..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
พีซีบี

วราพร ชลอำไพ

ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี

      พีซีบี (PCBs) หรือ โพลีคลอริเนตไบฟีนิล (Polychlorinated biphenyls) หมายถึงกลุ่มของสารเคมีจำพวกสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบหลัก สารกลุ่มนี้มีประมาณ 209 ชนิด โดยแตกต่างกันทีจำนวนอะตอมและตำแหน่งของคลอรีนที่เข้าเติมเข้าไปในวงแหวนของไบฟีนิล (biphenyl) ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของพีซีบี

สูตรทั่วไปของ พีซีบี

C6X5-C6X5

      โดยตำแหน่ง X อาจเป็นไฮโดรเจนหรือ คลอรีนอะตอมก็ได้

      พีซีบี เป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการในปี พ.ศ.2473 มีลักษณะเป็นของเหลว ละลายน้ำได้น้อย แต่ละลายได้ดีในไขมัน เป็นสารที่ทนต่อกระบวนการออกซิเดชั่น (Oxidation) ทนความร้อน สลายตัวได้ยากในธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต

      การใช้ประโยชน์ของพีซีบี

      การใช้พีซีบีในทางอุตสาหกรรม ได้แก่ ใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุต่างๆ เช่น กาว สี สารกันรั่วซึม พลาสติก น้ำมันหล่อลื่น ตัวนำความร้อนในระบบไฮโดรลิก ใช้ในระบบถ่ายเทความร้อน ใช้เป็นสารป้องกันไฟฟ้ารั่วในเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า

      ชื่อทางการค้าของพีซีบีจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประเทศผู้ผลิต เช่น Arochlor ของ สหรัฐอเมริกา, Kanechlor ของญี่ปุ่น, Chlophen ของเยอรมัน, และSovol ของรัสเซีย เป็นต้น

      การเปลี่ยนแปลงของพีซีบีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

      มนุษย์สามารถรับพีซีบีเข้าสู่ร่างกายได้โดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพีซีบี การซึมผ่านผิวหนังและตับ แต่จะถูกร่างกายเปลี่ยนแปลงได้น้อยมาก พีซีบีถูกขับออกจากร่างกายได้บ้าง ส่วนมากทางอุจจาระ ปัสสาวะ นอกจากนั้นถูกขับออกได้เล็กน้อยทางน้ำนม เสมหะ และผิวหนัง

      ความเป็นพิษขอพีซีบี

      ความเป็นพิษของพีซีบี ไม่มีแบบเฉียบพลัน แต่จะสะสมในร่างกายทีละเล็กน้อยเป็นเวลานานจนเกิดอาการเรื้อรังในที่สุด อาการเริ่มแรกของการเกิดพิษคือ เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และแขนขาเกิดอาการบวม อาการต่อมาที่รู้จักกันดีและเห็นได้ชัดคือ เกิดฝีและตุ่มเล็กๆ ที่ผิวหนัง ผิวหนังและเล็บคล้ำ เปลือกตาบวม นอกจากนี้ยังอาจทำลายระบบประสาท ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน และอาจทำให้เกิดเป็นมะเร็ง

      การเกิดความเป็นพิษของพีซีบีที่รู้จักกันดีเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2511 โดยประชาชนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1,000 คน ได้รับบริโภคน้ำมันรำข้าวที่มีการปนเปื้อนของสารพีซีบี เป็นเวลานานหลายเดือน การปนเปื้อนเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว โดยท่อส่งผ่านความร้อนเกิดรั่ว ทำให้พีซีบีซึ่งเป็นสารที่ใช้ในระบบถ่ายเทความร้อน รั่วไหลลงไปในน้ำมัน ในเหตุการณ์นี้ได้มีการประมาณการณ์ว่าประชาชนแต่ละคนที่บริโภคพีซีบีประมาณ 1 กรัม อาการพิษที่เกิดขึ้นคือ เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เปลือกตาบวม ผิวหนังและเล็บคล้ำ เกิดฝีและตุ่มเล็กๆที่ผิวหนัง ผิวหนังหนาและหยาบกร้าน ในคนไข้บางคน อาการเหล่านี้ยังคงปรากฎอยู่เป็นเวลานานถึง 3 ปี นอกจากนี้ทารกที่เกิดจากมารดาที่ได้รับสารพีซีบีจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ และมีอาการทางผิวหนัง เนื่องจากได้รับสารผ่านทางรก

      การแพร่กระจายของพีซีบีในสิ่งแวดล้อม

      เนื่องจากพีซีบีเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น ดังนั้นการแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมจึงเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยเกิดจากการผลิตและนำไปใช้ สุดท้ายจะถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม และไปสะสมในตะกอนตามแหล่งน้ำต่างๆ พีซีบีสามารถเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งที่อยู่ไกลจากแหล่งเดิม หรือ จากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้โดยอาศัย 2 กระบวนการ คือ

      1.กระบวนการ Grasshopper effect เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วย การระเหย (Evaporaing) และ การพัดพาลงไปนอนก้นทะเล (Deposit) โดยเกิดขึ้นซ้ำๆ กันเป็นวงจร

      2.กระบวนการทางห่วงโซ่อาหาร (Food chain) โดยเริ่มจากปลา นกกินปลา สัตว์เลี่ยงลูกด้วยนม และสุดท้ายคือ มนุษย์ ซึ่งอยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร

      จากทั้ง 2 กระบวนการนี้ทำให้พีซีบีสามารถเข้าไปสะสมในร่างกายมนุษย์และสัตว์ที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตหรือใช้พีซีบีได้ ดังนั้นการแก้ใขปัญหาของสารพีซีบีในสิ่งแวดล้อมจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศ จากการประชุม UNITED NATIONS ENVIRONMENT PROGRAMME (UNEP) ณ เมือง MONTREAL ปี ค.ศ.1998 ได้จัดให้พีซีบีเป็นสารหนึ่งในสิบสารที่อยู่ในกลุ่ม Peristent Organic Pollutants (POPs) ซึ่งเป็นกลุ่มของสารที่ลดปริมาณการใช้ลงให้มากที่สุดเนื่องจากเป็นสารมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นพิษสูง ประกอบกับมีความคงทนและสลายตัวได้ยาก

ที่มา : หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 13 พ.ศ.2541 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 7-9.