน, ควันบุหรี่, น้ำยาฟอกสี, สารตัวทำละลายในพิมพ์, จากอู่พ่นสีรถยนต์, โรงงานอุตสาหกรรม, น้ำยาซักแห้ง, น้ำยาสำหรับย้อมผมและน้ำยาดัดผม, สารฆ่าแมลง, สารที่เกิดจากเผาไหม้ และปะปนในอากาศ น้ำดื่ม เครื่องดื่ม อาหาร สารอินทรีย์ ไอระเหยที่สะสมไว้มากนาน ๆ จะมีผลกระทบทางชีวภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    เราแบ่ง VOCs ออกตามลักษณะของโมเลกุล เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

    1 Non-chlorinated VOCs หรือ Non-halogenated hydrocarbons ได้แก่ กลุ่มไฮโดรคาร์บอนระเหยที่ไม่มีธาตุคลอรีนในโมเลกุล ประกอบด้วย aliphatic hydrocarbons (เช่น fuel oils, gasoline ,hexane ,idustrial solvents, alcohols, aldehydes, ketone) และกลุ่มสาร aromatic hydrocarbons (เช่นสารตัวทำละลาย - toluene, benzene, ethylbenzene, xylenes, styrene, phenol) สาร VOCs กลุ่มนี้มาจากสิ่งแวดล้อม การเผาไหม้กองขยะ พลาสติก วัสดุ สารตัวทำละลาย สีทาวัสดุ เป็นต้น มีผลเสียต่อสุขภาพ ดังนี้ พนักงานดับเพลิง คนงานเผาขยะ คนเผาถ่าน มักป่วยด้วยโรคทางเดินลมหายใจบ่อยเพราะได้รับ VOCs ประมาณ 144 ชนิด เป็นประจำจากควันไฟและเชื้อเพลิง ในรูปของ benzene, toluene, naphthalene propene, และ 1,3-butadiene, styene และ alkyl-substituted benzene compounds อื่น ๆ xylenes, 1-butene/2-methylpropene, propane, 2-methylbutane, ethylbenzene, naphthalene, isopropylbenzene รวมกันในปริมาตรสูงถึง 76.8 %ของ VOCs ทั้งหมดที่วัดได้

    2 chlorinated VOCs หรือ halogenated hydrocarbons ได้แก่ กลุ่มไฮโดรคาร์บอนระเหยที่มีธาตุคลอรีนในโมเลกุล ได้แก่ สารเคมีที่สังเคราะห์ใช้ในอุตสาหกรรมสาร chlorinated VOCs นี้มีความเป็นพิษมากกว่าและเสถียรตัวในสิ่งแวดล้อมมากกว่าสารกลุ่มแรก (non-chlorinated VOCs) เพราะมีโครงสร้างที่มีพันธะระหว่างคาร์บอนและธาตุกลุ่มฮาโลเจนที่ทนทานมาก ยากต่อการสลายตัวในธรรมชาติ ทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือโดยทางวิธีเคมีทั่วไป มีความคงตัวสูงและสะสมได้นาน สลายตัวทางชีวภาพได้ยาก รบกวนการทำงานของสารพันธุกรรม หรือ ยับยั้งปฎิกริยาชีวเคมีในเซลล์ และมีฤทธิ์ในการก่อมะเร็ง หรือกระตุ้นการเกิดมะเร็งได้

    การวิเคราะห์น้ำประปา พบว่า ในน้ำประปามักมีการปนเปื้อนของสารกลุ่ม chlorinated VOCs ได้บ่อย น้ำประปายิ่งใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อมากน้ำจะยิ่งมีสาร halogenated hydrocarbons มากขึ้น เช่น พบ Trihalomethanes ได้บ่อยในน้ำดื่มจากท่อประปา แต่พบน้อยมากในน้ำบ่อธรรมชาติกรองมาจากไต้ดิน

