..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
ความปลอดภัยจากวัตถุมีพิษ

พรรณทิพย์ ตียพันธ์

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์

กลุ่มงานพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อม

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


      ชีวิตประจำวันของเรา นับวันจะยิ่งพบและสัมผัสกับวัตถุมีพิษใหม่ๆเพิ่มขึ้นตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม ในปัจจุบันมักปรากฏผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากวัตถุมีพิษชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่เป็นประจำ อาจจะปรากฎอาการทันที คือ พิษเฉียบพลัน หรือ พิษอาจสะสมทีละน้อยจนถึงระดับหนึ่งแล้วจึงแสดงอาการเรียกว่าพิษเรื้อรัง อาการพิษเฉียบพลันเป็นพิษที่น่ากลัวเพราะแสดงอาการทันที สำหรับอาการเป็นพิษเรื้อรังก็มีอันตรายน่ากลัวมากเช่นกัน เพราะการบำบัดรักษายาก ไม่หายขาดหรือบางครั้งกว่าจะปรากฏอาการผิดปกติก็สายเกินที่จะแก้ไข ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วิธีป้องกันและวิธีการรักษาแก้ไขเมื่อได้รับพิษเข้าสู่ร่างกาย

วัตถุมีพิษสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ

      1. ทางจมูก ด้วยการสูดดมไอ ผง หรือ ละอองของสาร วัตถุที่มีฤทธิ์กัดกร่อน จะทำให้เยื่อจมและหลอดลมอักเสบ วัตถุมีพิษสามารถซึมผ่านเนื้อเยื่อของระบบทางเดินหายใจ เข้าสู่กระแสโลหิตได้ ทำให้เกิดอาการพิษ เช่น การสูดดมเบนซิน ทำให้มึนงง ถ้ารุนแรงอาจถึงชักได้

      2. ทางปาก เกิดจากการบริโภคโดยตรงโดยอาหารมีสารพิษปนเปื้อน ใช้มือที่มีสารเคมีหยิบอาหารเข้าปาก หรืออาจติดอยู่ที่บุหรี่ หรือ โดยอุบัติเหตุที่มีการหยิบของผิดรับประทาน ถ้าวัตถุที่มีฤทธิ์กัดกร่อนจะทำให้ปากคอไหม้

      3. ทางผิวหนัง นอกจากวัตถุมีพิษจะกัดผิวหนังให้ไหม้พองเป็นแผลแล้ว บางชนิดซึมผ่านผิวหนังทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้


      วัตถุมีพิษเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะซึมเข้ากระแสโลหิต และกระจายไปยังกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ วัตถุมีพิษอาจทำลายได้ในร่างกายหรืออาจถูกเปลี่ยนไปเป็นอนุพันธ์อื่นๆ ที่มีความเป็นพิษน้อยลง หรือเพิ่มขึ้น และบางส่วนอาจถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ หรือทางเดินหายใจซึ่งอาจมรผลต่อทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือทางเดินหายใจได้ ก่อนที่จะถูกทำลายออก วัตถุมีพิษบางชนิดอาจสะสมอยู่ตามอวัยวะ หรือ เนื้อเยื่อต่างๆ เป็นเวลานานขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุมีพิษนั้น

การป้องกัน

      สำหรับผู้ประกอบอาชีพ หรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุมีพิษควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เช่น งานที่ต้องคลุกคลี อยู่กับ ผง ไอของโลหะ ได้แก่ การทำงานในเหมือง โรงถลุงแร่ ช่างเชื่อม ช่างชุบโลหะ ช่างประกอบรถยนต์ ขณะทำงานควรอยู่เหนือลม ใช้หน้ากากป้องกันการสูดดม ใช้ถุงมือยาง และรองเท้ายาง เป็นต้น หากสารเคมีหกลงพื้น โดยเฉพาะถ้าเป็นของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมัน พื้นที่ผิวของเหลวกระจายทำให้ระเหยเป็นไอได้มาด เกิดลุกไหม้ได้ง่าย วิธีการที่ดีคือใช้ทรายซับ แล้วนำไปเผาในที่ปลอดภัย

      ส่วนการป้องกันภายในบ้าน วัตถุมีพิษควรวางห่างจากเด็กมิให้เอื้อมถึง และสะดวกแก่การหยิบใช้ โดยไม่ผิดพลาด วัตถุมีพิษที่ต้องติดฉลาก และมีชื่อบอกชัดเจนกำกับข้างภาชนะบรรจุ ก่อนนำมาใช้ควรอ่านฉลากด้วยความระมัดระวัง โดยมากจะมีเครื่องหมายให้เป็นที่เข้าใจ เช่น เครื่องหมายเตือนอันตราย รูปหัวกะโหลกไขว้ เป็นสัญลักษณ์ของ
“วัตถุมีพิษ”


      สถานที่ที่มีวัตถุมีพิษ ควรจะมีของใช้และยาที่จำเป็น ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับวัตถุมีพิษ สิ่งของที่ควรมีในตู้ยา ได้แก่ กรดอะซิติก มีความเข้มข้นร้อยละ 5 สารละลายโซเดียมคาร์บอเนตเข้มข้นร้อยละ 5 ยาล้างตาพร้อมด้วยถ้วยล้างตา ยาใส่แผลสด ยาแก้ปวด ยาแก้พิษ ยาทาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ยาหม่อง ยาหอม แอลกอฮอล์ล้างแผล สำลี ผ้าพันแผล กรรไกร พลาสเตอร์ปิดแผล ฯลฯ ตู้ยานี้ต้องติดตั้งให้ห่างจากเด็ก

การแก้พิษ

      ถ้าสารที่เป็นกรดหกรดผิวหนัง ให้ใช้น้ำล้างมาก โดยเร็วที่สุด น้ำจะช่วยล้างเอาวัตถุมีพิษออกไปได้บ้าง แล้วใช้สารละลายโซเดียมคาร์บอเนตเจือจางล้างอีกครั้งหนึ่ง แต่ผิวหนังถ้าถูกด่างให้ใช้กรดอะซิติกเจือจาง จะช่วยล้างฤทธิ์ด่าง

      สารเข้าตา ควรแก้ภายใน 2-3 วินาทีแรกที่สารเข้าตา ให้ล่างด้วยน้ำมากๆ ทันทีเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที พยายามล้างให้หมดโดยปลิ้นเปลือกตาออกด้วย แล้วจึงนำส่งแพทย์ทันที

      ในการป้องกันควบคุมอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จะต้องป้องกันด้วยความจริงจัง จะช่วยลดอันตรายลงได้มาก สาเหตุส่วนใหญ่พบว่าตัวบุคคลเป็นผู้กระทำ เกิดจากความมักง่าย ความประมาท ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฉะนั้นควรจะฝึกฝนการสร้างนิสัยให้มีระเบียบวินัย มีความระมัดระวัง ไม่ประมาท ไม่มักง่าย ควรให้มีการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับวัตถุมีพิษแก่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป รวมทั้งควรได้รับกาตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะสามารถแก้ไขรักษาได้ทันท่วงที ในขณะที่ร่างกายได้รับสารพิษสะสมอยู่ในปริมาณน้อย

ที่มา : หนังสือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1 และ 2 พ.ศ. 2535 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 68-71.