..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
โรคพิษสารไอโสศัยอะเนต

โรคพิษสาร ไอโสศัยอะเนต

จิระพร อ่วมสายสี*

วิชญา พิลาแดง*

โยธิน เบญจวัง**

*สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์, กระทรวงสาธารณสุข, จังหวัดนนทบุรี 11000

** ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม, คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ, วชิรพยาบาล, กรุงเทพ 10300

ที่มา : วารสารเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ปี่ที่1 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2542

คำสำคัญ : ไอโสศัยอะเนต, โทลูอีน, โพลีย์ยูรีเธน, ยูรีเธน, โรคพิษ ไอโสศัยอะเนต

     Toluene diisocyanate (C6H5CH3) หรือ TDI เป็นสารประกอบระเหยง่ายในกลุ่ม ฮัยโดรคาร์บอน. TDI เป็นสารประกอบไอโสศัยอะเนต ตัวแรก เริ่มนำไปใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการผลิตโฟม โพลีย์ยูรีเธน ในประเทศเยอรมนี ต่อมาในปี 2486 ทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำโพลีย์เมอร์ ตัวอื่นของ ยูรีเธน ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่าไปผลิตโฟมอ่อน (flexible foam) ใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมทำฉนวนกันความร้อน,เบาะรถและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ, ที่นอน, และวัสดุบรรจุสิ่งของ (packaging materials) นอกจากนั้นยังใช้เป็นตัวทำละลาย (solvent) ในอุตสาหกรรมเคมี, ยาง, สีทาหรือพ่น, กาว, และยา, และใช้เป็นน้ำยาเติมลดความข้นแก่น้ำหมึก, น้ำหอม และสีย้อม ในปัจจุบันมีการนำสารประกอบ ไอโสศัยอะเนต ตัวอื่น เช่น methylene diphenyl diisocyanate (MDI) ที่มีการระเหยน้อยกว่าจึงเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพของมนุษย์น้อยกว่ามาใช้ในทางอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงการใช้เป็นฉนวน, ทำเป็นชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ เช่นกันชนและส่วนต่างๆ สำหรับ napthalene diisocyanate (NDI) ใช้เป็นสารปรับสภาพ (curing agent) ในอุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ สารประกอบตัวล่าสุดคือ hexamethylene diisocyanate (HDI) เนื่องจากมีคุณภาพที่มีสีคงทน จึงนำมาใช้เป็นสีเคลือบภายนอกที่ทนทั้งน้ำทั้งความร้อน เช่นผ้าและรองเท้าผ้าใบ รวมทั้งผิวไม้และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่แพร่หลายมากในปัจจุบัน

     สารประกอบไอโสศัยอะเนต เกิดจากการผสมสารแอมีน เข้ากับ ฟอสจีน ในความร้อนสูง ยูรีเธนเป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาระหว่าง โพลีย์กลัยคอล หรือ โพลีย์ออล กับไอโสศัยอะเนต เกิดเป็นโพลีย์เมอริค แมสส์ ซึ่งหากเติมน้ำในช่วงเกิดปฏิกิริยาก็จะทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ทำให้วัสดุที่ได้เป็นสภาพโฟม สถานะทางกายภาพของสารประกอบไอโสศัยอะเนต อยู่ในสภาพต่างกัน ในอุณหภูมิห้อง TDI เป็นของเหลว ในขณะที่ NDI และ MDI อยู่ในสภาพของแข็ง แต่ MDI มักบรรจุไว้เป็นของเหลวข้นในสารละลาย แอศีโทน

     เมื่อสารประกอบไอโสศัยอะเนตระเหยออกมาในอากาศจะเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจหรือกิน แล้วจะถูกเติมออกซีเจน ให้กรดเบนโซอิคไปรวมตัวกับกลัยศีนเกิดเป็นกรดฮิปพูริค หรือรวมกับกรดกลูโคโลนิคให้เบนซอยล์กลูคูโลเนต ทั้งกรดฮิปพูริคและเบนซอยล์กลูคูโลเนตถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ

ลักษณะเวชกรรม

     จะขอกล่าวถึงผลร้ายจากการสัมผัสสารประกอบไอโสศัยอะเนต แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ ผลที่เป็นพิษต่อร่างกายโดยทั่วไป กับผลต่อระบบการหายใจ

     อาการพิษปัจจุบัน ได้แก่ ความรู้สึกอิ่มเอิบเบิกบาน (euphoria), ร่าเริง (exhilaration), ตื่นเต้น, มึนงง, สับสน, ปวดศรีษะ, น้ำตาไหล, ประหม่า, คลื่นไส้, มีเสียงในหู, อะแทกเซีย, สั่น และหมดสติ การได้สัมผัสโทลูอีนในขนาดน้อยๆ ขณะทำงานทำให้เกิดความอ่อนเปลี้ยและมึนงง เป็นผลให้ความสามารถในการทำงานลดลง (reduction in performance)