    ตัวอย่างสารอินทรีย์ ไอระเหยได้ ชนิด halogenated VOCs แสดงไว้ในตารางที่ 1

    ตารางที่ 1 ตัวอย่างของ halogenated hydrocarbons ที่พบได้ในสิ่งแวดล้อม

1,1,1,2-Tetrachloroethane

Bromofor

Glycerol trichlorohydrin

1,1,1-Trichloroethane

Bromomethane

Hexachlorobutadiene

1,1,2,2-Tetrachloroethane

Carbon tetrachloride

Hexachlorocyclopentadiene

1,1,2-Tetrachloroethane

Chlorodibromomethane

Hexachloroethane

1,1-Dichloroethane

Chloroethane

Methylene chloride

1,1-Dichloroethylene

Chloroform

Neoprene

1,2,2-Trifluoroethane (Freon 113)

Chloromethane

Pentachloroethane

1,2-Dichloroethane

Chloropropane

Perchloroethylene

1,2-Dichloropropane

Cis-1,2-dichloroethylene

Propylene dichloride

1,2-Trans-dichloroethylene

Cis-1,3-dichloropropene

Trichlorotrifluoroethane

1,3-cis-dichlor-1-propene

Dibromchloropropane

Monochlorobenzene

1,3-trans- dichlorpropene

Dibromomethane

Tetrachloroethylene (Perchloroethylene) (PCE)

1-chloro-2-propene

Dichlorobromomethane

Trichloroethylene (TCE)

2-butylene dichloride

Dichloromethane(DCM)

Vinyl chloride

Acetylene tetrachloride

Ethylene dibromide

Vinyl trichloride

Bromodichloromethane

Fluorotrichloromethane (Freon 11)

Vinylidene chloride

 

    ในบรรดาสารกลุ่ม halogenated VOCs นี้ trichloroethylene (TCE) ซี่งเป็นสารตัวทำละลายในน้ำยาซักแห้ง น้ำยาละลายคราบน้ำมัน หรือคราบไขมัน และเรซินต่าง ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรม พบปนเปื้อนได้บ่อยและได้รับการศึกษาค้นคว้าวิจัยมานานมากว่า 30 ปี ในด้านผลกระทบต่อสุขภาพของสัตว์ทดลองและมนุษย์ TCE เป็นก่อมะเร็งร้ายแรงชนิดหนึ่ง (Group 2A carcinogen (probablycarcinogenic to humans) ตามนิยามและการยอมรับของ International Agency for Research on Cancer (IARC) และ World Health Organization (WHO)

2. เมตะบอลิสม์ ความเป็นพิษ และกลไกการเกิดพิษ

    สาร VOCs เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ 1 การหายใจ ได้รับทางปอด 2 การกิน-ดื่มทางปาก และ 3 การสัมผัสทางผิวหนัง หลังจากการเข้าสู่ร่างกายแล้วจะผ่านเข้าสู่ตับ ซึ่งจะมีเอนไซม์และวิถีทางเมตะบอลิสม์ (metabolism) หลากหลายที่แตกต่างกัน จะทราบกลไกการเกิดพิษของสาร VOCs ต้องอาศัยความรู้ด้านเภสัชวิทยาและพิษจุลศาสตร์ เช่น สารพิษถูกเปลี่ยนแปลงทางเมตะบอลิสม์ในตับ ในระยะแรก โดยอาศัยเอนไซม์ในระบบ P450 และในระยะหลังรวมตัวกับสาร glutathione ชนิดเอนไซม์ P450 ที่ใช้จะแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของ VOCs เช่น เอนไซม์ชนิด CTP2E1 มีบทบาทมากต่อเมตะบอลิสม์ของ trichloroethylene ซึ่งจะกลายเป็น chloral hydrate และต่อมาถูกเอนไซม์ชนิด CYP2B เร่งปฏิกิริยาเปลี่ยนเป็น trichloroethanol ซึ่งในที่สุดจะถูกขับทิ้งทางปัสสาวะในรูปของ trichloroacetic acid; เซลล์ตับจะทำให้ toluene กลายเป็น benzyl alcohol และ benzoic zcid ละลายในน้ำได้ง่าย แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ

