..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
สารเสพติด

นายบำรุง คงดี*
* นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 7 หัวหน้าฝ่ายพิษวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สงขลา


ที่มา : หนังสือความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1, 2
กลุ่มพิษวิทยาและชีวเคมี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

        เป็นเวลานับศตวรรษที่มนุษย์รู้จักและใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ การใช้ที่ถูกต้องทำให้เกิดประโยชน์ เช่น ทางการแพทย์มีการใช้สารเสพติดบางชนิดในการระงับความปวดแต่โทษจากสารเสพติดนั้นมีมากมายและร้ายแรงหากนำไปใช้หรือเสพโดยวิธีการและปริมาณที่ไม่เหมาะสมการติดสารเสพติดทำให้เกิดผลเสียทั้งด้านสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินส่วนตัว ความสุขของครอบครัวและเป็นปัญหาของสังคม จึงเป็นการดีที่จะหลีกเลี่ยงสารเสพติดให้โทษ หรือสารออกฤทธิ์ต่อภาวะทางจิตต่างๆ สารดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

 

ฝิ่น

        ฝิ่นเป็นพืชที่รู้จักกันดี จะพบข่าวเกี่ยวกับการปราบปรามการปลูกฝิ่น และการจับกุมผู้ลักลอบค้าฝิ่นอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะฝิ่นเป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้เสพเป็นอย่างมาก

        ฝิ่นมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า ปาปาเวอร์ ซอมนิเฟอรุม (Papaver somnifferum) ขึ้นง่ายในเขตที่มีความชื้น สารในฝิ่นที่นำมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ได้จากการกรีดยางจากผลฝิ่น ยางนี้มีส่วนประกอบที่ใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ยางฝิ่นมีรสขม และประกอบด้วยมอร์ฟีน (morphine) ในปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 9.5 และสารอัลคาลอยด์ (alkaloids) อื่นๆ อีก 25 ชนิด เช่น นอสคาปีน (noscapine) ร้อยละ 2-9 โคเออีน (codeine) ร้อยละ 0.3-4 เป็นต้น

        การออกฤทธิ์ของฝิ่นคือ ระงับปวด และทำให้เสพติด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณมอร์พีนที่ประกอบอยู่ ประโยชน์ในทางการแพทย์อีกอย่างหนึ่งคือ ใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง ยาแก้โรคท้องร่วงนี้เราเรียกว่า “ทิงเจอร์ฝิ่นการบูน” แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากจะทำให้ท้องผูกได้

        เนื่องจากฝิ่นมีส่วนประกอบของมอร์ฟีน และสารเสพติดอื่นๆ จึงทำให้มีผู้นำไปใช้ในทางที่ผิดและเกิดการเสพติด และมีอาการเป็นพิษเช่นเดียวกับมอร์ฟีน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

 

มอร์ฟีน

         มอร์ฟีนเป็นสารประกอบที่สกัดได้จากฝิ่น เป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น รสขม คุณสมบัติทางยาใช้ระงับปวดได้ดี เช่น ใช้ระงับปวดหลัง การผ่าตัดกรณีกระดูกหัก ไฟไหม้ และใช้ระงับปวดในระยะสุดท้ายของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับมอร์ฟีนต่อเนื่องเป็นเวลานานทำให้ร่างกายมีความต้องการยาในปริมาณเพิ่มขึ้น มอร์ฟีนมีผลต่อภาวะจิตและประสาทซึ่งอาการจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับยาต่อเนื่องมา 1-2 สัปดาห์

