..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
พืชมีพิษ

นายสุรศักดิ์ พุ่มมณี
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 5
ฝ่ายวิเคราะห์วัตถุมีพิษจากสิ่งแวดล้อม กองพิษวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ซ. โรงพยาบาลบำราศนราดูร ถ.ติวานนท์ จ.นนทบุรี

ที่มา : หนังสือความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1, 2
กลุ่มพิษวิทยาและชีวเคมี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หน้า 1 - 5.

พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2527, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2542

      ปัจจุบันคนไทยนิยมรับประทานผักมากขึ้น ชาวบ้านซึ่งอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลตัวเมือง อาจหาผักต่างๆ มาปรุงอาหารเองได้ ผู้ที่จะเก็บผักมาปรุงอาหารนั้น จะต้องมีความระมัดระวังในการเลือกพืชผักที่ไม่มีอันตราย ผู้ที่ซื้อผักสดจากตลาดก็ต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อเพราะอาจได้พืชผักที่มีสารเคมีเป็นพิษติดไปด้วย จึงต้องมีความรู้ความสังเกตว่าชนิดใดมีพิษ พืชผักมีพิษที่มักจะพบบ่อยได้แก่

เห็ดพิษ มีลักษณะดังนี้
      1. สีเข้มจัด เช่น แดง ส้ม ดำ หรือมีสีฉูดฉาด
      2. มีแผ่นหรือเกล็ดขรุขระบนหมวกเห็ด
      3. มีวงแหวนพันรอบบนก้านดอกเห็ด วงแหวนนี้จะเป็นตัวเชื่อมเนื้อเยื่อของหมวกเห็ด และก้านดอกให้ติดกันเมื่อดอกเห็ดบาน
      4. มีขนหรือหนามเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป
      5. มีกลิ่น
      6. มีน้ำเมือก หรือมีน้ำยางสีขาวออกมาเมื่อกรีดที่หมวกเห็ด
      7. ครีบที่อยู่ใต้หมวกมีสีขาว สปอร์ในครีบมีสีขาวเช่นกัน

เห็ดพิษ แบ่งได้เป็น 4 ชนิดดังนี้

      1. เห็ดพันธ์อะมานิตา มัสคาเรีย (Amanita muscaria)
      เห็ดชนิดนี้คล้ายกับเห็ดโคนทั้งเวลาตูมและบาน เส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดเมื่อบานเต็มที่มีขนาด 2 - 4 เซนติเมตร สูง 10-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น ระหว่าง1-2 เซนติเมตร
      สารเป็นพิษที่สำคัญในเห็ดชนิดนี้คือ มัสคารีน(muscarine)
      เห็ดชนิดนี้มีพิษรุนแรง เมื่อรับประทานเข้าไป 15-30 นาที จะมีอาการตัวร้อน ใจสั่น หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยาย มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเห็นภาพม่านตาหรี่ เหงื่อ น้ำลายและน้ำตาถูกขับออกมามาก ปวดบริเวณช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจขัดและถึงตายในที่สุด

      2. เห็ดพันธ์อะมานิตา ฟัลลอยเดส(Amanita phalloides)
      เห็ดชนิดนี้มีวงแหวนบอบบาง ถ้วยเห็ดคล้ายเห็ดฟาง มีสปอร์สีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดกว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร ลำต้นกว้างประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร
      เห็ดชนิดนี้มีสารเป็นพิษฟัลโลท็อกซิน(phollotoxin)ซึ่งมีพิษต่อตับ และสารเป็นพิษอะมาโตท็อกซิน(amatotoxin)
      อาการเป็นพิษจะเห็นชัดภายใน 6-12 ชั่วโมง อย่างช้าไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะมีอาการอาเจียน ปวดท้องอย่างแรง ท้องเดิน เป็นตะคริว ความดันเลือดต่ำ ตับบวม และถึงแก่ความตายในที่สุด หากรับประทานจำนวนมาก คนไข้จะตายภายใน 2-3 วัน

      3. เห็ดพันธุ์อีโนไซบ์(Inocybe)
      มีลักษณะของหมวกเห็ดเป็นรูปทรงกระบอก สปอร์สีน้ำตาลอ่อน ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการปวดท้อง เนื่องจากกระเพราะอาหารและลำไส้หดเกร็ง

      4. เห็ดพันธุ์โคปรีนัส อาทราเมนทาเรียส(Coprinus atramentarius)
      หรือเห็ดหมึก มีสารที่รวมตัวกับแอลกอฮอล์แล้วจะเกิดพิษ คนดื่มสุราพร้อมกับรับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการใจสั่น หายใจหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ
      เห็ดทั้ง 4 ชนิดนี้ จะมีขึ้นเป็นดงในป่าที่มีความชื้นสูง