    ปัจจัยที่ทำให้สาร VOCs เกิดอันตรายมีความรุนแรงและอาการป่วยมากหรือน้อยมีดังนี้

    1. ช่วงชีวิตครึ่งของสาร VOCs ในเลือดการตรวจวัดสารระเหย VOCs ในเลือดสามารถบอกประวัติการได้รับ หรือ การสัมผัส VOCs ในประชากรได้

    2. ขึ้นอยู่กับสภาวะภายในร่างกาย และปฏิกิริยาชีวเคมีทางเมตะบอลิสม์ในตับและเนื้อเยื่อ แปรสภาพให้เป็นพิษมากขึ้นหรือน้อยลงได้ และขึ้นอยู่กับปริมาณอัลกอฮอล์หรือสารเคมีอื่นในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อด้วย ตัวอย่างเช่น การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอลจะเพิ่มการดูดซึมและเพิ่มระดับของ 2-butanone และ acetone ในเลือดของนักดื่มเหล้าทั้งหลาย

    3 การขับสารพิษทิ้ง สาร VOCs ถูกขับโดยตรงผ่านไตออกมาทางปัสสาวะ ทางลมหายใจ และโดยทางอ้อมผ่านตับ และน้ำดี ถ้าสารนั้นถูกขับออกทิ้งได้ง่าย ความเป็นพิษจะน้อยลงกว่าสารเคมีที่ถูกขับออกทิ้งได้ยาก ตัวอย่าง ผลกระทบของสารอินทรีย์ ไอระเหยต่อระบบต่าง ๆ มีดังนี้

ผลการะทบต่อด้านภูมิคุ้มกัน

    สารอินทรีย์ไอระเหยหลายชนิดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกรบกวนหรือทำลาย ศักยภาพทางการป้องกันโรคการติดเชื้อจะลดและพร่องลงจากเดิม เช่น ในการศึกษาในประชากร 302 คน (อายุ 40-59ปี) ที่ Aberdeen, North Carolina และบริเวณใกล้เคียงโดยการ ตรวจเลือด ตรวจผิวหนังและสัมภาษณ์ พบว่ามีสาร Dichlo (DCE) ในเลือด ในคนที่อยู่ใกล้ที่ทิ้งขยะสารเคมีพิษ (pesticide dump sites) ในระดับเฉลี่ย 4.05 ppb เทียบกับระดับเฉลี่ย 2.95 ppb (p=0.01) กลุ่มควบคุมคนที่อยู่ใกล้มากกว่ายิ่งมีระดับ DCE สูงกว่า ยิ่งอยู่ในบริเวณนาน ๆ ยิ่งได้รับมากชึ้น แตกต่างกับอย่างชัดเจน นอกจากนี้เม็ดเลือดขาวของประชากรดังกล่าวจะมีคุณสมบัติทางภูมิคุ้มกัน (mitoger-induced lymphoproliferativity) ต่ำกว่าเม็ดเลือดขาวในกลุ่มควบคุมอย่างเห็นได้ชัด

ผลกระทบต่อระบบประสาท

    การได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยจะทำให้เกิดอาการทางการกดประสาทหลายอย่าง เช่น การง่วงนอน วิงเวียนปวดศรีษะ ซึมเศร้า หรือหมดสติได้ ในการทดลองกับหนูพุกขาว และหนูถีบจักร์พบว่า การได้รับ 1,1,1-trichloroethane(TRI) 5000 ppm ทางลมหายใจนาน 40 นาที ทำให้การส่งกระแสประสาทผิดปรกติได้ หนูมีการเรียนรู้สิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อม ลดลง กลไกคือ TRI ทำให้สาร cyclic GMP ซึ่งเป็นสารทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้เซลล์ประสาททำงาน นั้นมีระดับลดลงและ medulla oblongata คือลดลงจากกลุ่มควบคุม ถึง 55-58 % และระดับ cyclic GMP จะลดมากเมื่อได้รับสารระเหยนานมากขึ้นเป็น 100 นาที

