..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
พืชมีพิษในประเทศไทย (1)

จำลอง เพ็งคล้าย

ราชบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์,

ราชบัณฑิตสถาน, กทม. ๑๐๒๐๐

      พืชมีพิษ คือพืชที่มีสารหรือส่วนที่ทำอันตรายแก่ร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ โดยอาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง, ความเจ็บปวด, หรือรุนแรงถึงชีวิต จากการสัมผัสหรือ บริโภคเข้าไป ทั้งนี้ไม่รวมถึงพืชมีหนามทั่วไป

      ในบทความนี้จะแยกพืชมีพิษออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นพิษจากการสัมผัสหรือผ่านผิวหนัง, กับกลุ่มที่เป็นพิษจากการบริโภค หรือ หายใจเข้าทางปากหรือทางจมูก

      สำหรับตอนที่หนึ่งนี้จะกล่าวถึงกลุ่มที่เป็นพิษจากการสัมผัสหรือผ่านผิวหนัง เท่านั้น ส่วนกลุ่มที่เป็นพิษจากการบริโภค หรือ หายใจเข้าทางปากหรือทางจมูก จะกล่าวไว้ในตอนที่สอง

กลุ่มที่เป็นพิษจากการสัมผัส

      กลุ่มนี้จะทำให้คนหรือสัตว์ที่ไปถูกสัมผัส เกิดอาการคัน ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นแดงหรือบวม, เป็นตุ่มพองหรือ เป็นแผล หรือ เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนเป็นต้น อาการที่เกิดและความรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละบุคคล พืชดังกล่าว ได้แก่

1.วงศ์ Anacardiaceae

1.1 Anacardium occidentale L.

      ชื่อทั่วไปว่า Cashew-nut tree ชื่อพื้นเมืองเรียก มะม่วงหิมพานต์, เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 10 เมตร,ไม่ผลัดใบ ลำต้นและกิ่งมักคดอง เปลือกสีเทามักแตกเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยวรูปไข่กลับ ติดเวียนเป็นกลี่ตามปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาว ออกรวมเป็นช่อเชิงหลั่นตามปลายกิ่ง ผลเป็นเมล็ดเดี่ยวอยู่นอกเนื้อ ห้อยอยู่ใต้ก้านที่บวมและนุ่มคล้ายตัวผล (รูปที่1)

      ส่วนที่เป็นพิษ คือยางจากเปลือก ซึ่งมีสารในรูปของคาร์ดอล และ กรดอนาคาร์ดิค, ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นเป็นแผลได้


รูปที่ 1 มะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale)


      1.2 Gluta renghas L.

ชื่อพื้นเมืองเรียก รักบ้าน เป็นต้นไม้สูงถึง 20 เมตรไม่ผลัดใบ, เรียบ สีน้ำตาลอมแดง ใบเดี่ยวรูปขอบขนานหรือรูปหอก ติดเวียนเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาว ออกรวมกันเป็นช่อแขนงตามง่ามใบ ผลเป็นชนิดผลเนื้อนุ่มเมล็ดเดียว

ส่วนที่เป็นพิษ คือขนตามใบแก่ที่ทำให้เกิดผื่นคันตามผิวหนัง

      1.3 Gluta usitata (Wall.) Ding Hou

      ชื่อทั่วไป Vanish tree, Red zebra wood ชื่อพื้นเมืองเรียก รักใหญ่ เป็นต้นไม้สูงถึง 20 เมตร ผลัดใบ, ลำต้นตรง เปลือกสีน้ำตาลคล้ำแตกเป็นสะเก็ดหนา ใบเดี่ยวเป็นรูปไข่กลับหรือรูปขนานแกมรูปไข่กลับ ติดเรียงสลับ ดิกเล็ก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนงตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ผลกลมแข็ง มีปีกกางแผ่เหนือตัวผล 5 ปีก (รูปที่ 2)

      ส่วนที่เป็นพิษ คือขนใบตามแก่ และน้ำยางจากต้น, ทำให้เกิดผื่นคัน และบวมผองตามผิวหนัง


รูปที่ 2 รักใหญ่ (Gluta usitata)


1.4Holigarna longiflia Roxb.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า รักขาว เป็นต้นไม้สูงถึง 25 เมตร ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว ลำต้นตรง เปลือกสีเทาค่อนข้างเรียบ ใบเดี่ยวรูปหอกหลับ ติดเรียงเวียนกันตามปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาว ออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนงตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ผลรูปทรงกลมแข็ง มีกลีบเลี้ยงที่ขยายใหญ่หุ้ม (รูปที่ 3)

ส่วนที่เป็นพิษ คือยางทำให้ผิวหนังพอง


รูปที่ 3 รักขาว (Holigarna longifolia)


1.5 Mangifera indica L.

ชื่อทั่วไป Mango tree ชื้อพื้นเมืองเรียกว่า มะม่วง เป็นไม้ต้นสูงถึง 30 เมตร ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว ลำต้นเปลา ต้น เปลือกเทาอมเขียวหรือสีน้ำตาล แตกเป็นร่องและเป็นสะเก็ดเล็กๆ ใบเดี่ยวขอบขนานหรือรีแกมรูปหอก ติดเวียนตามปลายกิ่ง ดอกเล็ก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนงตามปลายกิ่ง ผลเป็นชนิดเนื้อนุ่มเมล็ดเดียว (รูปที่ 4)

