..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
เด็กไทยตายจากสารพิษในบ้านเฉลี่ย 33 รายต่อปี

        แพทย์ชี้ เด็กตายจากการได้รับสารพิษในบ้านปีละ 33 ราย ได้รับอันตรายรุนแรงเฉลี่ย 3,300 ต่อปี ยกเหตุเด็กซดโซดาไฟในถ้วยโยเกิร์ต เพราะพ่อแม่ ไม่ระวัง เตือนไม่ควรเอามารวมกับอาหาร แนะ เด็กได้รับสารพิษอย่าให้กินยาหรือล้วงคอเอง อาจอันตรายกว่าเดิม

        วันนี้ (16 ต.ค.) ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์ขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก แถลงข่าวเรื่อง “สารพิษในบ้าน ภัยร้ายใกล้ตัว” โดย รศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากสถิติการเสียชีวิตของเด็กไทยอายุ 1-14 ปี ในช่วงเวลา 7 ปี ที่ผ่านมา พบว่า มีเด็กเสียชีวิต จากการได้รับสารพิษสูงถึง 232 ราย หรือประมาณปีละ 33 ราย จากจำนวนเด็กที่ได้รับอุบัติเหตุและความรุนแรงที่มี 23,457 รายหรือเฉลี่ยปีละ 3,300 กว่าราย โดยในกลุ่มดังกล่าวจะพบว่ากลุ่มของเด็กเล็กอายุ 1-4 ปี เป็นกลุ่มที่ได้รับสารพิษมากที่สุด

        “ล่าสุดโรงพยาบาลรับผู้ป่วยเด็กอายุ 1 ปี 1 เดือน จากการดื่มคราบโซดาไฟในถ้วยโยเกิร์ตที่พ่อลืมตั้งทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงาน ซึ่งเกิดความรุนแรงอย่างมากกับหลอดลม และกล่องเสียง ทำให้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เมื่อส่องกล้องยังพบว่า หลอกอาหารอักเสบ ในระยะต่อมาทำให้เกิดผังพืดในหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยกลืนไม่ได้เป็นปกติ และอาจมีการตีบตันของหลอดอาหารในอนาคต ทำให้เห็นได้ว่าผลเสียจากความประมาท นำสารพิษมาใส่ในพาชนะใส่อาหาร ทำอันตรายได้อย่างสูงโดยเฉพาะเด็กเล็ก” รศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

        ด้านรศ.นพ.วินัย วนานุกูล ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จำนวนเด็กที่ได้รับสรพิษและเกิดเป็นพิษในเด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี คิดเป็นร้อยละ 19 ของผู้ป่วยทุกช่วงอายุ เมื่อคิดเป็นอัตราต่อประชากรของแต่ละกลุ่มอายุแล้ว กลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี มีอัตราการได้รับพิษ 33 รายต่อแสนรายต่อปี จัดเป็นอุบัติการณ์ที่สูงที่สุด กล่าวคือ ภาพรวมของการได้รับสารพิษในทุกกลุ่มอายุเท่ากับ 6 รายต่อแสนรายต่อปี ทำให้การได้รับสารพิษในกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี จึงสูงเป็น 5.5 เท่าของภาพรวม

        “การได้รับสารพิษในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เจตนา ซึ่งสารพิษที่ได้รับเป็นสารพิษที่อยู่ใกล้ตัว เพราะมาจากของใช้ในบ้านเรือน สารกำจัดศัตรูพืช หรือพืชพิษชนิดต่างๆ ซึ่งเครื่องใช้บางชนิดมีสารพิษที่เป็นร้ายแรงมากอย่าง ไซยาไนต์ ซึ่งผู้ปกครองไม่ทราบ อันตรายจึงเกิดขึ้นจากการที่พ่อ แม่ ไม่ระมัดระวังในการเก็บสารเคมีเหล่านั้น”รศ.นพ.วินัย กล่าว

        รศ.นพ.วินัย กล่าวต่อว่า สารเคมีหรือสารพิษบางชนิด มีกลิ่นหอม หรือ มีบรรจุภัณฑ์ที่เปิดง่าย หรือพืชพิษบางอย่างมีสีที่สวยงาม เช่น มะกล่ำตาหนู เมล็ดละหุ่ง เมล็ด สบู่ดำ-สบู่ขาว ทำให้เด็กไม่ทราบถึงอันตรายที่อาจจะได้รับ ซึ่งเมื่อได้รับสารพิษจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้จากทั้งการสัมผัส ดื่ม กิน สูดดม และพิษที่เกิดขึ้น มีตั้งแต่เกิดขึ้นเฉพาะที่ และผลต่อระบบอื่นของร่างกาย ตั้งแต่การระคายเคือง แผลไหม้ หรืออาจซึมไปยังอวัยวะอื่นทำให้ ซึม ชัก หมดสติ ช็อก จนถึงพิการ หรือเสียชีวิต

        ขณะที่ นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก กล่าวว่า ผู้ปกครองควรตระหนักถึงความปลอดภัยในการเข้าถึงสารเหล่านี้ แยกที่เก็บอาหารออกจากที่เก็บสารพิษ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เก็บผลิตภัณฑ์ที่มีอันตรายให้พ้นมือเด็ก รวมทั้งเก็บยาทีมีสีสันสวนงามให้ห่างเด็ก และไม่สอนเด็กว่ายาเป็นขนม

        “อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกข้อกำหนด ข้อบังคับในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ ให้มีลักษณะการเปิดได้ยากขึ้น เพื่อป้องกันเด็กหยิบใส่ปาก เช่น ควรใช้ขวดยาแบบมีฝาล็อกแบบพิเศษ ไม่ให้เด็กเปิดได้โดยง่าย แทนการใช้ซองยาแบบซิป และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ควรมีมีฉลากที่ใส่คำเตือน สัญลักษณ์ ที่เห็นได้ชัด บอกรายละเอียดของสารพิษ วิธีการแก้พิษ และไม่ควรทำบรรจุภัณฑ์ให้ฉีกขาดได้ง่ายๆ”นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

        นพ.อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ศูนย์พิษวิทยาจะมีสายด่วนเพื่อให้คำแนะนำถึงเรื่องการได้รับพิษ ตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 1367 ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีประชาชนรวมถึงสถานพยาบาลโทรขอคำปรึกษา 10,500 ราย ขณะที่ในปี 2550 คาดว่าจะมีประชาชนขอคำปรึกษาถึง 12,000 ราย โดยเมื่อได้รับสารพิษ อย่าให้เด็กกิน หรืออาเจียนในทันที เพราะสารพิษแต่ละชนิดจะมีการออกฤทธิ์ มีพิษต่างกัน การอาเจียนบางครั้งอาจเป็นอันตรายมากกว่าเดิม จึงควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูก

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2550 08:50 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000122904