    ในกลุ่มช่างทำรองเท้า ซึ่งได้รับ VOCs จากการหายใจสารตัวทำละลายสีหรือน้ำยาทำรองเท้า dichloromethane, n-hexane), plastic compounds (isocyanates และ polyvinyl chloride) เป็นประจำ มักจะมีอาการทางประสาทคือ ปวดศรีษะ (65%), จิตใจกังวล(53%), รู้สึกคันที่ขาและเท้า(46%), เจ็บตา(43%), หายใจลำบากและมีอาการรวมหลายอย่าง (1.1-3.5 %) ในคนตั้งครรภ์ มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวน 14,000 คนใน Bristol, U.K. ที่ใช้สเปรย์ปรับอากาศ (aerosols) เป็นประจำ ในเลือดมีสารพวก VOCs (Xylene, ketones และ aldehydes) ค่อนข้างสูง และประชาการเหล่านี้จะมีอาการหลายอย่าง เช่น 25% ปวดศรีษะ, 19% มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด, เด็กที่คลอดออกมาแล้วมักมีอาการท้องเสียบ่อยกว่าเด็กกลุ่มอื่น 22 %

ผลกระทบเสียหายต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ

    สารอินทรีย์ไอระเหย อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบพันธุกรรม ระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และระบบประสาท อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ (ตารางที่ 2) และโรคทางระบบสืบพันธุ์ เช่น เป็นหมัน ความพิการของเด็กมีการกลายเพศเป็นต้น

ตารางที่ 2 ตัวอย่าง สาร VOCs ที่เป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogen) และสารส่งเสริมการเกิดเนื้องอก (tumor promoter) และชนิดของมะเร็งที่พบ (ในวงเล็บ)

Benzene (Acute myeloblastic leukemia), Carbon Tetrachloride (hepatoma), Dichloropropane, Ethylbenzene, Dichloroethane, Pentachloropheno, Toluene, Trichloroethylene, Dichloromethane, Vinyl Chloride, Hexachlorobenzene, Dibromochloropropane, Ethylene Dibromide, Trihalomethanes, Trihalomethnes, Trichloroacetylene (lung cancer), Haloacetic Acid

    สาร VOCs หลายชนิดอันตรายโดยการทำลายโครโมโซมเซลล์ ของระบบอวัยวะต่าง ๆ เช่น เม็ดเลือดแดง ตับ ไต ประสาท ดังแสดงในตารางที่ 3 เป็นต้น

ตารางที่ 3 ตัวอย่างสาร VOCs บางขนิด ผลกระทบต่อระบบเนื้อเยื่อ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สาร VOCs

เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายโดย VOCs

ผลร้ายต่อสุขภาพ

Benzene

Hemopoietic system, red blood cell, nerve

ทำลายไขกระดูก เม็ดเลือดแดงแตก โรคโลหิตจาง และอาการหรือโรคทางประสาทส่วนกลาง

Carbon tetrachloride(CCl4)

Liver, CNS

ตับเสื่อม ตับแข็ง

Chloroform(trichloromethane, CHCl3)

Liver, Kidney, heart muscle, eyes, skin

ตับเสื่อม ตับแข็ง ไตเสื่อม หัวใจเต้นผิดปกติ การแสบระคายเคืองของตาและผิวหนัง

Dichlorobenzene (methylene chloride, DCM)

Liver, kidney, blood, skin, eyes, upper respiratory tract

ฤทธิ์แสบ-ระคายเคือง ปอดปวม โรคตับ กดประสาทส่วนกลาง อาจหมดสติและตายได้

Ethyl alcohol (methylene)

Liver, CNS nerve, placenta

ตับเสื่อม ตับแข็ง เร่งการเกิดมะเร็งตับ มีอาการกดประสาท ทำให้ทารกคลอดพิการ

Ethyl benzene (ethylbenzol) n-Hexane

Eyes, CNS nerve, nasal cavity Nerve

ทำให้ระคายเคือง แสบตา แสบจมูก กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ปวดหัว สับสนงุนงง อาจหมดสติได้

Methyl alcohol (methanol)

Liver, CNS nerve

ตับเสื่อม อาการกดประสาท ทำให้ตาบอด

Toluene (methylbenzene,toluol)

CNS nerve

อาการทางประสาทส่วนกลาง

Trichlorobenzene

Liver ,Kidney

ตับแข็ง ตับเสื่อม ไตเสื่อม

1,1, 1-Trichloroethane (methylchloroform)