ส่วนที่เป็นพิษ คือยาง ทำให้ผิวเป็นตุ่มพอง

หมายเหตุ พรรณไม้ในสกุล Mangifera ทุกชนิดมียางเป็นพิษทังนั้น


รูปที่ 4 มะม่วง (Mangifera indica)


1.6 Rhus succedania L.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า ฮักไก่ เป็นไม้ต้นสูงถึง 20 เมตร ผลัดใบ ลำต้นเปลา ตรง เปลือกเทาอมน้ำตาลแตกเป็นร่องตามยาว ใบเป็นช่อแบบขนนกปลายคลี่ ติดเรียงตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีใบย่อยรูปรีหรือรีแกมรูปไข่ 7-11 ใบ ใบแก่จัดออกสีแสด ดอกเล็ก สีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อตามง่ามปลายกิ่ง ผลรูปทรวงกลมเปลือกบาง มีเมล็ดเดียว

ส่วนที่เป็นพิษ ยางจากใบ เปลือก และผล

หมายเหตุ พรรณไม้ในสกุล Rhus ทุกชนิดมียางเป็นพิษทั้งหมด


2.วงศ์ Apocynaceae

2.1Strophanthus caudatus (Burm.f.) Kurz

ชื่อทั่วไป Brush wood ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า ยางน่องเถา เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว ใบเดี่ยวติดตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่สลับทิศทางกัน ทรงใบรูปรี รูปไข่กลับ หรือ รูปทรงขอบขนาน ดอกโต รูปแจกันสีชมพู ออกรวมกันเป็นช่อกระจุกหรือช่อเชิงหลั่นตามปลายกิ่ง ทั้งกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 แฉก ปลายกลีบดอกเรียวยาวสีเหลือง ผลเป็นฝักคู่แก้จัดจะแตกด้านเดียว เมล็ดมีปุยขนสียาวเป็นกระจุกที่ปลาย

ส่วนที่เป็นพิษ ยางจากเปลือกทำให้สลบหรือตายได้ คนพื้นเมืองจะใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงสัตว์หรือคน

2.2Stroephanthus gratus Franch.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า บานทน, เป็นไม้เถาที่นำเข้ามาจากต่างแประเทศเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ ไม่ผลัดใบ ใบเดี่ยว ติดตรงกันข้ามกันเป็นคู่ แต่ละคู่สลับทิศทางกัน ทรงใบรูปรี หรือ ขอบขนาน ดอกโต สีขาวปนเหลืองออกรวมกันเป็นช่อกระจุก หรือ ช่อเชิงหลั่นตามปลายกิ่ง ทั้งกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ปลายกลีบดอกยาวสีเหลือง ผลเป็นฝักคู่ ผลที่แก่จัดแตกด้านเดียว เมล็ดรูปกระสวย มีขนสีขาวเป็นพู่ที่ปลาย

ส่วนที่เป็นพิษ ยางที่เปลือกทำให้สลบหรือตายได้ ชาวพื้นเมืองในแอฟริกาใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงสัตว์หรือคน

2.3Strophanthus scandens Roem.&Schult

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า เครือน่อง หรือ ยางน่องเครือ เป็นไม้เถา ไม่ผลัดใบ ใบเดี่ยว ติดตรงข้ามเป็นคู่ แต่สลับทิศทางกัน ทรงใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ดอกโต สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อ กระจุกหรือช่อเชิงหลั่นตามปลายกิ่ง ทั้งกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ปลายกลับดอกเรียวยาวสีม่วง ผลเป็นฝักคู่ ผลแก่แตกด้านเดียว เมล็ดมีขนสีขาวเป็นพู่ที่ปลาย

ส่วนที่เป็นพิษ ยางจากเปลือกทำให้สลบหรือตายได้ คนพื้นเมืองใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงสัตว์หรือคนได้


3.วงศ์ Capparaceae

3.1Crateva magna (Lour.) DC.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า กุ่มน้ำ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูงถึง 8 เมตร เปลือกสีเทา ค่อนข้างเรียบ ใบเป็นช่อ แต่ละช่อมีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยรูปหอก โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ดอกสีขาวถึงเหลือง ออกรวมกันเป็นช่อโต ตามปลายกิ่ง ทั้งกลีบเลี้ยงดอกมีอย่างละ 4 กลีบ ผลทรงรูปไข่ผิวแข็งมีคราบขาว เมล็ดสีน้ำตาล (รูปที่ 5)

ส่วนที่เป็นพิษ น้ำเลี้ยงหรือยางจากรากและยอดอ่อนระคายผิวหนัง


รูปที่ 5 กุ่มน้ำ (Crateva magna)


4.วงศ์Eupgorbiaceae

4.1 Acalypha indica L.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า ตำแยแมว เป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 30 ซม. ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบป้อม ขอบหยักถี่ ก้านใบยาว ดอกสีเขียวอ่อน ออกรวมในช่อไม่แยกแขนง ดอกแยกเพศ แต่ไม่รวมในช่อเดียวกัน กลีบเลี้ยง 3-4 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลกลมเล็ก

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามใบทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคัน

4.2 Cnesmone javanica Bl.

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตำแยแมว หรือ ตำแยช้าง เป็นไม้เถาขนาดเล็ก ใบเดี่ยวเรียงสลับ ทรงใบ รูปไข่แกมขอบขนาน โคนใบเว้าลึก ปลายใบแหลม ขอบใบหยักถี่ ก้านยาว ดอกสีตองอ่อนออกรวมกันเป็นช่อเล็กตามง่ามใบ แยกเพศ แต่รวมในช่อเดียวกัน กลีบเลี้ยง 3 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลกลมมี 3 พู มีขนแน่น

