..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
สัตว์น้ำมีพิษ

นาย สุรศักดิ์ พุ่มมณี
ฝ่ายวิเคราะห์วัตถุมีพิษทางนิติเวชและคลินิก กองพิษวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย

 

ที่มา : ความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 3 พ.ศ.2530
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้า 1-5.

            ในประเทศไทย ปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในด้านสุขภาพประชากร มีหลายสาเหตุด้วยกัน สาเหตุหนึ่งที่มีความสำคัญควรแก่การเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้มีความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงอันตรายอันอาจจะเกิดแก่ตนเองและบุคคลที่เกี่ยวข้องคือ อันตรายจากการได้รับสารพิษซึ่งอาจจะได้รับจากการสัมผัสแตะต้อง หรือจากการบริโภค เช่นดื่มกินหรือสูดดม ในการป้องกันมิให้สัมผัสแตะต้องสิ่งที่มีพิษ อาจจะระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงได้ง่าย แต่อันตรายจากการบริโภคจะป้องกันได้ยากกว่าถ้าเรามิได้มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่นำมาบริโภคดีเพียงพอ เช่น อาหารที่ปรุงจากพืชและสัตว์หลายชนิดที่สามารถรับประทานได้โดยไม่เกิดอันตราย ถ้าผู้ปรุงหรือผู้ประกอบอาหารมีความชำนาญในการเลือกอาหาร และกำจัดพิษที่มีอยู่ออกไปได้ แต่ถ้าผู้ปรุงไม่มีความชำนาญเพียงพอ อาจทำให้พิษที่มีอยู่หรือตกค้างอยู่ ทำอันตรายแก่ผู้บริโภคอาหารชนิดนั้นได้ดังที่เคยปรากฏข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2530 คนงานของบริษัทนาดี จำกัด ได้จับปลาในแหล่งน้ำแห่งหนึ่ง ใน ต. เขาฉกรรจ์ อ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี มาบริโภค ทำให้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายสิบคน เนื่องจากพิษของปลาที่บริโภค ซึ่งปลาชนิดนั้นเป็นปลาที่มีพิษ เรียกว่า ปลาบ้า (มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Leptobarbus hoevenii ) และอีกข่าวหนึ่ง เกิดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2529 ที่จังหวัดภูเก็ด มีผู้นำปูสีขาวชนิดหนึ่งมาบริโภค แล้วเกิดอาการเป็นพิษขึ้น ปูชนิดนี้คล้ายกับปูมีพิษที่มีพิษที่มีชื่อว่า Xanthodes reynaudi  ซึ่งมีรายงานทางวิทยาศาสตร์ว่าเคยพบที่เมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม จากตัวอย่างข่าวดังกล่าวเป็นเพืยงอันตรายจากการบริโภคสัตว์น้ำที่มีพิษเข้าไป ยังมีสัตว์น้ำอีกหลายชนิดที่มีอันตราย ควรแก่การศึกษาและสนใจ ดังจะกล่าวถึง ต่อไปนี้

 

ปลาปักเป้า

        เป็นปลาที่มีทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม รูปร่างเมื่อดูผิวเผินจะคล้ายๆกันทุกชนิด เช่น ลักษณะปาก ฟันงุ้มคล้ายปากนกแก้ว จึงเรียกปลาชนิดนี้ว่า globe fish, puffer fish, หรือ Fugu มีรูปร่างอย่างปลาทั่วๆไป แต่ลำตัวจะมีหนาม สั้น หรือ ยาว แล้วแต่ชนิดของมัน หากมันถูกรบกวน จะแบ่งตัวพองตัวขึ้นจน โป่งกลม เห็นหนามได้ชัด

        ปลาปักเป้าเป็นสัตว์น้ำที่มีผู้รู้จักนำมาประกอบอาหาร ตั้งแต่สมัยโบราณ ดังในบันทึกของชาวจีน และชาวญี่ปุ่น แต่ปลาปักเป้ามีพิษทั้งในตับ ลำไส้ ผิวหนัง ไข่และน้ำดี จึงเป็นการเสี่ยงอันตรายมาก เมื่อบริโภคปลาปักเป้า และพิษของมัน อาจทำให้ถึงตายได้

ปลาปักเป้าแบ่งเป็น 2 ตระกูลคือ
1.พวก Tetrodontidae
2.พวก Diodontidae

        ตระกูล Tetrodontidae มีลักษณะผิวลำตัวค่อนข้างเกลี้ยง มีอยู่ทั้งในน้ำจืด และน้ำทะเลอีกเกือบร้อยชนิด ที่มีในเมืองไทย เช่น ปลาปักเป้าตาแดง, ปักเป้าเขียว เป็นปลาน้ำจืดตัวเล็ก ยาว 2 นิ้วเศษ มักนิยมเลี้ยงในตู้ปลา หรือบ่อปลา ส่วนปลาปักเป้าก้นดำ มีอยู่ในทะเล

        นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้วิจัยแยกพิษของปลาปักเป้า ได้สาร 2 ชนิด มีชื่อว่า Tetrodonine และ Tetrodonic acid (ได้กล่าวถึงสารพิษที่สกัดจากปลาปักเป้าว่า มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีรส ประกอบด้วย Sulfur และ Amino groupsและอาจมีสารจำพวก Dextrose อยู่ด้วย) เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีแยกต่างๆ แล้วได้สารชื่อ Tetrodotoxin ซึ่งมีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอัมพาตต่อระบบหายใจ ระบบไหลเวียนของโลหิต และได้ทำการทดสอบกับสัตว์ทดลองแล้ว สัตว์ทดลองมีอาการเป็นพิษและตายในที่สุด

อาการเป็นพิษ เนื่องจากการบริโภคปลาปักเป้า เริ่มมีอาการหลังจากกินไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง จะมีอาการ ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน คันริมฝีปาก กระตุกที่ลิ้น ปลายนิ้ว ระคายในลำคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เดินไม่ไหว ร่างกายเป็นอัมพาต หายใจขัด ชีพจรเต้นเร็ว อุณหภูมิร่างกายลดต่ำ แล้วถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจวาย บางรายกินเข้าไปน้อย เกิดอาการเป็นพิษน้อยกว่านี้


ปลากระเบน ปลากด และปลาดุกทะเล

      ปลากระเบนมีชุกชุมตามบริเวณฝั่งทะเลและทะเลลึก อาจพบมาอาศัยกบดานอยู่ในโคลน หรือโคลนริมฝั่งทะเล ส่วนปลากด, ปลาดุกทะเล มีทั้งในน้ำเค็ม และน้ำกร่อย มีเงี่ยงพิษอยู่ 2-3 อัน มักชอบอยู่ที่น้ำตื้นๆ รกๆ หรือตามซอกและโพรง เมื่อคนว่ายน้ำ หรือเดินลุยน้ำไปสะดุดหรือเหยียบปลาจำพวกนี้เข้า จะโดนเงี่ยง (ของปลากระเบนอยู่ที่หาง) ของมันแทง ได้รับพิษที่รุนแรง ซึ่งมีอาการปวดมาก แผลบวมแดงและแข็ง ถ้าโดนพิษมาก อาการปวดก็จะรุนแรง อาจทำให้แผลอักเสบ และเน่า ใช้เวลาในการักษานาน ร่างกายจะอ่อนเพลียอีกหลายสัปดาห์ กว่าจะกลับเป็นปกติดังเดิม

การรักษา ใช้ยาระงับปวด และส่งให้แพทย์รักษาทันที


แมงกระพรุน

      แมงกะพรุนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีปากที่ท้อง (Coelenterate) บางชนิดมีขนาดใหญ่มาก มีหนวด 8 เส้น เป็นอันตรายแก่ชาวประมง หรือคนที่ไปเล่นน้ำทะเล เมื่อถูกเข้าจะเกิดอาการปวดเล็กแสบน้อย คัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

      แมงกะพรุนมีหนวดพิษ (Tentacle) หลายอัน แต่ละอันประกอบด้วย เหล็กใน แฝงอยู่เป็นอันมาก ซึ่งเรียกว่า Nematocyst ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ละอันถูกห่อหุ้มด้วยแคปซูล ปลายของเหล็กอยู่ตามผิวของหนวดพิษ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายไกปืน ตอนโคนของเหล็กใน เป็นสายคล้ายเส้นด้ายขดกัน อยู่ในกระเปาะแคปซูล และติดอยู่ตามต่อมพิษ เมื่อมีอะไรมากระทบกับไกปืนนี้ มันจะปล่อยเหล็กในซึ่งมีน้ำพิษออกไปแทง เหล็กในนี้มีจำนวนมาก เมื่อทะลุผิวหนังเข้าไป ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมาก และมีอาการต่างๆ แล้วแต่ความรุนแรง และชนิดของแมงกระพรุน

ยกตัวอย่างแมงกระพรุนที่พบมาก

  1. สาหร่าย, สาโหร่ง (Sea wasp, Chironex species)
    ชาวทะเลนิยมเรียกว่า"ส่าหร่าย" แต่จริงๆแล้วคือ แมงกระพรุนสีขาว หรือ เหลืองแกมแดง มีสายยาวต่อจากลำตัวหลายเส้น แต่ละเส้นยาวประมาณ 1.50 เมตร มีการเคลื่อนไหวได้น้อย อาศัยกระแสน้ำพัดพาไปยังที่ต่างๆ เมื่อมีพายุ คลื่น ลมแรง สายของมันจะขาดจากลำตัว ลอยไปตามน้ำ แต่ยังสามารถทำอันตรายผู้ที่สัมผัสถูกได้ ซึ่งทำให้ไหม้เกรียม และมีอาการปวด ตามกล้ามเนื้อ จุกแน่นยอดอก และเป็นไข้ อาการเป็นอยู่ 2-3 วัน จึงทุเลาหายไป แมงกระพรุนชนิดนี้ แถบทะเลชุมพร หัวหิน เป็นต้น
  2. แมงกระพรุนไฟ (Sea nettles, Chrysaora species)
    มีสีแดง หรือ สีเขียว ด้านบนมีจุดสีขาวอยู่ทั่วไป พวกนี้เมื่อถูกเข้าทำให้เกิดปวดแสบปวดร้อน และเกิดแผลเรื้อรังได้