Liver, Nerve, Kidney

อาการทางประสาทส่วนกลาง ชัก หมดสติและอาจตายได้

Xylene (dimethylbenzene)

Skin, nerve

ระคายเคือง โรคผิวหนัง และอาการเกิดจากการกดประสาทส่วนกลาง

    อันตรายและโทษต่อสุขภาพของสาร VOCs จะยิ่งมีผลกระทบมากชึ้น (additive effect) ถ้าได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยผสมกันหลายชนิดในระยะเดียวกัน อาจจะส่งเสริมความรุนแรงต่อสุขภาพมากขึ้น มากกว่าผลกระทบรวมกันที่เกิดจากสารเดี่ยว ๆ แต่ละชนิดได้

การป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสารอินทรีย์ไอระเหย

    การควบคุมสารเคมีอินทรีย์ระเหยได้ที่ดีที่สุด คือ การป้องกันมิให้มีการใช้สารที่อันตรายสูงต่อสุขภาพโดยไม่จำเป็น หรือหากจำเป็นใช้ ก็ต้องมีวิธีการลดอันตราย ความเสี่ยง และความเป็นพิษให้เหลือน้อยที่สุด โดยมิให้สารเคมี มีการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ในน้ำ อากาศ ดิน อาหาร และเครื่องดื่ม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีสาร VOCs 8 ชนิดที่องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) สหรัฐอเมริกา ได้ออกกฏหมายควบคุมมิให้มีหรือมีระดับเกิดค่า maximun contaminant level (MCL) ในน้ำดื่มของแต่ละชนิด

    การทำลาย VOCs ทางเคมี ได้มีการนำสาร oxidizers หลายชนิด เช่น ก๊าซโอโซน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และโปตัสเซี่ยมเปอร์มังกาเนต มาใช้เพื่อทำลายสาร VOCs โดยปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้ VOCs หลายกลุ่ม สลายตัว และหมดสภาพความเป็นพิษได้

    การทำงายทางชีวภาพ มีการวิจัย co-meatbolism method ที่จะใช้จุลชีพหลายชนิดรวมกันที่สามารถทำปฏิกิริยาทางชีวเคมีกับสารอินทรีย์ไอระเหยได้ โดยอาศัยเอนไซม์ของแบคทีเรียทั้งชนิด anaerobic และ aerobic จะทำให้เกิด oxidation, reduction, dehalogenation ฯลฯ และสาร VOCs (TCE, PCE, DCM, benzene, toluene ) จะถูกทำลายและหมดความเป็นพิษได้

    ในทางการแพทย์ได้มีการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยเข้าไปในร่างกายและเกิดมีอาการป่วย ต้องใช้วิธีการล้างออก การขับออกในทุกรูปแบบ ทั้งทางกายภาพ ทางเคมีและทางชีวภาพ ให้ท่วงที ก่อนที่สารเคมีนั้นจะสะสมและเกิดความเป็นพิษ วิธีการรักษานั้นกระทำได้ยากและสิ้นเปลืองการรักษา

