..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
พิษของจุลชีวะ
 สุวรรณา จารุนุช
 

จุลินทรีย์

      จุลินทรี หรือ จุลชีวะ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากแบ่งได้เป็นหลายชนิด ทั้งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงมาก เช่น แบคทีเรีย และพวกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น รา เป็นต้น

แบคทีเรีย

      แบคทีเรีย มีอยู่ทั่วไปในบรรยากาศและสภาวะแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อากาศ ร่างกายมนุษย์ สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตลอดจนเครื่องอุปโภค บริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบคทีเรียบางชนิดสามารถปรับสภาพให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารไม่เพียงพอ อุณหภูมิไม่เหมาะสม โดยการสร้างแคปซูล หรือ สปอร์ ทำให้ดำรงชีวิตต่อไปได้เมื่อสภาวะเหมาะสม ก็เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ต่อไป
      แบคทีเรียบางชนิดสร้างสารพิษ (Toxin) ขึ้นภายในเซลล์ หรือในอาหารที่มันเจริญอยู่ เมื่อมนุษย์หรือสัตว์ได้รับเข้าไป อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพยาธิสภาพ เช่น เกิดหนอง การเน่าเปื่อยของผิวหนัง มีผลต่อระบบประสาท ท้องร่วง อาเจียน โรคอาหารเป็นพิษ

      โรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียนั้น มีสาเหตุจากสารพิษของเชื้อ สตาฟิโลคอกคุส หรือเชื้อจุลินทรีอื่นๆ ที่เจริญเติบโตในอาหาร ซึ่งเก็บที่อุณหภูมิ 30-40 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปมักเกิดขึ้น เมื่อตั้งอาหารที่ทำเสร็จแล้วไว้ที่อุณหภูมิห้อง การปนเปื้อนของอาหารอาจเกิดขึ้นภายหลังปรุงเสร็จแล้ว หรือมีการเจริญของสปอร์ การอุ่นอาหารใหม่ ไม่สามารถทำลายสารพิษของเชื้อ สตาฟิโลคอกคุส และโคลสตริดิอุมเปอร์ฟรินเจ็น ส่วนสารพิษของพวกวิบริโอ พาราเฮโมไลติคุส และบาซิลลัส ซีเรียส จะถูกทำลายที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ผู้ที่ป่วยเนื่องจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค อาหารเป็นพิษ จะมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง บางครั้งอาจมีอาการอาเจียน ระยะเวลาตั้งแต่ รับประทานอาหารจนเกิดอาการของโรค น้อยกว่า 1 ชั่วโมง หรือมากกว่า 48 ชั่วโมง ดังตาราง

การป้องกันเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ

      1.ป้องกันไม่ให้การปนเปื้อนแพร่กระจายออกไป โดยแยกของดิบออกจากอาหารที่สุกแล้ว ระมัดระวังสุขลักษณะส่วนบุคคลตลอดจนสิ่งแวดล้อมภายในครัว และบริเวณที่ประกอบอาหาร
      2.ป้องกันมิให้จุลินทรีที่มีในอาหารเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณและแพร่กระจายออกไป โดยให้มีที่เก็บ ซึ่งควบคุมอุณหภูมิได้ตามชนิดของอาหาร ไม่เก็บอาหารไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป ควรนำไปแช่ตู้เย็น
      3.ควรเตรียมอาหารให้สุกมากพอ เพื่อทำลายจุลินทรี และควรรับประทานทันที ถ้าทำไม้ได้ควรอุ่นให้ร้อนตลอดเวลา หรือทำให้เย็น (แช่ตู้เย็น) และต้องระวังมิให้มีการปนเปื้อนซ้ำอีก