อาการพิษ โดยทั่วไปไม่รุนแรง ไม่นานก็หาย แต่ถ้าโดนชนิดพิษรุนแรง กว่าจะหายอาจใช้ระยะเวลา 2-3 วัน ถ้ามีอาการแพ้มากอาจมีอาการเขียวคล้ำ เลือดไปเลี้ยงสมองน้อย เพ้อ เหงื่อออก ตัวเย็น ช็อค และถึงแก่ความตายได้

การรักษา พิษแมงกระพรุน ต้องใช้ยาระงับปวด ถ้ารุนแรงอาจต้องใช้ Morphine รวมกับยานอนหลับจำพวก Barbiturate และให้ยาแก้อาการกล้ามเนื้อเกร็ง เป็นตะคริว หรือ ยารักษาอาการอื่นๆ
     อนึ่ง มีรายงานว่า ผักบุ้งทะเลใช้บรรเทาพิษแมงกระพรุนได้ โดยใช้ใบขยี้ แล้วถู หรือ ฟอกบริเวณที่โดน


แมงดาทะเล (Horse shoe crab หรือ King crab)

      ลักษณะ มีลำตัวแข็งเหมือนกระดองปู แต่รูปร่างคล้ายแมงมุม ตัวใหญ่ ที่ท้องมีระยางเป็นเหงือกใช้ในการหายใจ อาศัยอยู่ในทะเลบริเวณชายฝั่ง น้ำตื้นแถบปากน้ำ และอ่าว โดยมักจะหมกตัวฝังอยู่ตามพื้นโคลนและทราย พบมากในน่านน้ำแถบเอเชีย
      แมงดาทะเลตัวเมีย มีขนาดใหญ่ และว่ายน้ำแข็งแรงกว่าตัวผู้ ในฤดูสืบพันธุ์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือน กันยายน ในเวลากลางคืนเดือนมืด แมงดาทะเลตัวผู้จะเกาะบนหลังตัวเมีย แล้วว่ายน้ำเข้าสู่ชายหาดทรายเป็นคู่ๆ โดยที่ตัวเมียขุดหลุมฝังตัวเองอยู่ในทรายเพื่อวางไข่ จึงมองเห็นแต่ตัวผู้ที่ยังคงเกาะหลังตัวเมียแกว่งหางไปมา ในฤดูนี้แมงดาทะเลชุกชุม และมีไข่ ซึ่งคนชอบรับประทาน จึงมีการจับแมงดาทะเลมาปรุงอาหารหลายอย่าง เช่น แกง หรือ ยำ แต่ปรากฏว่ามีผู้ได้รับพิษจากอาหารที่ปรุงจากแมงดาทะเลบ่อยๆ

ในน่านน้ำไทย มีแมงดาทะเลที่พบได้ 2 ชนิด คือ

  1. แมงดาจาน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tachypleus gigas ตัวใหญ่ กว้างถึง 10 นิ้ว หางเป็นสามเหลี่ยม ยังไม่เคยมีรายงานว่าแมงดาทะเลชนิดนี้มีพิษ
  2. แมงดาถ้วย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Carcinoscorpius rotundicauda เป็นแมงดาที่มีพิษ ชาวบ้านมักเรียกว่า แมงดาไฟ หรือเหรา จะมีหางกลม

      ชาวบ้านมีวิธีการสังเกตว่าแมงดาทะเลตัวใดมีพิษ ดังนี้ คือ ด้านหน้าใต้ท้องของตัวเมีย จะหักเว้ามากคล้ายตัวผู้ และลำตัวที่ท้องจะมีขนรุงรัง ส่วนด้านหลังมีสีแดงดำ ตาสีแดง ผิดกับแมงดาจาน ซึ่งมีตาสีดำ

      พิษเนื่องจากการกินแมงดาทะเลคล้ายกับอาการที่เกิดจากกินหอยบางชนิดที่เรียกว่า paralytic shellfish แต่พิษนี้ไม่ใช่ประเภท cholinesterase inhibitor เป็นพิษที่คงทนต่อความร้อน ถึงแม้หุงต้มแล้วพิษก็ยังไม่เสื่อมสลาย พิษจะมีผลต่อระบบประสาท มักเกิดอาการภายหลังจากกินเข้าไปแล้วประมาณ 1/2 ชั่วโมง เริ่มด้วยอาการชาที่ริมฝีปาก ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า แล้วชาลามกว้างขึ้นและรู้สึกเสียวแปลบเกิดขึ้น เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เดินโซเซ กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ถ้ามีอาการช็อค ก็จะทำให้ถึงตายได้

      เนื่องจากยังไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ การรักษาจึงต้องทำโดยการล้างท้อง ให้ยาจำพวก glucocorticoid และ glucose in normal saline และรักษาไปตามอาการ

      การป้องกัน คือ พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แมงดาทะเล ผู้ที่จะประกอบอาหารที่ทำจากแมงดาทะเล ก็ควรจะเป็นผู้มีความชำนาญจริงๆ จึงจะปลอดภัยจากพิษของมัน