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามเถาใบ ดอก และผล ทำให้ปวดและคันมาก

4.3 Euphorbia antiquorum L.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า สลัดไดป่า เป็นพืชอวบน้ำ กิ่งกลมหรือเป็นสัน 3-6 สัน พร้อมมีปมหรือครีบเว้า 3-5 ปม กลางส่วนเว้ามีหนามแข็ง 1 คู่ และมีใบเล็กๆอวบน้ำรูปไข่กลับตามด้านข้างของปม ดอกสีเหลืองอ่อน ออกเป็นกระจุกเดียวกัน ผลกลม (รูปที่ 6)

ส่วนที่เป็นพิษ น้ำยางจากทุกส่วนที่ทำให้เกิดผื่นคันและเป็นแผลตามผิวหนัง


รูปที่ 6 สลัดไดป่า (Euphorbia antiquorum)


4.4 Euphorbia hirta L.

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า น้ำนมราชสีห์ เป็นพืชล้มลุก ค่อนข้างอวบน้ำ ใบเดี่ยวติดตรงข้างเป็นคู่ ทรงใบรูปไข่กลับหรือรี ขอบใบหยักถี่ โคนใบสอบ ปลายแหลมทู่ ดอกแดงเรื่อๆ ออกรวมกันเป็นกระจุกตามง่ามใบ ผลกลมสีแดงเรื่อมี 3 พู

ส่วนที่เป็นพิษ น้ำยางกัดผิวหนังทำให้เป็นผื่นและเป็นแผลได้

4.5 Euphorbia trigona Haw

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า สลัดไดบ้าน เป็นพืชอวบน้ำ กิ่งแขนงมีครีบยาว 3-5 ครีบ สันครีบเป็นคลื่น และมีหูใบที่กลายเป็นหนามสั้นๆ 1-2 คู่ ใบเดี่ยวออกตามครีบ ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุกๆละ 5 ดอก ส่วนดอกเพศเมียออกเดี่ยวๆ ผลกลมแป้น

ส่วนที่เป็นพิษ น้ำยางกัดผิวหนังทำให้เป็นแผลและผื่นได้

4.6 Excoecaria agallocha L.

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตาตุ่มทะเล เป็นไม้ต้น สูงถึง 15 เมตร เปลือกเทาแตกเป็นสะเก็ดถี่ๆ ใบเดี่ยว รูปรี หรือ รูปหอก ติดเรียงสลับ ใบแก่จัดก่อนร่วงออกสีแสดสูงประมาณ 10 เมตร ดอกเล็กสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนออกรวมกันเป็นช่อแบบหางกระรอกตามกิ่งเหนือแผลใบ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ ผลรูปลูกข่างเล็กๆมี 3 พู

ส่วนที่เป็นพิษ น้ำยางสีขาว ทำให้คัน ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้

4.7 Excoecaria cochinchinenesis Lour.

ชื่อพื้นเมืองเรียก กำลังกระบือ เป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ใบรูปรีแกมรูปหอก ติดตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย โคนใบสอบ ปลายใบหยิกคอดเป็นติ่งแหลม ขอบใบหยักถี่ ดอกเล็กสีเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อแบบหางกระรอกจามง่ามใบ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลกลม ปลายเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายผลสีแดงเรื่อ ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกัน

ส่วนที่เป็นพิษ ยางจะทำให้ผิวหนังคันและเป็นแผล

4.8 Exocoecaria bantamensis Muell. Arg.

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตังตาบอด เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง 15 เมตร เปลือกค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวติดตรงข้ามกันเป็นคู่ แต่ละคู่สลับทิศทางกัน ทรงใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน โคนใบสอบและเบี้ยว ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกเล็ก สีเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อแบบหางกระรอกตามปลายกิ่งและง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกเพศผู้และเพศเมีย อยู่ต่างดอกกัน มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลกลมหรือรี มี 3 พู ปลายเป็นติ่งแหลม

ส่วนที่เป็นพิษ ยางสีขาว ถ้าถูกผิวหนังทำให้เป็นผื่นคัน และเป็นแผล ถ้าเข้าตาจะทำให้ตาบอดได้

4.9 Sapium baccatum Roxb.

ชื่อพื้นเมืองเรียก โพบาย หรือ สลีนก เป็นไม้ต้นสูงถึง 30 เมตร ผลัดใบ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องยาว โคนต้นมักมีพูพอน ใบเดี่ยวทรงใบรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบแหลม ติดเรียงสลับใกล้ปลายกิ่ง ที่ผิวใบด้านล่างใกล้กับก้านใบมีต่อม 2 ต่อม ก้านใบมักออกสีชมพูเรื่อ ดอกเล็กสีเขียวอ่อนอมเหลือง ออกรวมกันเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง และแขนงช่อเป็นแบบช่อลดรูป ออกตามปลายกิ่ง ดอกแยกเพศแต่อยู่ช่อเดียวกัน ผลกลมหรือรูปลูกข่างเล็กๆเป็นพูตื้นๆ 2 พู