ผลของมอร์ฟีนที่มีต่อผู้ได้รับยา ได้แก่

  1. ทำให้ผู้ป่วยมีอาการสงบ ระงับปวด ง่วงซึมเซาและรู้สึกสบาย ถ้าไม่มีอาการเจ็บปวดอยู่แต่มีอารมณ์ตึงเครียด จะทำให้เกิดรู้สึกกลัว อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงง่าย
  2. ทำให้เกิดการกดระบบการหายใจ เป็นผลให้หายใจช้าลง ไม่สม่ำเสมอ และหายใจตื้น ถ้าได้รับยาเกินขนาดอาจถึงแก่ความตาย เนื่องจากระบบการหายใจหยุดทำงาน
  3. สามารถยับยั้งการทำงานของศูนย์ควบคุมการไอได้ จึงใช้เป็นส่วนผสมในยาแก้ไอปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว
  4. ผู้ใช้อาจมีอาการข้างเคียงได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ไม่ค่อยสบาย
  5. ทำให้ม่านตาหรี่ โดยทำให้ม่านตาหดตัว อาการนี้จึงใช้วินิจฉัยในคนที่เสพติดมอร์ฟีนหรือปรากฏอาการพิษเนื่องจากมอร์ฟีนได้
  6. ทำให้หลอดลมหดตัว กระเพาะปัสสาวะบีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดการคั่งของปัสสาวะ มอร์ฟีนในปริมาณสูงจะทำให้มดลูกบีบตัวน้องลง จึงทำให้คลอดบุตรช้ากว่าปกติอีกทั้งยังรบกวนการหายใจของทารกในครรภ์ อาจทำให้ทารกถึงแก่ความตายได้
  7. ทำให้เกิดการเสพติด หลังจากใช้ติดต่อกันหลายครั้ง ผู้ป่วยจะมีความอยากหรือกระหายที่จะใช้ยาเพราะเมื่อใช้แล้วจะรู้สึกสบาย เมื่อหยุดการใช้ยาทันทีจะทำให้เกิดอาการผิดปกติ คือ ม่านตาขยาย น้ำมูก น้ำตาไหล เหงื่อแตก ขนลุก ความดันโลหิตสูงขึ้น ตัวร้อน อาเจียน เจ็บปวดในท้อง กังวล หงุดหงิด กระสับกระส่าย หาวบ่อย นอนไม่หลับ ถ้าอาการรุนแรงอาจชักได้ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อต่างๆ

การดูดซึมและการทำลายมอร์ฟีนในร่างกาย
         การได้รับมอร์ฟีน มักใช้วิธีฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือฉีดเข้าเส้นเลือด ถ้าได้รับโดยวิธีรับประทาย จะถูกดูดซึมเข้าลำไส้ได้ไม่ดีนัก เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำปฏิกิริยากับกรดกลูคูโรนิค (glucuronic acid) ได้เป็นกลูคูโรไนด์ (glucuronide) ซึ่งจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ

การเป็นพิษเนื่องจากมอร์ฟีน
         - การเป็นพิษอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากได้รับปริมาณสูงเกินขนาด มักเกิดกับผู้เสพติดหรือผู้ตั้งใจฆ่าตัวตาย อาการพิษที่เห็นได้ชัดมีอยู่ 3 ประการ คือ หมดความรู้สึก ระบบการหายใจถูกกด และม่านตาหรี่ นอกจากนี้มีอาการอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตลดลงเรื่อยๆ กล้ามเนื้อคลายตัวอุณหภูมิร่างกายลดลง บางรายมีน้ำคั่งในปอด ทำให้ตายได้ เนื่องจากระบบการหายใจหยุดทำงาน
         - การเป็นพิษเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยได้รับยานานจนเกิดการเสพติด ผู้ป่วยจะมีอาการม่านตาหดเล็ก อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ร่างกายซูบผอม ขาดอาหาร เกิดโรคภัยไข้เจ็บแทรกซ้อนได้ง่าย