ความรู้เกี่ยวกับเห็ดพิษ


ผักหวานป่า
      
เป็นไม้ยืนต้น สูงราว 6 - 15 เมตร ขึ้นตามป่าทึบและป่าเชิงเขาซึ่งมีดินปนทรายโดยเฉพาะป่าไม้เต็งรัง ในฤดูแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จะแตกยอดอ่อนซึ่งเป็นที่นิยมเอามาต้มรับประทานกัน ส่วนผลออกเป็นพวง จะสุกประมาณเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เยื่อบางหุ้มเมล็ดรับประทานได้มีรสหวาน ถ้านำผลมาต้มให้สุกจะรับประทานได้ทั้งเปลือกและเยื่อหุ้มเมล็ดส่วนสาเหตุของการเกิดพิษยังทำการศึกษาค้นคว้ากันอยู่

      อาการเป็นพิษ ที่เกิดจากการรับประทานผักหวานมีพิษ คือ มึนเมา คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ ทุรนทุราย บางรายอาการมากจะเจ็บในลำคอ เจ็บในท้อง หมดสติ และถึงแก่ความตายในที่สุด

      วิธีการรักษา โดยการล้างท้องและให้น้ำเกลือถ้าจำเป็น

ขี้หนอน
      เป็นไม้ไม่ผลัดใบ สูงราว 3-6 เมตร พบทั่วไปในป่าดงดิบที่แล้งและในป่าไม้ผลัดใบผสม ใบของมันมีลักษณะคล้ายผักหวาน แต่แผ่นใบหนากว่า ผิวใบไม่มัน สีเขียวอมเทา มีหนามแหลมยาวประปรายตามกิ่ง ลำต้นและใบ ดอกอ่อนเป็นพิษ เมื่อกินเข้าไปทำให้เกิดอาการมึนเมา อาเจียนและอาจทำให้ถึงตายได้
      วิธีการรักษา ควรล้างท้องทันที และให้น้ำเกลือถ้าจำเป็น ในกรณีที่อาเจียนมากๆ ควรปล่อยให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อน

 

กลอย
      เป็นพืชไม้ล้มลุก ลักษณะเป็นเถาเลื้อยไปตามดินหรือพาดพันต้นไม้ใหญ่ มีกิ่งก้านออกตามเถา มีใบย่อย 3 ใบ คล้ายพืชตระกูลถั่ว เส้นใบถี่และต้นมีหนามแหลมสั้นๆ ขึ้นตามป่ารกร้างและไหล่เขาทั่วไปในป่าผสม ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ กลอยมีหัวอยู่ใต้ลึกประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร ลักษณะกลมแบบข้างๆ เป็นกลีบเล็กน้อย เปลือกบาง มีขนแข็งขึ้นอยู่ขรุขระ รูปร่างคล้ายมันมือเสือ หัวกลอยเจริญและแตกเถาออกจากเหง้าในฤดูฝน และเจริญเติบโตเต็มที่ในฤดูแล้งหัวจะโตและโผล่ขึ้นมาพ้นดิน ส่วนเถาจะแห้งตายไป ถ้าหัวยังอยู่ในดินจะเริ่มเน่าเหลือแต่เหง้า ซึ่งเมื่อถึงฤดูฝนจะแตกหน่อและงอกหัวเล็กๆ ต่อไปอีกเรื่อยๆ

      ชาวบ้านนิยมเก็บหัวกลอยในฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม หัวโผล่พ้นดินเก็บง่าย เชื่อกันว่ายังมีพิษน้อยกว่ากลอยที่เก็บในฤดูอื่น ได้มีการทดลองเปรียบเทียบพิษของกลอยที่ขุดมาแต่ละฤดู พบว่าในเดือนสิงหาคมมีสารเป็นพิษสูงที่สุด หัวกลอยมีแป้งมาก มีสารเป็นพิษประเภทอัลคาลอยด์ ชื่อ ไดออสซิน (dioscin) ซึ่งมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคล้ายกับพิโครท็อกซิน (picrotoxin) มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

      อาการเป็นพิษ เนื่องจากรับประทานกลอยคือ คันปาก ลิ้น คอ ม่านตาขยาย และระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้น คลื่นไส้ อาเจียน มึนเมา วิงเวียน ใจสั่น ตาพร่า อึดอัด เป็นลม และตัวเย็น นอกจากนั้นบางรายมีอาการประสาทหลอนคล้ายกับอาการของคนบ้าลำโพง และอาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อด้วย แต่ยังไม่พบรายงานว่าถึงตาย