ส่วนที่เป็นพิษ ยางสีขาวตามเปลือก ทำให้คันและเป็นแผลพองตามผิวหนัง

4.10 Sapium insigne Benth

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตาตุ่มบก หรือ สะเก็ดแรด เป็นไม้ต้นสูงถึง 30 เมตร ผลัดใบ โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่อง และเป็นสะเก็ดหนา ใบเดี่ยวติดเรียงสลับหรือเวียนกัน ทรงใบรูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก ที่ผิวใบด้านล่างใกล้ก้านใบมีต่อม 2 ต่อม ดอกสีเขียวอ่อน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างหากและต่างช่อกัน ช่อดอกเพศผู้ใหญ่กว่าดอกเพศเมีย ผลป้อมหรือกลม พอมองเห็นเป็นพู 2-3 พู

ส่วนที่เป็นพิษ ยางสีขาวจากเปลือกและใบ ทำให้คันและเป็นแผลพอง ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้


5.วงศ์ Leguminsoae Papilionideae

5.1 Mucuna bracteata DC. Ex Kurz

ชื่อพื้นเมืองเรียก หมามุ่ยน้อย เป็นไม้เถา ตามลำเถาและก้านใบอาจเกลี้ยง ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบติดเรียงสลบ ทรงใบย่อยรูปไข่ โคนใบเบี้ยว ปลายใบเรียวแหลม มีขนมากสีเทาทางผิวใบล่าง ดอกแบบดอกถั่วสีม่วงเข้ม ออกรวมกันเป็นช่อห้อยลง ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ผิวเรียบมีขนสีเหลืองคลุ่มแน่น (รูปที่ 7)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่ และใบแก่ ทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนัง


รูปที่ 7 หมามุ่ยน้อย (Mucuna bracteata)


5.2 Munuca biplicata Teysm.&Binn.

ชื่อพื้นเมืองเรียก หมามุ่ยฝักย่น เป็นไม้เถา ตามลำเถาและก้านใบเกลี้ยง ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบเรียงติดสลับ ทรงใบย่อยป้อม โคนใบเบี้ยว ปลายใบหยักคอดเป็นติ่งแหลม มีขนประปรายทางผิวใบด้านล่างดอกแบบดอกถั่วสีม่วงอมขาว ออกรวมกันเป็นช่อห้อยลง ผลเป็นฝักแบนผิวด้านข้างออกรวมเป็นช่อห้อยลง ผลเป็นฝักแบน ผิวด้านข้างของฝักจีบเป็นริ้วๆ และมีขนแข็งสีทองแน่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามร่องของริ้วผล

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่จะทำให้เกิดอาการคัน และปวดมาก

5.3 Mucuna gracilipes Craib

ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า หมามุ่ยขน เป็นไม้เถ้าขนาดใหญ่ที่มีมือเกาะพยุงลำต้น ทุกส่วนมีขนสีเหลืองอ่อน ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบเรียงติดสลับ ทรงใบป้อ โคนใบเบี้ยว ปลายใบมน และมักมีติ่งคล้ายหนามสั้นๆติดอยู่ มีขนแน่นทางผิวใต้ใบด้านล่าง ดอกแบบถั่ว สีขาวปนม่วงออกรวมกันเป็นช่อสั้นๆห้อยย้อยลง ผลไม่ปรากฏ แต่คาดว่าเป็นฝักรูปทรงกระบอกและมีขนมาก

ส่วนที่เป็นพิษ ขนจากส่วนต่างๆของพรรณไม้ชนิดนี้ทำให้เกิดอาการผื่นคัน

5.4 Mucuna gigantea (Willd.) DC.

ชื่อพื้นเมืองเรียก หมามุ่ย เป็นไม้เถ้า ตามลำเถาเกลี้ยง และมีต่อมระบายอากาศสีจางๆทั่วไป ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบติดเรียงสลับ ทรงใบย่อยรูปไข่โคนใบเบี้ยวปลายใบหยักคอดและโค้งเล็กน้อย มีขนบ้างทางผิวใบด้านล่าง ดอกแบบถั่ว สีเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อห้อยย้อยลง ผลเป็นฝักรูปดาบ ขอบทั้ง 2 ข้างจะมีสีสันหรือครีบ 1 คู่ ตามยาวฝักปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่ จะทำให้เกิดอาการคัน และปวด

5.5 Mucuna hainanensis Hayata

ชื่อพื้นเมืองเรียก หมามุ่ยแม้ว เป็นไม้เถา ตามลำเถาและก้านใบเกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง และมีต่อมระบายอากาศสีจางๆกระจายทั่วไปตามลำเถา ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบติดเรียงสลับ ผิวใบด้านล่างสีเหลืองอ่อน และมีขนบ้างประปราย ดอกแบบถั่ว สีม่วงปนขาว ออกรวมกันเป็นช่อสั้นๆ ห้อยย่อยลง ผลเป็นฝักแบน โคนและปลายสอบ ผลเรียว ปลายสุดเรียวคล้ายหนามหรือลวด ผิวข้างผลเป็นริ้วหรือครีบห่างๆ ขอบทั้ง 2 มีสีสันหรือครีบบางๆ 1 คู่ ตามยาวฝัก ผิวผลคลุมด้วยขนสีน้ำตาลเข้ม

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่ทำให้เกิดระคายเคืองและผื่นตามผิวหนัง

5.6Mucuna interrupta Gagnep.

