..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
คลอโรฟอร์ม

วิชัย ปราสาททอง

ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ขอนแก่น


      ในระหว่าง พ.ศ. 2542 มีข่าวพ่อค้ายาดองเหล้าสมุนไพรผสมคลอโรฟอร์มลงในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายแก่ผู้นิยมบริโภคยาดองเหล้า และให้ชื่อว่า "ยาดองเหล้าสูตรเย็น" ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น และผู้ใช้แรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วกระจายไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศ จุดประสงค์ในการเติมคลอโรฟอร์มคือ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย เพิ่มรสหวาน และความเย็น ซึ่งเมื่อรวมกับการที่นำยาดองเหล้าเย็นไปแช่เย็นก่อนจำหน่าย ทำให้ยาดองเหล้าชนิดนี้เย็นมากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นที่ถูกใจผู้นิยมความแปลกใหม่ ในขณะที่อันตรายจากคลอโรฟอร์มที่ดื่มเข้าไปถูกมองข้ามทั้งจากผู้ผลิตและผู้ที่นิยมบริโภค


      คลอโรฟอร์ม เป็นสารประกอบเคมีอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ที่อุณหภูมิปกติ มีรสหวาน ระเหยง่าย และมีกลิ่นเฉพาะตัว ละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ ไขมัน ละลายน้ำได้บ้าง โดยที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส คลอโรฟอร์ม 1 ส่วน สามารถละลายน้ำ 200 ส่วน แต่ถ้าอุณหภูมิของน้ำลงมาที่ 15 องศาเซลเซียส จะทำให้คลอโรฟอร์มละลายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 ส่วนต่อน้ำ 200 ส่วน เมื่อได้รับความร้อนจะสลายตัวเกิดก๊าซคลอรีนที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต


      มนุษย์รู้จักคลอโรฟอร์มและนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การผลิตพลาสติก ยา เครื่องสำอาง สี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฯลฯ แม้แต่ในทางการแพทย์ก็นำคลอโรฟอร์มมาใช้เป็นยาสลบ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1847 แต่หลังจากมีข้อมูลการศึกษาอันตรายจากคลอโรฟอร์มมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพบว่าคลอโรฟอร์มทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง ประเทศต่างๆหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงไม่ใช้คลอโรฟอร์มเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง ยา และอาหาร นอกจากนี้บางประเทศยังไม่ให้ในทางการแพทย์อีกด้วย


การเข้าสู่ร่างกาย มี 3 ทาง คือ

      1.ทางผิวหนังจากการสัมผัสโดยตรง เมื่อคลอโรฟอร์มถูกผิวหนังจะซึมผ่านชั้นผิวหนังอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน เกิดผื่นคัน และอาจทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่ถูกสัมผัสตายได้

      2.ทางปาก จากการกลืน

      3.ทางจมูก จากการสูดดมอากาศที่มีไอคลอโรฟอร์ม


อาการพิษ

      อาการที่ปรากฏหลังจากได้รับคลอโรฟอร์มเข้าสู่ร่างกายที่เด่นชัด คือ ความดันโลหิตต่ำและอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น แต่หากได้รับคลอโรฟอร์มต่อเนื่องกันนานๆ หรือได้รับปริมาณมาก จะเกิดอันตรายต่อร่างกายส่วนต่างๆ ดังนี้

      ระบบหัวใจ       หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

      ระบบทางเดินหายใจ       คลอโรฟอร์มจะไปกดระบบการหายใจ อาจมีอาการปอดบวม จนถึงปดอักเสบ

      ระบบประสาท       คลอโรฟอร์มจะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการปวดหัว ไม่รู้สึกอยากอาหาร