การรักษาผู้เสพติดมอร์ฟีน
วิธีการแก้การเสพติดที่นิยมใช้ ปัจจุบันมีดังนี้

  1. วิธีแฮบิลิเตชั่น (rehabilitation) วิธีนี้ใช้วิธีให้ผู้ป่วยหยุดยาทันที แล้วควบคุมแกมบังคับผู้ป่วยไม่ให้กลับไปเสพอีก
  2. วิธีรักษาแบบไซเคียตริก (psychiatric treatment) วิธีนี้ให้ผู้ป่วยหยุดยาทันที แล้วรักษาด้วยยากล่อมประสาท ยาระงับประสาท เช่น ไดอะซีแปม (diazepam) ไนตราซีแปม (nitrazepam) เป็นต้น
  3. วิธีรักษาด้วยยาเมทาโดน (methadone) ปัจจุบันมีการนำยาเมทาโดนมาใช้รักษาผู้ติดเฮโรอีนและมอร์ฟีน โดยวันแรกๆ เริ่มใช้ยาเมทาโดน 1 มิลลิกรัมต่อผู้ใช้เฮโรอีน 1 มิลลิกรัม หรือต่อผู้ใช้มอร์ฟีน 3-4 มิลลิกรัม แล้วลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 2-3 วัน ลดลงเรื่อยๆ จน ไม่ต้องให้เลย
  4. ใช้ยาแก้ฤทธิ์การเสพติด วิธีนี้ใช้ยาแก้ฤทธิ์โดยเฉพาะ เช่น นาลอร์ฟีน (nalorphine) ลีวาลลอร์แฟน (levallorphan) เป็นต้น

 

เฮโรอีน

        เฮโรอีน เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นจากมอร์ฟีน แต่มีฤทธิ์ระงับปวดได้มากกว่ามอร์ฟีนและระยะเวลาในการออกฤทธิ์สั้นกว่า ประโยชน์ทางยากใช้ผ่อนคลายอาการไอได้ ใช้รักษาอาการเจ็บปวดในระยะสุดท้ายของโรคมะเร็ง อาการข้างเคียงของเฮโรอีน คือ ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน แต่จะเกิดขึ้นน้อยกว่ามอร์ฟีน

การเป็นพิษของเฮโรอีน
        เนื่องจากเฮโรอีนเป็นสารเสพติดที่ผู้เสพใช้เพียง 2-3 ครั้ง ก็อาจทำให้ติดได้ ฤทธิ์ของเฮโรอีนทำให้ผู้เสพเกิดความเคลิบเคลิ้ม รู้สึกว่าปลีกตัวออกไปจากความจริงหรือความวุ่นวาย เมื่อเสพติดต่อกันไม่กี่ครั้งจะเกิดการดื้อยา หมายถึงต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นจึงจะออกฤทธิ์เท่าเดิมวิธีเสพมีอยู่ 2 วิธี คือ ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ และสูดดมควัน ผู้เสพจะมีสุขภาพทรุดโทรม เนื่องจากเฮโรอีนจะออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ระบบการย่อยอาหารเสื่อมลักษณะอาการพิษที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับมอร์ฟีน สำหรับในต่างประเทศ ผู้เสพอาจเสพเฮโรอีนผสมกับโคเคน (cocaine) หรือยาม้า (แอมเฟตามีน) ซึ่งสารผสมนี้จะทำให้รู้สึกวูบวาบในตอนแรกๆ แต่ต่อมาจะเสริมฤทธิ์ทำให้เฮโรอีนกดประสาทรุนแรงขึ้น เมื่อผู้เสพหยุดใช้ยาจะเกิดอาการที่เรียกว่า “ลงแดง” คือ น้ำมูกน้ำตาไหล เหงื่อออก เจ็บปวดในท้อง อาเจียน ท้องร่วง หงุดหงิด นอนไม่หลับ

         การรักษาผู้เสพติดเฮโรอีน ทำได้เช่นเดียวกับผู้เสพติดมอร์ฟีน

 