ชื่อพื้นเมืองเรียก สะบ้าลาย เป็นไม้เถา ตามลำเถาและก้านใบเกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบเรียงติดสลับ ทรงใบย่อย รูปไข่หรือรี โคนใบมนและมักเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบหยักคอกเป็นติ่งแหลม มีขนประปรายตามผิวใบทั้งสองด้าน ดอกแบบดอกถั่วสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นๆห้อยย้อยลง ผลเป็นฝักแบน โคนและปลายมน และผลพับย่น ขอบผลเป็นสันหรือครีบ 1 คู่ตามยาว ฝักมีขนแข็งสีน้ำตาลแน่นตามร่องรอยย่นของผิว

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่ทำให้ปวดและคันตามผิวหนัง

5.7 Mucuna pruriens (L.) DC.

ชื่อพื้นเมืองเรียก หมามุ่ยฝักงอน เป็นไม้เถา ตามลำเถาและก้านใบมีขนทั่วไป ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบติดเรียงสลับ ทรงใบย่อยรูปไข่ โคนใบเบี้ยว ปลายเป็นติ่งแหลมคล้ายหนาม มีขนสีเทาตามผิวใบทั้งสองด้าน ดอกแบบดอกถั่วสีม่งเข้มออกรวมกันเป็นช่อยาวตามง่ามใบ ช่อห้อยย้อยลง ผลเป็นฝักคล้ายฝักถั่ว ปลายฝักอ่อนมีขนหรือเกล็ดสีน้ำตาลอมเหลืองแน่น (รูปที่ 8)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามส่วนต่างๆของพรรณไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝัก ทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนังและปวดตามข้อ


รูปที่ 8 หมามุ่ยฝักงอน (Mucuna pruriens)


5.8 Mucuna monosperma DC.

ชื่อพื้นเมืองเรียก หมามุ่ยใหญ่ เป็นไม้เถา ขนาดใหญ่ ตามส่วนที่ยังอ่อนมีขนทั่วไป ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบเรียงติดสลับ ทรงใบย่อยรูปไข่ โคนใบมนและเบี้ยว ปลายใบหยักคอดเป็นติ่งแหลม ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกแบบถั่ว ออกรวมกันเป็นช่อห้อยย้อยลง ผลเป็นฝักแบนและค่อนข้างป้อม

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่ ทำให้ปวดและคันตามผิวหนัง

5.9 Spatholobus ferrugineus Benth

ชื่อพื้นเมืองเรียก ช้างแหก เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ และยาวเกิน 10 เมตร ผลัดใบ ผิวตามเถามีขนน้ำตาลสีแดงหนาแน่น ใบเป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อเรียงติดสลับ ทรงใบป้อมหรือรูปไข่ โคนใบมนหรือป้านและเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบมน ผิวใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาลอ่อน ดอกแบบดอกถั่ว ออกรวมกันเป็นช่อยาวตามปลายกิ่งแขนง ผลเป็นฝัก ส่วนบนแบนและเป็นคลื่น ปลายสุดเป็นติ่ง ผิวฝักมีขนสากลสีน้ำตาลแดงแน่น (รูปที่ 9)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามฝักแก่ทำให้เกิดการคันตามผิวหนัง


รูปที่ 9 ช้างแหก (Spathaolobus ferrugineus)


6.วงศ์ Moraceae

6.1 Antiaris toxicaria Lesch.

ชื่อทั่วไปเรียกว่า Upas tree ชื่อพื้นเมืองเรียก ยางน่อง เป็นไม้ต้น ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว สูงได้ถึง 40 เมตร โคนมักเป็นพูพอน ตามกิ่งอ่อนมีขนสากทั่วไป ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปไข่หรือรีแกมรูปขอบขนาน โคนใบมนหรือยักเว้าเข้า ปลายเป็นติ่งแหลม ขอบใบมีขนเป็นกระจุกเป็นระยะๆ ทำให้ดูคล้ายกับขอบใบหยัก ขนนี้จะหลุดเมื่อใบแก่ ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างช่อ แต่อยู่ในกิ่งหรือต้นเดียวกัน และออกดอกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ ผลค่อนข้างกลม ฉ่ำน้ำ และมีขนยาวสีน้ำตาลคลุม ผลแก่สีแดงหรือสีแสด

ส่วนที่เป็นพิษ ยางจากเปลือกทำให้สลบหรือตายได้ คนพื้นเมืองใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงคนหรือสัตว์

6.2 Artocarpus heterophyllus Lamk.

ชื่อทั่วไปเรียก Jack fruit tree ชื่อทั่วไปเรียก ขนุน เป็นไม้นำเข้ามาปลูก เป็นไม้ผล เป็นต้นสูงได้ถึง 20 เมตร ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งต่ำและลำต้นมักเป็นปุ่มปม ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ผิวใบเป็นมัน โคนใบมนหรือสอบเล็กน้อย ปลายใบทู่ ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างช่อแต่อยู่ใยต้นเดียวกัน ออกรวมกันเป็นช่อบนแกนจานดอกที่ยาวเป็นแท่งตามกิ่งหรือตามลำต้น ผลเป็นชนิดผลรวม ฉ่ำน้ำ รูปกลมหรือรี ยาวได้ถึง 45 ซม. (รูปที่ 10)

ส่วนที่เป็นพิษ ยางทั้งจากใบ เปลือกและ ผล ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นเป็นแผลได้

หมายเหตุ พรรณไม้สกุล Artocarpus มียางเป็นพิษทั้งนั้น


รูปที่ 10 ขนุน (Artocarpus heterophyllus)