สรุป

    สารอินทรีย์ไอระเหยมีอันตรายต่อสุขภาพหลายด้าน จะมีมากหรือน้อยแล้วแต่ชนิดและความแตกต่างของสารเคมี ปริมาณที่ได้รับสภาวะทางชีวภาพของร่างกาย เมตะบอลิสม์และปัจจัยอื่น ๆ หากได้รับ VOCs บางชนิดในปริมาณมาก จะทำให้เกิดการทำลายระบบประสาทส่วนกลาง และมีอาการกดประสาท เกิดอาการทันทีหรือหมดสติได้ ในการได้รับปริมาณน้อยและนานจะมีปัญหาเรื้อรัง อาจทำให้เกิดมะเร็งและความเสื่อมสภาพของเนี้อเยื่ออวัยวะภายในได้ด้วย การเกิดพิษมีกลไกมาจากคุณสมบัติทางเคมีของ VOCs ที่ทนทานต่อการสลายตัวทางชีวภาพ แต่สามารถรวมตัวกับสารชีวโมเลกุล ดีเอ็นเอ โปรตีน ลิปิดได้ ทำให้ปฏิกิริยาชีวเคมีในเซลล์ถูกรบกวนและหลุดชะงักการแก้ไขปัญหาของสารเคมีไอระเหยนั้น อาจทำลาย VOCs ทางเคมีโดยการใช้ ก๊าซโอโซน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และสารออกซิไดส์อื่น หรือทางชีวะภาพใช้จุลลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย VOCs ได้ การรักษาผู้ป่วยนั้นมีความลำบากยุ่งยากมาก การควบคุมโดยการป้องกันและการลดความเสี่ยงต่อสารอินทรีย์ไอระเหยในระดับต่าง ๆ จะเป็นวิธีการที่ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Andelman JB. Human exposures to volatile halogenated organic chemicals in indoor and outdoor air. Environ Health Perspect 62:313-318, 1985
  2. Andelman JB. Inhalation exposure in the home to volatile organic contaminants of drinking water. Sci total Environ 47:443-460. 1985
  3. Austin CC, Wang D. Characterization of volatile organic compounds in smoke at municipal structural fires. Ecobichon DJ, Dussault G.J Toxicol Environ Health 2001 Jul 20;63(6):437-58
  4. Beliles RP. Brucik DJ, Mecler FJ. Teratogenic-mutagenic risk of work place contaminants. Trichloroethlyene, perchloroethlyene. Perchlorethylene, and carbon disulfide. U.S. Department of Health, Education and Welfare. Contract no 210-77-0047,1980
  5. Churchill JE, Ashley DL, Kaye WE. Recant chemical exposures and blood volatile organic compound levels in a large population-based sample. Arch Environ Health 2001 Mar-Apr;56(2):157-66.
  6. Cockerham, LG. , Shane, BS. Basic Environmental Toxicology, CRC Press Inc., USA. 1994.
  7. Dawson BV, Johnson PD, Goldberg SJ et al. Cardiac teratogenesis of halogenated hydrocarbon-contaminared drinking water. J Am Coll Cardiol 21:1466-1472, 1993.
  8. Goodwin TM. Toluene abuse and renal tubular acidosis. Obstet Gynecol 71:715-718, 1988.
  9. Hersh JH, Podruch PE, et al. Toluene embryopathy. J Pediatr 106:922-927, 1985.
  10. Isaacson LG, Toylor DH. Maternal exposures to 1,1,2-trichloroethylene affects myelin in the hippocampal formation of the developing rat. Brain Res 488:403-407, 1989.
  11. Manson JM, Murphy M, Richdale N, Smith MK. Effect of oral exposure to trichloroethlylene on female reproductive function. Toxicology 32:229-242, 1984.
  12. Nijem K, Kristensen P, Al-Khatib A, Takrori F, Bjertness E. Prevalence of neuropsychiatric and mucous membrane irrtation complaints among Palestinian shoe factory workers exposed to organic solvents and plastic compounds. Am J Ind Med 2001 Aug;40(2):192-8.
  13. Office of Environmental Health Hazard Assessment. Safe Drinking Water and Toxic Enforcement Act of 1986 (Prop. 65) : Status Report. California Environmental Protection Agency. January 1994.
  14. Schwetz BA, Leong KJ, Gehring PJ. The effect of maternally inhaled trichloroethylene, perchloroethylene, methly chloroform, and methylene chloride on embryonal and fetal development in mice and rats. Toxicol Appl Pharmacol 32:84-96, 1975.
  15. Wallace LA, Pellizzari ED. Hartwell TD et al. The influence of personal activities on exposure to volatile organic compounds. Environ Res 50:37-55,1989.9
  16. Windham GC, Shusterman D, Swan SH, et al. Exposure to organic solvents and adverse pregnancy outcome. Am J Ind Med 20:241-259, 1991.
  17. You L, Dallas CE. Effects of inhaled 1,1,1-trichloroethene on the regional brain, cyclic GMP levels in mice and rats. J Toxicol Environ Health 2000 Jul 14;60(5):331-41.

back to top