โคเดอีน

         โคเดอีนเป็นสารประกอบชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากฝิ่น นอกจากนี้ยังมีในพืชบางชนิด เช่น ใบของต้นโกโก้ มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนแต่น้อยกว่ามอร์ฟีน 12 เท่า หมายถึงใช้โคเดอีน 120 มิลลิกรัม จะระงับอาการปวดได้เท่ากับมอร์ฟีน 10 มิลลิกรัม ในทางการแพทย์ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้โรคท้องร่วง ถ้าใช้ในปริมาณสูงจะทำให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาท โคเออีนมีอาการข้างเคียง คือทำให้ท้องผูก เมื่อใช้หลายครั้งจะเสพติดและดื้อต่อยา ต้องใช้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นจึงจะออกฤทธิ์เท่าเดิม

การรักษาผู้เสพติดโคเดอีน ใช้วิธีเดียวกับผู้เสพติดมอร์ฟีน

 

เมทาโดน และนอร์เมทาโดน

        เมทาโดนและนอร์เมทาโดนเป็นยาเสพติดให้โทษที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดอย่างรุนแรง โดยอยู่ในความควบคุมของแพทย์ เมทาโดนออกฤทธิ์คล้ายๆ กับมอร์ฟีนแต่ทำให้ท้องผูกน้อยกว่ามอร์ฟีน เมทาโดนใช้รักษาผู้เสพติดเฮโรอีน เนื่องจากอาการผิดปกติหลังการหยุดใช้ยาเมทาโดน ซึ่งคล้ายกับอาการ “ลงแดง” จะเกิดขึ้นช้าและไม่รุนแรงเท่าเมื่อหยุดใช้เฮโรอีนทำให้ผู้ป่วยสามารถทนและเลิกเสพเฮโรอีนได้

        ยานอนหลับและยาระงับประสาท
        แนวโน้มในปัจจุบันของการเสพติด มีการหันมาใช้ยานอนหลับประเภทบาร์บิทูเรด (barbiturates) และยาระงับประสาทในกลุ่มของเบนโซไดอะซีปินส์ (benzodiazepines) มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเฮโรอีนมีราคาแพงหายากและผิดกฎหมาย ต่างกับยาที่จะกล่าวนี้ซึ่งหาได้ไม่ยากนักจากร้านขายยาทั่วไป

        บาร์บิทูเรต เป็นยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางแม้ใช้ในปริมาณน้อย ทำให้เกิดอาการสงบ อารมณ์เยือเย็น ไม่โกรธหรือฉุนเฉียว ผู้ใช้ยารู้สึกเคลิบเคลิ้ม่และหลับได้ หากใช้ปริมาณมากเกินไป จะออกฤทธิ์กดสมองอย่างแรง ทำให้สลบไม่ได้สติ ปลุกให้ตื่นได้ยาก อาจถึงขั้นโคม่าและตายได้

        เบนโซไดอะซีปีนส์ เป็นยาระงับประสาทที่ออกฤทธิ์คล้ายกับบาร์บิทูเรต ได้แก่ ไดอะซีแปม (diazepam) หรือชื่อทางการค้า “แวเลี่ยม (Valium)” คลอไดอะซีปอกไซต์ (chlordiazepoxide) หรือชื่อทางการค้า “ลิเบรียม (Librium)”

        การที่มีผู้นำยาระงับประสาทหรือยานอนหลับไปใช้ในทางที่ผิดเนื่องจากยาเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกสบาย มีอารมณ์เป็นสุข และผ่อนคลายวิตกกังวล เมื่อใช้ติดต่อกันนานๆ จะเกิดการดื้อยาและติดยา เมื่อหยุดใช้ยาจะมีอาการผิดปกติ มีผื่นแดงเกิดขึ้นตามร่างกาย อาการชักกระตุกเกิดขึ้นได้ง่าย อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เพ้อ คลั่ง สติเลื่อนลอย อยากฆ่าตัวตายอยู่เสมอ มักพยายามทำร้ายตัวเอง เช่น ใช้มีดกรีดแขนให้เป็นแผลให้เลือดออกเป็นต้น