6.3 Ficus hispida Linn.f.

ชื่อทั่วไปเรียก Fig tree ชื่อพื้นเมืองเรียก มะเดื่องปล้อง เป็นไม้ต้น ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้นมักคดงอและแตกกิ่งต่ำ ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ โคนใบสอบเล็กน้อย ปลายโคนหยักคอดเป็นติ่งแหลม มีขนสากทางผิวใบด้านล่าง ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างช่อแต่ต้นเดียวกัน ออกรวมกันบนผิวด้านในของแกนฐานดอกที่ห่อเข้าเป็นรูปทรงกลม รวมกันเป็นกระจุกโตตามกิ่งและลำต้น ผลเป็นชนิดผลรวมรูปลูกข่าง ซึ่งเกิดจากฐานดอกขยายใหญ่หุ้มไว้มิด ฉ่ำน้ำ (รูปที่ 11)

ส่วนที่เป็นพิษ ยางทั้งจากใบ เปลือก และ ผล ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคันและตุ่มพอง

หมายเหตุ พรรณไม้สกุล Ficus ทุกชนิดมียางเป็นพิษทั้งนั้น


รูปที่ 11 มะเดื่อปล้อง (Ficus hispida)


6.4 Streblus asper Lour.

ชื่อทั่วไปเรียก Tooth brush tree ชื่อพื้นเมืองเรียก ข่อย เป็นไม้พุ่ม ถึงไม้ต้น ไม่ผลัดใบ ลำต้นมักคดงอและแตกกิ่งต่ำ ใบเดี่ยวเรียงติดสลับ ทรงใบรูปรีหรือป้อม โคนใบสอบหรือมนหรือบางทีป้าน ปลายใบทู่มีขนสากทั้งสองด้าน ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างช่อ แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้สีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อกลมเล็กตามกิ่ง ส่วนดอกเพศผู้สีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อกลมเล็กตามกิ่ง ส่วนดอกเพศเมียมีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน เป็นดอกเดี่ยว รวมกันเป็นกระจุกตามกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่จนเป็นผล ผลกลมหรือเป็น 2 พู ฉ่ำน้ำ แก่จัดสีเหลือง (รูปที่ 12)

ส่วนที่เป็นพิษ ใบ ถ้าถูกผิวหนังส่วนที่อ่อนๆ จะทำให้ผิวหนังเป็นแผลได้ ยางจากเปลือกทำให้เป็นผื่นและตุ่มพองตามผิวหนัง


รูปที่ 12 ข่อย (Streblus asper)


7.วงศ์Bombacaceae

7.1 Neesia altissima (Bl.) Bl.

ชื่อทั่วไปเรียก Durien tree ชื่อพื้นเมืองเรียก ทุเรียนผี เป็นไม้ต้น ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 30 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนรูปดาวทั่วไป ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน โคนใบสอบหรือมน บางทีอาจหยักเว้าเข้า ปลายใบมนหรือป้าน ดอกสีชมพูออกรวมกันเป็นช่อกระจุกตามกิ่งและง่ามใบกลีบเลี้ยงเป็นถุง คล้ายโคมไฟเล็กๆกลีบดอก 5 กลีบ ผลเป็นชนิดผลแห้ง แตก แข็งเหมือนไม้ เป็นพู 5 พู ภายในมีขนสีน้ำตาลเป็นเสี้ยนแข็งมาก (รูปที่ 13)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนแข็งภายในผลทำให้ผิวหนังพองเจ็บ และคันมาก


รูปที่ 13 ข่อย (Neesia altissima)


7.2 Neesia malayana Bakh.

ชื่อทั่วไปเรียก Durien tree ชื่อพื้นเมืองเรียก ช้างแหก หรือ ช้างไห้ เป็นไม้ต้น ไม้ผลัดใบ สูงได้ถึง 40 เมตร โคนต้นมีพูพอนสูงถึง 30 เมตร และมีรากหายใจคล้ายสะพานโยงหรือบ่วงดักสัตว์มากมาย ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปรี รูปไข่กลับหรือรีแกมรูปขอบขนาน โคนใบสอบและมักหยักเว้ารูปหัวใจ ปลายใบป้านและหยักเข้าเล็กน้อย ดอกชมพูออกรวมกันเป็นช่อกระจุกตามกิ่งและง่ามใบ กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ ภายในมีขนสีน้ำตาลเป็นเสี้ยนแข็งมาก

ส่วนที่เป็นพิษ ขนแข็งภายในผลทำให้ผิวหนังพองเจ็บ และคันมาก


8.วงศ์Myrtaceae

8.1 Melaleuca cajuputi Powell.

ชื่อทั่วไปเรียก Cajeput tree ชื่พื้นเมืองเรียก เสม็ด หรือ เสม็ดขาว เป็นไม้ต้น ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 25 เมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกสีขาว ลอกเป็นแผ่นโต ใบเดี่ยวเรียงเวียนกันไป ทรงใบรูปหอก โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ดอกสีขาวออกรวมกันเป็นช่อแบบหางกระบอกตามปลายกิ่งและง่ามใบ ผลเป็นชนิดผลแห้ง (รูปที่ 14)

ส่วนที่เป็นพิษ น้ำมันจากใบทำให้ระคายเคืองและเป็นผื่นคันตามผิวหนัง


รูปที่ 14 เสม็ด หรือ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi)