      การรักษาพิษ จะรักษาไปตามอาการและโดยการล้างท้อง


ลูกเนียง, ชะเนียง
      เป็นพืชตระกูลถั่ว พันธ์ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลเป็นฝักใหญ่ ในหนึ่งฝักอาจมี 10-14 เมล็ด เนื้อในเมล็ดใช้บริโภค เมื่อแก่จัดเป็นสีเหลืองนวล มีรสมันกรอบ กลิ่นฉุน ธาตุและสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ในลูกเนียงประกอบด้วยแป้งร้อยละ 70 โปรตีนร้อยละ 15 นอกจากนี้ประกอบด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1 บี 12 วิตามินซี ฟอสฟอรัส กำมะถัน กรดโฟลิค กรดอะมิโน 12 ชนิด และกรดแจงโคลิค (djenkolic acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีกรดกำมะถันสูงมาก และเป็นพิษต่อร่างกาย สารเป็นพิษชนิดนี้จะทำลายระบบประสาทของไตให้เสื่อมลง ถ้ารับประทานลูกเนียงดิบเป็นจำนวนมาก จะทำให้ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะไม่สะดวก ปัสสาวะขุ่นขาวเป็นสีน้ำนม อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ถ้าอาการมากระบบไตจะล้มเหลว และถึงตายในที่สุด

การป้องกันพิษของลูกเนียง ก่อนที่จะนำมารับประทาน
      1. ให้นำลูกเนียงมาเพาะในทรายให้หน่องอกแล้วตัดหน่อทิ้งเสีย พิษของลูกเนียงจะลดน้อยลง
      2. หั่นลูกเนียงเป็นแผ่นบางๆ ตากแดดให้มาดก่อนจะนำมารับประทาน พิษของมันจะลดลง
      3. ต้มลูกเนียงในน้ำที่ผสมด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตนาน 10 นาที จะทำให้กรดแจงโคลิคลดลงครึ่งหนึ่ง


วิธีรักษา
      
ผู้ป่วยที่แพ้พิษลูกเนียง ปัจจุบันให้ผู้ป่วยรับประทานโซเดียมไบคาร์บอเนต ดื่มน้ำมากๆ หากปัสสาวะออกน้อย หรือปัสสาวะไม่ออก ใช้สายยางสวนปัสสาวะ

      พืชอื่นที่มีลักษณะและรสใกล้เคียงกัน ซึ่งนิยมรับประทานได้แก่ สะตอ ลูกเหรียง ชะเนียงนก แต่การเกิดพิษยังไม่ค่อยมี


มันสำปะหลัง และมันสำโรง
      มันทั้งสองชนิดนี้ มีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

ส่วนประกอบ
มันสำปะหลังแดง
มันสำโรง
ก้านใบ สีแดง สีเขียว
ยอดอ่อน สีเขียวอ่อน, สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาลแก่
อมเขียวเล็กน้อย
จำนวนหัว น้อย มาก
กรดไฮโดรไซยานิค ปริมาณน้อยกว่า ปริมาณมากกว่า


      มันทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้านำมาบริโภคดิบๆ จะมีพิษถึงตายได้ ส่วนที่มีพิษมากที่สุดคือเปลือกและหัว พบว่าเปลือกแห้งมีกรดไฮโดรไซยานิคอยู่ราวร้อยละ 0.035 ในหัวแห้งมีร้อยละ 0.009 เปลือกสดมีอยู่ 5-10 เท่าของเนื้อในหัว ในน้ำคั้นหัวสดมีร้อยละ 1.66 ดังนั้นถ้าเด็กที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม รับประทานหัวมันดิบ 20-40 กรัม ก็อาจทำให้ตายได้

      อาการเป็นพิษ เนื่องจากมันทั้ง 2 ชนิดคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ชัก หอบ มึนงง หายใจขัด หมดสติ อาจตายภายใน 2-4 ชั่วโมง

      วิธีการรักษา ให้สูดดมเอมิลไนไตรท์(amyl nitrite) ประมาณ 0.2 มิลลิลิตร นาน 3 นาที ทุกๆ 5 นาที ทำให้อาเจียน โดยใช้นิ้วล้วงคอ แล้วรีบนำส่งแพทย์ทันที


ลำโพงหรือมะเขือบ้า
      เป็นไม้พุ่มชนิดหนึ่ง พบตามที่โล่งๆ หรือตามสวนมีอยู่ทั่วไปเรียกชื่อต่างๆ กัน เช่น มะเขือบ้า เพราะลักษณะใบและผลคล้ายมะเขือ ผลเป็นหนามขรุขระ ขนาดโต 4-5 เซนติเมตร มีเมล็ดเล็กๆ ขนาด 2-3 มิลลิเมตรอยู่ข้างในจำนวนมาก ส่วนที่เป็นพิษมากที่สุดคือ เมล็ดและใบซึ่งมีสารเป็นพิษประเภทอัลคาลอยด์ คือ สโคโปลามีน (scopolamine) ไฮออสไซยามีน (hyoscyamine) และอะโทรปีน (atropine)

      อาการพิษ ถ้ากินเข้าไปจะทำให้คอแห้ง ลิ้นแข็ง หัวใจเต้นเร็ว เสียสติคล้ายคนบ้า อาการจะปรากฏภายในเวลา 5-10 นาทีหลังจากกินเข้าไป แต่ไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิต เพราะพิษจะเกิดกับระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ โดยจะแสดงอาการอยู่ราว 2-3 วัน