         ยานอนหลับที่แพร่หลายอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “เหล้าแห้ง” หรือ “ปีศาจแดง” มีลักษณะเป็นแค็ปซูลเล็ก ๆ สีแดงส้มนั้น คือยานอนหลับชื่อเซโคนาส (seconal) เป็นยานอนหลับประเภทบาร์บิทูเรตชนิดหนึ่ง

        ยานอนหลับและยาระงับประสาท หากนำไปใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์จะเกิดการเสริมฤทธิ์กัน แม้ใช้ยาในปริมาณไม่มากนักอาจทำให้ถึงตายได้

 

ยาม้า

        “ยาม้า” เป็นยาที่ผิดกฎหมายและรู้จักกันดีในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผู้ขับรถสิบล้อ บางครั้ง เรียกว่า “ยาขยัน” ยาพวกนี้ได้แก่ แอมเฟตามีน (amphetamine)เป็นยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของส่วนต่างๆ ของระบบประสาทส่วนกลาง สามารถเพิ่มความตื่นตัวของสมองตั้งแต่ระดับปกติจนถึงกับชักได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของยาที่ได้รับ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการหายใจสามารถใช้แก้ไขอาการเซื่องซึมอันเนื่องจากยานอนหลับกลุ่มบาร์บิทูเรตได้

        การออกฤทธิ์ของ “ยาม้า” ต่อร่างกายมีผลทำให้รู้สึกตื่นตัว พูดมาก เมื่อใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้มึนงง นอนไม่หลับ สมองตื่นตัวตลอดเวลา ร่างกายจึงไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วร่างกายจะอ่อนเพลีย สมองมึนงง กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ บังคับตัวเองไม่ได้ ทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย อาการอื่นๆ ได้แก่ ปากแห้ง มือสั่น วิตกกังวล กระวนกระวาย

        การเป็นพิษเนื่องจากได้รับแอมเฟตามีนเกินขนาด หรือเกิดอาการพิษเฉียบพลันนั้นผู้ป่วยจะมีอาการความดันโลหิตสูง กระวนกระวาย กรณีได้รับยาเป็นประจำจนเกิดอาการพิษเรื้อรังจะมีอาการสมองเสื่อม ตื่นเต้น หวาดกลัว ตกใจง่าย สติปัญญาด้อย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ประสาทหลอน สมรถภาพทางจิตเสื่อม

 

กัญชา

        กัญชาเป็นที่รู้จักกันทั่วไปอย่างน้อย 3,000 ปีมาแล้ว มีสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทเช่นกัน ดอกและใบที่อยู่รอบๆ เมล็ดของต้นตัวเมียจะมีสารออกฤทธิ์นี้อยู่มากกว่าต้นตัวผู้ จากการตรวจวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ในกัญชาพบว่ามีแคนนาบินนอยด์ (cannabinoids) ถึง 30 ชนิด ตัวออกฤทธิ์ที่สำคัญมีชื่อว่า เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol) สารนี้ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทำให้หายปวด ลืมความทุกข์ ง่วงซึม รับความรู้สึกที่ดีของสีและเสียง เมื่อได้รับสารในปริมาณที่สูงขึ้น ประสาทหลอน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ปากแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำ เวียนศีรษะ ถ้าได้รับในปริมาณมากจะทำให้อาเจียน ท้องร่วง

        โดยทั่วไปผู้เสพมักใช้วิธีสูดดมควันผ่านเข้าไปในปอด ทำให้สารซึมเข้ากระแสโลหิตและออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทภายในไม่กี่นาที และคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 6 ชั่วโมง เตตราไฮโดรแคนนาบินอลจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสารไฮดรอกซี เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (11-OH tetrahydrocannabinol) ภายใน 10 นาที สารนี้จะตรวจพบได้ในปัสสาวะ กรณีที่เสพมากเกินขนาดจนเกิดอาการเป็นพิษเฉียบพลันจะพบสารนี้คงอยู่ได้นานถึง 8 วัน มีรายงานว่าผู้เสพติดต่อกันนานๆ จะมีอาการหลอดลมอักเสบ และไอเรื้อรัง
การรักษาผู้ติดกัญชากระทำได้โดยใช้วิธีให้หยุดเสพ แล้วคอยดูแลไม่ให้ผู้เสพกลับไปสูบอีก ดังนั้นความตั้งใจจริงของผู้ต้องการเลิกเสพเป็นสิ่งสำคัญที่จะหลุดพ้นการเป็นทาสกัญชาได้