9.วงศ์ Oleaceae

9.1 Jasminum grandiflorum L.

ชื่อพื้นเมืองเรียกสถาน เป็นไม้เถา หรอไม้พุ่มรอเลื้อยที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งมาก ใบเป็นช่อแบบขนนกปลายคลี่ออก ตรงข่ามกันเป็นุ่ๆ ใบรูปรี โคนใบสอบ รึมน ปลายใบเรียวแหลม ดอกสีม่วง กลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นช่อโตตามปลายกิ่ง ทั้งกลีบเลียงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลกลม แก่จัดสีดำ (รูปที่ 15)

ส่วนที่เป็นพิษ ดอกมักมีการนำมาร้อยเป้นพวงมาลัยใส่ข้อมือและสวมคอ อาจทำให้เป็นผื่นคันได้


รูปที่ 15 สถาน (Jasminum grandiflorum)


10.วงศ์ Palmae

10.1 Arenga pinnata (Wurmb.) Merr.

ชื่อทั่วไปเรียก Sugar palm ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า ฉก หรือ ลูกชิด เป็นพวกปาลืมหรือหมากคล้ายต้นมะพร้าว ใบเป็นช่อแบบขนนก ช่อหรือทางใบยาว 2-4 เมตร มีใบย่อยมากผิวใบย่อยด้านล่างเป็นคราบขาว โคนทางใบโอบลำต้น ดอกเล็กสีเหลือง่ออน ออกรวมกันเป็นทะลายขนาดใหญ่ยาวๆได้ถึง 1.5 เมตร ตามง่ามใบ สามารถผลิตน้ำหวานได้เช่นเดียวกับมะพร้าว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 3 กลีบ ผลกลม มีขนสีน้ำตาลคลุมมาก ภายในเป็นเมล็ดใสที่นำเอามาทำเป็นลูกชิด

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามผิวผล รวมทั้งน้ำเลี้ยงจากเปลือกผล ทำให้เกิดอาการตคันอย่างรุนแรงตามผิวหนัง

10.2 Caryota mitis Lour.

ชื่อทั่วไปเรียก Fishtail palm.ชื่อพื้นเมืองเรียก เต่าร้างแดง หรือ เต่ารั้งหนู เป็นพวกปาล์มหรือหมากที่แตกเป็นกอ สูงได้ถึง 5 เมตร ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ช่อหรือทางใบยาวได้ถึง 3 เมตร ใบย่อยรูปหางปลา ดอกสีม่วงหรือเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นทะลายโต ยาวได้ถึง 60 ซม. ตามปลายลำต้น ตามง่ามใบและเหนือรอยแผลตามใบตามลำต้น ผลกลมโตได้ถึง 1.5 ซม. ผลแก่จัดสีแดงคล้ำ

ส่วนที่เป็นพิษ ชนตามผล และน้ำเลี้ยงตามผิวใบของลำต้น ทำให้เป็นผื่นคันตามผิวหนัง ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้

10.3 Caryota obtusa Griff. var. aequatorialis Becc.

ชื่อทั่วไปเรียก Giant mountain fishtail palm ชื่อพื้นเมืองเรียก เต่าร้างยักษ์ เป็นพวกปาล์มหรือหมาก เป็นต้นเดี่ยวสูงได้ถึง 40 เมตร ตามข้อใกล้โคนต้นมีรากอากาศมาก ใบย่อยรูปหางปลา ดอกขาวหรือเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อทะลายยาวได้ถึง 2 เมตร ตามปลายลำต้น ง่ามกาบใบ และเหนือรอยแผลใบตามลำต้น ผลกลมโตได้ถึง 2.5 ซม. (รูปที่ 16)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามผิงผลและน้ำเลี้ยงตามผิวในของลำต้นทำให้เป็นผื่นคันตามผิวหนัง ถ้ายางเข้าตาทำให้ตาบอดได้


รูปที่ 16 เต่าร้างยักษ์ (Caryota obtusa var. aequatorials)


10.4Caryota urens L.

ชื่อทั่วไปเรียก Fishtail palm หรือ Wine palm ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า เต่ารั้ง หรือ เต่าร้าง เป็นพวกปาล์มหรือหมาก มักเป็นต้นเดี่ยวๆสูงได้ถึง 20 เมตร ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ยาวได้ถึง 3 เมตร และแผ่กว้างได้ถึง 2 เมตร ใบย่อยรูปหางปลา ดอกสีขาวหรือเหลือง ออกรวมกันเป็นทะลายใหญ่ ตามปลายต้น ตามซอกก้านใบ หรือเหนือรอยแผลใบตามต้น ผลกลม โตได้ถึง 1.5 ซม. มีขน แก่จัดออกสีเหลืองหรือแดงคล้ำ

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามผิวผล และยางตามผิวในของลำต้น,ทำให้และเป็นผื่นตามผิวหนัง ถ้าเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้


11.วงศ์Urticaceace

11.1 Dendrocnide basilotunda Chew

ชื่อพื้นเมืองเรียก หานช้างฮ้อง เป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 เมตร ผลัดใบ เปลือกสีน้ำตาลอ่อนและมีช่องระบายอากาศทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเวียนกัน ทรงใบป้อมหรือรูปไข่ โคนใบมนกว้าง ปลายเป็นติ่งแหลม ดอกเล็ก สีขาวแกมเขียว ออกรวมกันเป็นช่อโตห้อยตามง่ามใบ มีเกล็ดหรือขนสีน้ำตาลทั่วไป ผลค่อนข้างกลม สีเขียวเข้ม (รูปที่ 17)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนหรือเกล็ดตามส่วนต่างๆ ของช่อดอกทำให้เกิดอาการคันเป็นผื่นแดงและปวดมาก


