..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
“พิษจากการบริโภคแมงดาถ้วย หรือแมงดาไฟ หรือตัวเหรา”

รวมรวมโดย นางสาวผ่องพรรณ หมอกมืด และนางสาวอนุสสรา อินเนียม
ฝ่ายพิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

            การรวบรวมการศึกษาพิษของแมงดาทะเลครั้งนี้ มีที่มาจากรายงาน เมื่อ วันที่ 10 เมษายน 2548 มีผู้บริโภคเพศชาย (ผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 1 คน ) ในจังหวัดสมุทรปราการ 2 คน จังหวัดสมุทรสงคราม 1 คน นำแมงดาทะเลมาปรุงให้สุกก่อนรับประทาน เนื้อและไข่ของแมงดาทะเล

การศึกษาความเป็นพิษ

            จากรายงานการศึกษาของ Liao Y และ Li X ในปี ค.ศ.2000 ที่ทดสอบความเป็นพิษของแมงดาทะเล โดยการฉีดสารสกัดจากเนื้อเยื่อแมงดาทะเลฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าหนูถีบจักรมีอาการกระวนกระวาย กระโดด กระตุก โดยความเป็นพิษของแมงดาทะเลตัวแก่มีมากกว่าตัวอ่อน

            ในประเทศไทยได้มีรายงานของโรงพยาบาลชลบุรีพบว่าระหว่างปี คศ.1994-1996 มีคนป่วยจากการกินแมงดาถ้วยประมาณ 75 คนในจังหวัดชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 2 คน ซึ่งเมื่อศึกษาสารพิษโดยใช้ Ultrafitration และ HPLC พบว่า เป็น tetrodotoxin (TTX) และ anhydro tetrodotoxin

อาการพิษ

อาการที่พบทั่วไป ตามที่มีรายงาน

  • ระยะแรกจะเกิดอาการชาบริเวณริมฝีปากและลิ้นเล็กน้อย ซึ่งอาการจะเริ่มปรากฏในช่วง20 นาที ถึง 3 ชั่วโมงแรก หลังจากได้รับสารพิษ จากนั้นอาการชาจะเพิ่มมากขึ้น โดยชาตามปลายแขน ขา บางรายมีอาการเหม่อลอย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ วิงเวียน หรืออาเจียนร่วมด้วย บางรายพบว่าเกิดอาการเดินไม่ได้
  • ระยะที่สองเกิดจากการได้รับสารพิษเข้าไปเป็นระยะเวลานาน จะมีอาการอาเจียน ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ นั่งลำบาก หายใจติดขัดมากยิ่งขึ้น พูดไม่รู้เรื่อง อาจหมดสติ ตัวเขียว ความดันต่ำ หัวใจหยุดเต้น ผู้ป่วยอาจเป็นอัมพาตถาวร อาจเสียชีวิตในเวลาอันสั้นหลังรับสารพิษในช่วงเวลา 4-6 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาทั้งหมดที่แสดงอาการเริ่มต้นจนเสียชีวิตเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 20 นาที ถึง 8 ชั่วโมง


อาการที่พบในผู้ป่วยที่สมุทรสงครามและสมุทรปราการ

            คลื่นไส้ อาเจียน ตัวชา ไม่มีแรง แขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ ถึงขั้นเสียชีวิต

            โดยที่จังหวัดสมุทรปราการ เด็กชายอายุ 7 ขวบ เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง หมดสติและเสียชีวิตลงภายในเวลาไม่นานหลังนำส่งโรงพยาบาล หลังจากรับประทานไข่แมงดากับข้าวไปเพียง 4-5 คำ ส่วนพ่อของเด็ก อายุ 35 ปี เกิดอาการอาเจียน อ่อนเพลีย ตัวชา หายใจช้า แต่อาการที่เกิดขึ้นช้ากว่าที่เกิดกับลูกชาย หลังจากรับประทานไข่แมงดาทะเล ซึ่งแพทย์ช่วยล้างท้องได้ทัน

            ส่วนที่จังหวัดสมุทรสงคราม ผู้บริโภคเพศชาย อายุ 54 ปี เกิดอาการชาที่แขนและมือทั้งสองข้าง ไม่มีแรงยกช้อนตักข้าว และต่อมามีอาการชาขาทั้ง 2 ข้าง เดินไม่ได้ ไม่รู้สึกตัว ปัสสาวะราด ชัก หายใจขัด หลังจากรับประทานแมงดาทะเลเป็นอาหารมื้อเช้าและกลางวันได้ไม่นาน เมื่อนำส่งโรงพยาบาลมีอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษา


การตรวจวิเคราะห์สารพิษ


            เคยมีการตรวจหาสารพิษของไข่แมงดาทะเลทั้งแมงดาถ้วยและแมงดาจาน โดย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง พบเฉพาะสารพิษในไข่ของแมงดาถ้วย คือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) และแอนไฮโดรเตโตรโดท็อกซิน (Anhydrotetrodotoxin) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า และสัตว์ทะเลบางสายพันธุ์ เช่น ปลาบู่ กบ หอย ปู ดาวทะเล เป็นต้น สารพิษนี้ทนทานความร้อนสูงมาก การต้ม ทอด ย่าง หรือปิ้ง ไม่สามารถทำลายพิษได้ ซึ่งความเป็นพิษและความรุนแรงนี้ จะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

วิธีการวิเคราะห์สารพิษในอาหารจำพวกปลา

  1. ตรวจวัดโดยวิธี HPLC ใช้ post column ที่บรรจุสารพวก alkali และ fluorescence โดย alkali ใน post column สามารถที่จะตรวจวัดอนุพันธ์ของสาร trimethylsilyl ได้
  2. ตรวจวัดโดยวิธี gas chromatography/mass spectrometry (GC-MS) โดยใช้ alkali ในการแยกสารพิษ
  3. ใช้ mouse bioassay


ระยะเวลาแสดงอาการพิษ


            เคยมีรายงานอาการความเป็นพิษจากไข่แมงดาถ้วย จะปรากฏหลังกินประมาณ 15-30 นาที บางรายอาจนานเป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนพิษที่ได้รับ

การป้องกัน
            การป้องกันที่มีประสิทธิภาพคือ การไม่บริโภคแมงดาทะเล เนื่องจากยากต่อการจำแนกชนิดของแมงดาทะเลที่จะนำมาบริโภค ตัวอย่างเช่น แมงดาถ้วย (Carcinoscorpius rotundicauda) ขนาดตัวเต็มวัยซึ่งมีพิษจะมีขนาดเหมือนกับแมงดาจาน (Tachypleus tridentatuscause) ที่ไม่มีพิษ


การรักษา


            ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ การรักษาจึงทำคล้ายกับคนที่ได้รับ tetrodotoxin ซึ่งก็คือต้องล้างเอาพิษออก โดยล้างท้อง ให้ยาจำพวก glucocorticoid และ glucose in normal saline และรักษาไปตามอาการ


เอกสารอ้างอิง

  1. รายงานสรุปสถานการณ์การเกิดโรคที่ได้รับแจ้งประจำสัปดาห์ที่13 (ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-2เมษายน 2548).สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. 2548
  2. ข่าวเผยแพร่ผ่านสิ่งพิมพ์ จากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2547. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2548
  3. แมงดาทะเลของไทย. กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพกองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง. Online available: http://www.fisheries.go.th/industry/news/art6 Horseshoe crab.htm July 27, 2005
  4. สุรศักดิ์ พุ่มมณี. แมงดาทะเล ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นพิษ ตอนที่3. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2530.
  5. Kanchanapongkul J, Krittayapoositpot P. An epidemic of tetrodotoxin poisoning following ingestion of the horseshoe crab Carcinoscorpius rotundicauda. Southeast Asian J Trop Med Public Health  1995; 26(2): 364-7.
  6. Kanchanapongkul J, Kungsuwan A, Tantisiriwan V, Punthawangkun C, Krittayapoositpot P. An out break of horseshoe crab poisoning in Chon Buri, Thailand: clinical, toxicologic and therapeutic considerations. Southeast Asian J Trop Med Public Health  1996; 27(4): 806-9.
  7. Liao Y, Li x. Study on the toxicity of horseshoe crabs in mice. Wei Sheng Yan Jiu  2000; 29(3): 184-5.
  8. Liao Y, Li X. Poisoning from eating horseshoe crab and its prevention and treatment. Wei Sheng Yan Jiu  2001; 30(2): 122-4.
  9. Yau YH, Ho B, Tan NS, Ng ML, Ding JL. High therapeutic index of factor C Sushi peptides: potent antimicrobials against Pseudomonas aeruginosa. Antimicrob Agents Chemother  2001; 45(10): 2820-5.