ชื่อ ชนิดของโรค ระยะฝักตัว อาการที่เกิด
ซาลโมเนลล่า(Salmonellae) ไทฟอยด์ ท้องเดิน 12-24 ชั่วโมง มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตามแขนขา ปวดท้อง ท้องเดินและอาเจียน
ซิกเกลล่า (Shigellae) บิด 1-4 วัน ปวดท้อง อุจจาระมีเลือด และมีมูก มีไข้
สตาฟิโลคอกคุสออเรียส (Staphylococcus aureus) ท้องเดิน 2-6 ชั่วโมง อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องเดิน ปวดท้อง ชักกระตุกบางครั้ง อาจมีอาการเป็นลมด้วย
เอสเชอริเซียโคไล (Eschericheacoli) ท้องเดิน 12-72 ชั่วโมง ท้องเดิน อุจจาระมีเลือดและมูก
โคลสตริดิอุมเปอร์ฟรินเจนส์ (Clostridiumperfringens) ท้องเดิน 8-22 ชั่วโมง ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน พบน้อยมาก
โคลสตริอิอุมโบทูลินุม (Clostridiumbotulinum) โบทูลิซึม มีผลต่อระบบประสาท 12 ชั่วโมง- 4 วัน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง แรกๆจะมีอาการท้องเดิน ต่อไปจะเห็นภาพซ้อน กล้ามเนื้อที่คอจะเป็นอัมพาต ทำให้การพูดเป็นอัมพาต การพูดเป็นไปอย่างลำบาก ถ้าอาการมาก อาจทำให้ตายได้ เนื่องจากระบบหายใจเป็นอัมพาต
วิบริโอ คอเลอรี่ (Vibrio cholerae) อหิวาตกโรค 2 ชั่วโมง-5 วัน คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินอย่างแรง อุจจาระมีลักษณะคล้ายน้ำซาวข้าว มีอาการขาดน้ำ ปัสสาวะไม่ออกภายใน 2-3 ชั่วโมง อาจตายได้ ถ้าสูญเสียน้ำร้อยละ 15 ของน้ำหนักของร่างกาย
วิบริโอ พาราเฮโมไลติคุส (Vibrio parahaemolyticus) ท้องเดิน 2-48 ชั่วโมง ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน ในรายที่รุนแรงจะมีเลือดและมูกออกมาในอุจจาระ เกือบทุกรายจะมีอาการปวดศีรษะ และมีอาการไข้เล็กน้อย
 

รา

      รา เป็นจุลินทรีชนิดหนึ่ง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแพร่กระจายได้ง่าย พบได้ทั่วๆไปในดิน น้ำ อากาศ ฝุ่นละออง แม้กระทั่งในอาหาร ราเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ที่มีอุณหภูมิประมาณ 25-37 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีราอีกหลายชนิด ที่สามารถทนต่อความร้อน (45 องศาเซลเซียส) และความเย็น (-5 ถึง -10 องศาเซลเซียส) ราเกือบทุกชนิดเจริญได้ดีในสภาวะเป็นกรด เมื่อราเจริญเติบโตจะมีลักษณะเป็นปุยคล้ายสำลี และมีสีต่างๆ ตามอาหารที่มันเจริญเติบโตตาม อาหารที่มันเจริญอยู่ เช่น ราเหลือง ราเลือด ราเขียว ราดำ และราขนมปัง เป็นต้น
      รา บางชนิดสามารถสร้างพิษ (Mycotoxin) ในอาหารที่มันเจริญอยู่ เมื่อมนุษย์หรือสัตว์รับประทานเข้าไป ก็อาจทำให้เกิดโรค เช่น ถ้ารับประทานเห็ดพิษ (เห็ดจัดอยู่ในพวกเชื้อรา) สารพิษในเห็ดก็จะทำลายเซลล์ของ ตับ ไต และไขกระดูกได้ หรือถ้ารับประทานสารพิษจากเชื้อรา เช่น อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ก็อาจทำให้เซลล์ของตับตาย และก่อให้เกิดมะเร็งตับได้ ราบางชนิดเมื่อรับประทานเข้าไปไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ทำให้เกิดโรคเมื่อสัมผัสทางผิวหนัง เช่น โรคกลาก เกลื้อน เป็นต้น




>      ที่มา : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 3 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2530 ภาคแรก สารพิษ เรื่องพิษของจุลชีวะหน้า 35-40