     อาการพิษเรื้อรัง ได้แก่อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง, ปวดท้องและอาเจียนเป็นเลือด, สมองน้อยพิการ, โรคของประสาทตา, โรคเส้นประสาทส่วนรอบ, สภาพจิตผิดปรกติ, ภาวะเลือดพร่องโปแทสเสียม (อาจเกิดภาวะอัมพาตเป็นระยะๆ เหตุเลือดพร่องโปแทสเสียม), ภาวะเลือดพร่องฟอสเฟต, ภาวะเลือดมีคลอไรด์มากเกิน, ภาวะกรดเหตุเมแทบอลิสม, และโรคไตเหตุตับ ( hepatorenal disease ), distal renal tubular necrosis และนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

ผลต่อระบบการหายใจ

     การหายใจไอระเหยของสารประกอบไอโสศัยอะเนตประมาณมากแม้ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อถุงลมปอดเกิดอาการปอดอักเสบเคมี และถ้ารุนแรงมากจะเกิดกลุ่มอาการการหายใจขัดข้องในของผู้ใหญ่ (adult respiratory distress syndrome)

 รูปที่ 1 และ 2

     ภาพคนงานพ่นน้ำยา (โพลีย์ยูรีเธน) เคลือบไม้. การแต่งกายของคนงานยังไม่ถูกต้อง อาทิแขนขายังเปลือย และใส่เสื้อผ้าวัสดุที่ไม่สามารถป้องกันการซึมผ่านของสารพิษทางผิวหนัง

 

     การสัมผัสสารประกอบ ไอโสศัยอะเนต ความเข้มน้อยเป็นระยะเวลานาน (long-term low-level exposure) อาจเกิดโรคหือเหตุอาชีพ และปอดอักเสบภูมิไวเกิน โรคหืดเหตุอาชีพเนื่องจากสัมผัสสารประกอบ ไอโสศัยอะเนตพบบ่อยในประเทศอุตสาหกรรม ส่วนโรคปอดอักเสบภูมิไวเกินมีรายงานประปราย ลักษณะเวชกรรมที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคหืดเหตุไอโสศัยอะเนต อาจสรุปได้ดังนี้

1. ไม่มีประวัติโรคหืดก่อนเข้าทำงาน

2. มีการสัมผัสสารประกอบ ไอโสศัยอะเนต แน่นอน

3. การจับหืดสัมพันธ์กับการเข้าปฏิบัติงาน

4. อาการทุเลาหรือหายไปเมื่อหยุดการปฏิบัติงานในสถานประกอบการนั้น ๆ

5. หลังเริ่มเป็นโรคแล้ว อาการจะเกิดขึ้นได้แม้สัมผัสสารความเข้มที่น้อยมาก

6. ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาการจับหืดเกิดขึ้นได้แม้สัมผัสสารระคายที่ไม่ใช่ ไอโสศัยอะเนต

7. หลักฐานจากการตรวจสอบสารก่อโรคและผลการสัมผัส (objective evidence of cause and effect) ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

การรักษา

1. นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารพิษ, และจัดการให้เลิกสัมผัสกับสารพิษ จะโดยเปลี่ยนหน้าที่ปฏิบัติหรือเปลี่ยนอาชีพก็ตาม

2. รักษาตามอาการและการรักษาประคับประคอง

การป้องกันทางอาชีวอนามัย

     กำหนดค่า ไอโสศัยอะเนต ในอากาศในสถานที่ประกอบการ (TWA-8ชั่วโมง) ต่ำกว่า 0.02 ส่วนต่อล้าน (ppm) (OSHA standard)

 

เอกสารที่ใช้ในการเรียบเรียง

1. สมชัย บวรกิตติ โรคหืดเหตุอาชีพ วรสารราชบัณฑิตยสถาน 2536; 18 (ฉบับผนวก 2 ) :101-9

2. สว่าง แสงหิรัญวัฒนา Effects of toluene diisocyanate exposure on pulmonary function รามาธิบดีเวชสาร 2538;18;123-4

3. สว่าง แสงหิรัญวัฒนา โรคหืดเหตุอาชีพ ใน: สมชัย บวรกิตติ, จอห์น พี ลอฟทัส (บรรณาธิการ) เวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม สารศิริราช 2539;48 (ฉบับผนวก): 487-511

4. Bank DE, Balaan MR. The respiratory effects of isocyanates. In: Rom WN, ed Environmental and occupational medicine, 2nd Ed. Boston: Little, Brown & Co., 1992;2:440-2

5. Boor JW, Hurtiig HI. Persistent cerebellar ataxia after exposure totoluene. Ann Neurol 1977;2:440-2.

6. NIOSH criteria for recommened standard. Occupational exposure to diisocyanate. Washington DC:US Department of Health, Education and Walfare, September 1987 (Niosh publication No 78-215)

7. Sandmeyer EE. Toluene. In:Clayton GD, Clayton FE, eds. Patt's industrial hygiene and toxicology. Vol.2B. 3rd Ed. New york: John Wiley & Son, 1981:3283-91.

8. Streiicher HZ, Gabow PA, Moss AH, Kono D, Kaehny WD. Syndrome of toluene sniffing in adults. Ann Intern Med 1981;94:758-62.

9..Vale JA, Meredith TJ, Proudfoot AT. Poison from Hydrocarbons.In:Weatherall DJ, Ledingham JGG, Warrell DA, eds. Oxford textbook of medicine, Vol.1, 2nd Ed. Oxford: oxford Univ Press, 1987:6.44-6.84.


Back to top