      ระบบทางเดินอาหาร       รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน


      นอกจากนี้คลอโรฟอร์มยังทำให้เกิดอันตรายที่ตับ และ ไต โดยทำลายเซลล์ที่อวัยวะทั้งสองนี้ และเนื่องจากคุณสมบัติการละลายตัวได้ดีในไขมันทำให้สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ตัวอ่อน จึงอาจเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ จากการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าคลอโรฟอร์มทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างยีนของใข่ และเสปิร์ม ที่สำคัญคลอโรฟอร์มหนึ่งในรายชื่อของสารที่สงสัยว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์และจัดอยู่ในกลุ่ม 2B (IRAC Category)


การดูดซึม เมตาบอลิซึม และการขับถ่าย

      เมื่อคลอโรฟอร์มเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางใด จะเข้าไปทำปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ที่สำคัญ ได้แก่ ตับ และ ไต ได้สารเมตาโบไลท์หลายชนิดที่ส่วนใหญ่มีฤทธิ์เป็นกรด ได้แก่ Chlomethanol (CCL3-OH), Hydrochloric acid, Phosgene (COCL2), Chloride, Carbon dioxide และ Diglutathionyl dithiocaronate สารเมตาบอไลท์ที่เป็นอันตรายที่สุดคือ Phosgene ซึ่งเมื่อรวมกับ glutathione จะทำตับโต และทำให้เซลล์ตับและไตตายได้ ร่างกายจะขับถ่ายออกทางปอดในรูปคลอโรฟอร์ม 43% และคาร์บอนไดออกไซด์ 4-5% ทางปัสสาวะประมาณ 2% คลอโรฟอร์มมีค่าครึ่งชีวิต 1.5 ชั่วโมง


ขนาดความเป็นพิษ

      - ค่าแสดงปริมาณคลอโรฟอร์มที่ทำให้หนูทดลองกินแล้วตายครึ่งหนึ่ง (Oral Lethal Dose,LD50) ระหว่าง 0.5 ถึง 5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

      - หากรับประทานคลอโรฟอร์มปริมาณ 10 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดพิษเฉียนพลันและอาจถึงตายได้


การรักษาเบื้องต้น

      1.กรณีสัมผัสถูกผิวหนัง ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีคลอโรฟอร์ม ถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ล้างร่างกายที่สัมผัสคลอโรฟอร์มให้สะอาดและทั่วถึงด้วยสบู่และน้ำ

      2.กรณีสัมผัสดวงตา ให้ล้างตาด้วยน้ำจำนวนมากอย่างน้อย 15 นาที

      3.กรณีสูดดม ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีคลอโรฟอร์มไปยังที่ที่อากาศบริสุทธิ์ หากผู้ป่วยหยุดหายใจให้ผายปอดช่วย

      4.กรณีกลืนกิน ให้ล้างท้อง (หลีกเลี่ยงการทำให้อาเจียน) แล้วใช้ผงถ่านกัมมันต์ดูดซับคลอโรฟอร์ม โดยใช้ผงถ่านกัมมันต์ 30 กรัม ผสมกับน้ำหรือ sorbital หรือ ยาระบายน้ำเกลือ (Saline cathartic) ในขนาด 240 มิลลิลิตรขนาดรับประทานปกติสำหรับผู้ใหญ่ 25 ถึง 100 กรัม สำหรับเด็ก (อายุ 1 ถึง 2 ปี) ใช้ 25 ถึง 50 กรัม กรณีเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ใช้ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามการใช้ผงถ่านกัมมันต์ร่วมกับยาระบายน้ำเกลือพึงใช้ด้วยความระมัดระวัง หากหลีกเลี่ยงได้ควรงดการใช้


สรุป

      แม้คลอโรฟอร์มจะเป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมมากมายก็ตาม ในขณะเดียวกันก็มีอันตรายต่อมนุษย์ และสัตว์ โดยมีผลต่อ ตับ ไต หัวใจ และสงสัยว่าจะทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์อีกด้วย ดังนั้น กิจกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับคลอโรฟอร์มจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการเติมแต่งคลอโรฟอร์มลงในผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง


ที่มา: หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 14 พ.ศ.2543 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้า5-8.