..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
กรมวิทย์เตือนเปิบแมงดาไฟ-ปลาปักเป้า อันตรายถึงชีวิต


        กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระมัดระวังการบริโภคแมงดาไฟ หรือ เหรา และ ปลาปักเป้า ซึ่งมีสารพิษถึงขั้นทำให้เสียชีวิต ย้ำไม่ควรนำมาประกอบอาหาร เพราะความร้อนทำลายพิษไม่ได้

        นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังพบผู้เสียชีวิตจากการบริโภคแมงดาทะเล หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า เหรา เนื่องจากประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจ ดังนั้นเมื่อบริโภคเข้าไปจึงเกิดอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มแมงดาทะเลที่ชาวประมงและ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายทะเลมักนิยมนำมาบริโภคกัน ซึ่งส่วนที่นิยมบริโภคกันมากก็ คือ ไข่ โดยนำมายำกับมะม่วง แกงคั่วสับปะรด บางครั้งนำมาเชื่อมกับน้ำตาล หรือบริโภคเป็นอาหารหวาน และเมื่อเดือนมีนาคม และเมษายน 2551

        ที่ผ่านมานั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับตัวอย่างแมงดาทะเล รวมจำนวน 4 ตัวอย่าง จาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 3 ตัวอย่าง และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 1 ตัวอย่าง นำมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี LC-MSD (Liquid Chromatography-Mass Spectrometer) ผลการตรวจพบเททโตโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) จำนวน 3 ตัวอย่าง และตรวจไม่พบเททโตโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) จำนวน 1 ตัวอย่าง

        สำหรับแมงดาทะเลที่พบในประเทศไทยนั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ แมงดาสามเหลี่ยม หรือ แมงดาจาน (Tachypleus gigas) ซึ่งมีตัวใหญ่กว้างประมาณ 10 นิ้ว หางเป็นสามเหลี่ยมและยังไม่เคยมีรายงานว่าแมงดาทะเลชนิดนี้มีพิษ ส่วนแมงดาอีกชนิด คือ แมงดาหางกลมหรือแมงดาถ้วย (Carcinoscorpius rotundicauda) หรือ แมงดาไฟ หรือ เหรา แมงดาชนิดนี้ตัวเล็กกว่าแมงดาจานอาศัยอยู่บริเวณน้ำกร่อย ลำตัวและตามีสีแดง หางกลม และตอนล่างของลำตัวจะมีขนสีแดง ซึ่งเป็นแมงดาทะเลที่มีพิษมาก ทั้งนี้สารพิษที่พบในแมงดาไฟ หรือ เหรา คือ เททโตโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) และ แอนไฮโดรเททโตรท็อกซิน (Anhydrotetrodotoxin) โดยสารพิษนี้ทนต่อความร้อนสูงมาก ดังนั้น การทำให้สุกจึงไม่สามารถทำลายพิษได้ สำหรับผู้ที่กินแมงดาไฟเข้าไปมักจะเกิดอาการหลังจากกินประมาณ 30 นาที ซึ่งพิษของแมงดาไฟจะมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อและประสาท โดยจะเริ่มชาที่ริมฝีปาก ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรงเป็นอัมพาต และถ้ามีอาการช็อก อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 2-4 ชั่วโมง

        นพ.มานิต กล่าวต่อว่า นอกจากแมงดาไฟหรือเหราแล้ว ปลาปักเป้า (Puffer fish) หรือ ปลาเนื้อไก่ก็มีพิษเช่นกัน ซึ่งในประเทศไทยพบราว 20 ชนิด ทุกชนิดมีพิษไม่ควรรับประทาน โดยสารพิษจะอยู่ในไข่ปลา ตับ ลำไส้ ผิวหนัง และที่ผิวหนัง เป็นสารพิษชนิดเดียวกับแมงดาไฟ ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษเททโตโดท็อกซิน ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 264 พ.ศ. 2545 ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายปลาปักเป้าทุกชนิดและอาหารที่มีเนื้อปลาปักเป้าเป็นส่วนผสม ดังนั้นหากบริโภคแมงดาไฟและปลาปักเป้าเข้าไปจะต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เพื่อรักษาตามอาการ และ เนื่องจากพิษจะถูกขับทางปัสสาวะการให้ยาขับปัสสาวะจะช่วยให้พิษถูกขจัดออกได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อและไข่แมงดาทะเลที่ไม่ทราบชนิดหรือแหล่งที่มา แน่นอน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาปักเป้าทุกชนิดด้วย

        ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้วิจัยและพัฒนาชุดทดสอบสารพิษเททโตรโดท็อกซิน ชนิดตรวจกรองขึ้น โดยใช้หลักการอิมมูโนโครมาโตรกราฟี ซึ่งเป็นวิธีที่ตรวจง่าย ให้ผลรวดเร็ว ใช้เวลาในการทดสอบและอ่านผลภายใน 5 นาที เป็นชุดทดสอบที่มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจสารพิษ เททโตรโดท็อกซินที่ปนเปื้อนในระดับความเข้มข้นต่ำสุด 2.0 ไมโครกรัมต่อปลาปักเป้า 1 กรัม ทั้งนี้ ระดับความเข้มข้นที่ประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้ปนเปื้อนได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 2.2 ไมโครกรัมต่อ ปลาปักเป้า 1 กรัม

        อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคสงสัยว่าอาหารจะมีเนื้อปลาปักเป้าปะปนอยู่หรือไม่ สามารถส่งตรวจได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โทร.0-2589-0022 ต่อ 99500–3 หรือ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ


   ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤษภาคม 2551 14:04 น.