 

โทลูอีน

        โทลูอีนเป็นชื่อสารเคมีที่อาจจะรู้จักกันไม่มากนัก แต่ถ้าพูดถึงทินเนอร์หลายคนคงรู้จักดีเพราะทินเนอร์มีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วไป ใช้ผสมในสีทาบ้าน น้ำยาล้างเล็บ สารเคลือบเงา เช่น แลกเกอร์หรือวาร์นิช ซึ่งส่วนผสมที่สำคัญในทินเนอร์คือ โทลูอีน ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีส่วนผสมของโทลูอีน เช่น กาวซึ่งใช้ซ่อมรองเท้า ต่อท่อพลาสติก เป็นต้น

        โทลูอีนเป็นของเหลวระเหยง่าย มีกลุ่มฉุนและทำให้เสพติดได้ จะพบว่าในปัจจุบันมีผู้เสพติดทินเนอร์และกาวอยู่บ้าง ประกอบกับมีสารระเหยอื่นที่มีกลิ่นชวนดมผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย ยิ่งทำให้เสพติดง่ายขึ้น อีกประการหนึ่งก็คือหาได้ง่ายในท้องตลาด

        การสูดดมโทลูอีนไม่ว่าจะเป็นทินเนอร์หรือกาว จะเกิดผลต่อร่างกายอย่างรวดเร็วผู้เสพจะรู้สึกมีอารมณ์เคลิบเคลิ้ม มึนเมา คล้ายดื่มเหล้า เกิดการกดของสมอง ไม่รู้สึกอยากอาหาร ฉุนเฉียวง่าย เซื่องซึม ระคายเคืองที่บริเวณผิวหนังและทางเดินหายใจ น้ำลายไหล ลมหายใจเหม็น ตัวสั่น ความดันโลหิตต่ำโลหิตจาง เม็ดเลือดแดงแตก สมองเสื่อม ในปัสสาวะจะพบเลือดออกมาด้วย ไต ปอด และตับจะถูกทำลาย การสัมผัสจะรู้สึกผิดปกติไป ประสาทหลอนกรณีเกิดเป็นพิษอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากได้รับในปริมาณมากเกินขนาด ผู้เสพจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มตื่นเต้น เวียนศีรษะ เนื่องจากระบบประสาทส่วนกลางถูกกด ความรู้สึกสับสน เฉี่อยชา ง่วงเหงาหาวนอน ประมาณทิศทางและกะเวลาไม่ถูก เพ้อคลั่ง ประสาทหลอน กลัวแสงสว่าง ระคายเคืองต่อตา เห็นภาพซ้อน หูอื้อ คลื่นไส้ ท้องร่วง เจ็บหน้าอกและคอ เป็นตะคริวที่แขนหายใจขัดกล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์กัน พูดจาเลอะเลือน ตาฟาง การเคลื่อนไหวของตาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ มือและเท้าหมดความรู้สึกเป็นแห่งๆ หัวใจเต้นผิดปกติ การทำงานของหัวใจล้มเหลว และตายในที่สุด

        จะเห็นได้ว่า อาการเกิดเป็นพิษของโทลูอีนและสารเสพติดอื่นๆ นั้นมีอยู่มาก ควรที่จะหลีกเลี่ยงและดูแลเอาใจใส่บุตรหลานและเยาวชนอย่าให้เสพติดสารเสพติดใดๆ ขึ้นได้ แม้ว่าผู้เสพติดจะได้รับการบำบัดรักษาแล้ว สุขภาพร่างกายยากที่จะดีเหมือนเดิม