รูปที่ 17 หานช้างฮ้อง (Dendrocnide basilotunda)


11.2 Dendrocnide sinuata Chew

ชื่อพื้นเมืองเรียก กะลังตังช้าง เป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8 เมตร ผลัดใบ เปลือกสีเทาและมีประช่องระบายอากาศทั่วไป ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ทรงใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ ขอบใบหยักฟันเลื่อย โคใบมน ปลายใบแหลม แผ่นใบค่อนข้างหนา ดอกเล็กสีเขียวอ่อน ผลเล็กกลม (รูปที่ 18)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามใบและส่วนต่างๆของช่อดอก ทำให้คัน ผิวหนังไหม้ หรือแดงเป็นผื่นและปวดมาก


รูปที่ 18 กะลังตังช้าง (Dendrocnide sinuata)


11.3 Dendrocnide stimulans (Miq.) Chew

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตำแยช้าง หรือ สามแก้ว เป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 5 เมตร ผลัดใบ เปลือกสีเทา และมีประช่องระบายอากาศทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเวียนกัน ทรงใบรูปหอกกลับ โคนใบสอบ ปลายสุดของใบเรียวแหลม ผิวใบด้านล่างเป็นคราบขาว ดอกเล็กสีขาวปนเหลือง หรือสีม่วงอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อยาวๆ ห้อยตามง่ามใบ ผลเล็ดกลมสีเขียว (รูปที่ 19)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนหรือเกล็ดตามส่วนต่างๆ เช่น ใบ ช่อดอก จะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังไหม้เกรียม หรือแดง เป็นผื่นและปวดมาก


รูปที่ 19 ตำแยช้างหรือสามแก้ว (Dendrocnide stimulans)


11.4 Girardnia heterophylla (Vahl.) Dencne. Var. palmata Guad.

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตำแยช้าง หรือ หานช้างร้อง เป็นพืชล้มลุก สูงได้ถึง 1.5 เมตร ไม่ผลัดใบ ทุกส่วนมีขนสากหนาแน่น ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ทรงใบรูปฝ่ามือ เป็นพู 3-7 พู ขอบใบหยักซี่ฟันเลื่อย ตามก้านใบมีขนเป็นหนามแข็งๆ กอดเล็กสีเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นพวงใหญ่ตามง่ามใบ ผลเล็ก กลม ผิวผลมีหนามแข็งหนาแน่น (รูปที่ 20)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บ คัน และปวดมาก


รูปที่ 20 ตำแยช้างหรือหานช้างร้อง (Girardinia heterophylla var. palmata)


11.5 Girardinia diversifolia (Link.) Frirs

ชื่อพื้นเมืองเรียก หานสา เป็นพืชล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร ไม่ผลัดใบ ทุกส่วนมีขนสากกระจายทั่วไป ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ทรงใบรูปไข่ โคนใบมน ปลายแหลม ขอบใบหยักซี่ฟัน บางทีเป็นพูโตๆหลายพู ดอกเล็กสีเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อแบบหางกระรอกตามง่าใบ ผลเล็ดกลม ผิวผลมีหนามแข็งหนาแน่น(รูปที่ 21)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บคันและปวด


รูปที่ 21 หานสา (Giraradinia diversifolia)


11.6 Laportea bulbifera (Sieb. & Zucc.) Wedd.

ชื่อพื้นเมืองเรียก ลังตังช้าง หรือ ตำแย เป็นพืชล้มลุกสูงได้ถึง 1 เมตร ไม่ผลัดใบ ทุกส่วนมีขนสากกระจายทั่วไป ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ทรงใบรูปรีแกมไข่ โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยักซี่ฟัน ดอกเล็ก สีเขียวอ่อน ถึงม่วงอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อโตตามง่ามใบ ผลเล็ก ผิวผลมีหนามแข็ง (รูปที่ 22)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บคันและปวด


รูปที่ 22 ลังตังช้าง หรือ ตำแย (Laportea bulbifera)


11.7 Laportea disepala (Gagnep.) Chew

ชื่อพื้นเมืองเรียก หาน เป็นพืชล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร ไม่ผลัดใบ ทุกส่วนมีขนสากทั่วไป ใบเดี่ยว ออดเรียงสลับ ทรงใบรูปหัวใจ โคนใบหยักเว้า ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขอบใบหยักซี่ฟัน ดอกเล็ก ออกรวมเป็นช่อโตตามง่ามใกล้ยอกลำต้น ผลเล็ก ผิวผลมีหนามแข็งทั่วไป (รูปที่ 23)

ส่วนที่เป็นพิษ ชนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บ คันและปวด


รูปที่ 23 หาน (Laportea disepala)


11.8 Laportea interrupta (L.) Guad.

ชื่อพื้นเมืองเรียก ตำแยตัวเมีย เป็นพืชล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร ไม่ผลัดใบ ทุกส่วนมีขนสากทั่วไป ใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับ ทรงใบรูปหัวใจ โคนใบป้านหรือหยักเว้า ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขอบใบจักซี่ฟัน ผิวใบด้านล่างสีเขียวอ่อน ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อโค้งยาว ไม่แยก แขนงตามปลายกิ่งและง่ามใบ ผลกลมเล็กสีเขียว (รูปที่ 24)

ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามส่วนต่างๆ จะทำให้ระคายเคืองตามผิวหนังและผื่นแดง

ต่อตอนที่ 2


รูปที่ 24 ตำแยตัวเมีย (Laportea interrupta)