..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
แคดเมี่ยม (Cadmium)
 พรรณทิพย์ ตียพันธ์
 

      แคดเมี่ยม เป็นโลหะหนัก มีสีขาว ฟ้า วาว มีลักษณะเนื้ออ่อน สามารถบิดโค้งงอได้และถูกตัดได้ง่ายด้วยมีด มักอยู่ในรูปแท่ง แผ่น เส้นลวด หรืดเป็นผงเม็ดเล็กๆ ในอากาศที่มีความชื้นแคดเมี่ยม จะถูกออกซิไดซ์ช้าๆ ให้แคดเมี่ยมออกไซด์ ในธรรมชาติแคดเมี่ยมมักจะอยู่รวมกับกำมะถันเป็นแคดเมี่ยมซัลไฟด์ และ มักปนอยู่ในสินแร่สังกะสี ตะกั่ว หรือทองแดง ฉะนั้นในการทำเหมืองสังกะสี จะได้แคดเมี่ยมซึ่งเป็น ผลพลอยได้(by product) ได้นำโลหะแคดเมี่ยมมาใช้ในวัสดุแผ่นไฟฟ้าเป็นส่วนผสมของอัลลอยด์ใช้ในการทำนิเกิลแคดเมี่ยม แบตเตอรี่ เป็นสารคงตัวในโพลีไวนิลคลอไรด์ ใช้ทำสีในพลาสติกและแก้ว เป็นส่วนผสมของอมาลกัม (amalgam) ที่ใช้ในร้านทันตกรรม ผลิตภัณฑ์ที่มีแคดเมี่ยมเป็นส่วนประกอบถ้าให้ความร้อนเกินจุดหลอมเหลว (321 องศาเซลเซียส) จะเกิดควันของแคดเมี่ยม (Cadmium fumes) การนำเอาแคดเมี่ยมมาใช้ทำให้มีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมในสิ่งแวดล้อม ทั้งในอากาศ น้ำ ดิน รวมทั้งในอาหารด้วย เมื่อมีมากๆ จะเกิดการสะสม โดยเฉพาะมนุษย์หรือสัตว์ ถ้ามีการสะสมของแคดเมี่ยมในร่างกายมากอาจก่อให้เกิดพิษได้
      โลหะแคดเมี่ยม มีคุณสมบัติละลายได้ทั้งในกรดอินทรีย์ และกรดอนินทรีย์ เคยมีรายงานการระบาดพิษของแคดเมี่ยม เนื่องจากการดื่มน้ำมะนาวในภาชนะที่ฉาบด้วยโลหะแคดเมี่ยม ความเป็นกรดของน้ำมะนาวสามารถละลายแคดเมี่ยมออกจากภาชนะจนทำให้มีแคดเมี่ยมปนเปื้อนในน้ำมะนาว เป็นสาเหตุให้ผู้ดื่มล้มป่วยลง ฉะนั้นจึงควรระมัดระวังไม่ควรเก็บ หรือเตรียมอาหารที่มีน้ำส้ม หรือพวกน้ำผลไม้ในภาชนะ หรือเครื่องครัวที่มี แคดเมี่ยมเป็นส่วนผสม
      นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ระบาดพิษของแคดเมี่ยมในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากโรงผลิตแร่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ได้ทิ้งกากแร่ที่มีแคดเมี่ยมและโลหะอื่นๆ ปล่อยน้ำเสียปะปนกับน้ำธรรมชาติเข้าสู่ไร่นาที่ปลูกข้าว และพืชผักต่างๆ ทำให้มีแคดเมี่ยมปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดข้าวและอาหาร เป็นเหตุให้แคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายเกิดอาการของโรคพิษแคดเมี่ยม ผู้ป่วยพันกว่าคนที่ได้รับสารแคดเมี่ยม จะมีอาการเจ็บปวดทรมาน โดยในระยะเริ่มต้น มีอาการปวดแขน ขา สะโพก เมื่อประคบ หรือแช่น้ำร้อนจะหาย บริเวณฟันที่ติดกับเหงือกจะมีวงแหวนสีเหลืองเรียกว่า วงแหวนแคดเมี่ยม ระยะต่อมาจะมีการกระตุกตามข้อในร่างกาย เริ่มมีอาการปวดร้าวในระยะที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งระยะนี้ต้องใช้เวลาของการได้รับแคดเมี่ยมสะสมนานถึง 20-30 ปี ผู้ป่วยจะเจ็บปวดมากทั่วร่างกายจนเดินไม่ไหวน้ำหนักของร่างกายจะกดกระดูกสันหลัง เรียกว่าโรคอิไตอิไต (Itai-Itai disease ซึ่งแปลว่า โรคปวดเจ็บจนร้องโอ๊ยโอ๊ย )

การเข้าสู่ร่างกายของแคดเมี่ยมมี 2 ทาง คือ

      1. ทางปาก โดยการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม เช่น อาหารทะเล
      2. ทางจมูก โดยการหายใจเอาควัน หรือฝุ่นของแคดเมี่ยมเข้าไป เช่น ในเหมืองสังกะสี
      ปริมาณของแคดเมี่ยม มากกว่า 300 มิลลิกรัม อาจทำให้คนกินตายได้ แต่ปริมาณต่ำสุด 10 มิลลิกรัมจะทำให้มีอาการพิษของแคดเมี่ยมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนในบรรยากาศปริมาณฝุ่นของแคดเมี่ยมหรือควันของแคดเมี่ยมออกไซด์ ต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร มนุษย์จะได้รับแคดเมี่ยมจากอาหาร อากาศ น้ำ และจากใบยาสูบ สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แหล่งที่จะรับเข้าสู่ร่างกายที่สำคัญ คือ จากอาหาร เนื่องจากส่วนประกอบของอาหาร เช่น ข้าวจะสะสมแคดเมี่ยมในปริมาณสูงถ้าปลูกที่ดินมีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม ทั้งนี้เพราะพืชสามารถดูดซึมแคดเมี่ยมไว้ได้ดีกว่าโลหะอื่นๆ สำหรับผู้สูบบุหรี่ได้รับแคดเมี่ยมจากใบยาสูบในบุหรี่อีกทางหนึ่ง ทำให้ร่างกายมีปริมาณแคดเมี่ยม(body burden) สูงเป็น 2 เท่า ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ส่วนผู้ประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับแคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายทางหายใจ ในรูปของฝุ่นหรือควัน ถ้ามีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมที่มือ หรือผู้สูบบุหรี่ในขณะทำงานอาจเข้าทางปากได้

อาการพิษจากแคดเมี่ยม

      อาการพิษเฉียบพลัน จากการกิน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำลายไหล ปวดท้อง ช็อค(Shock) ไตและตับถูกทำลาย
      จากการหายใจ (ควันของแคดเมี่ยม) มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจสั้น มีกลิ่นโลหะในปาก ไอมีเสมหะเป็นฟองหรือมีเสมหะเป็นเลือด อ่อนเพลีย ปวดเจ็บขา ต่อมาปัสสาวะจะน้อยลง เริ่มมีไข้ มีอาการของปอดอักเสบ
      อาการพิษเรื้อรัง จากการหายใจ มีอาการไอ สูญเสียการรับกลิ่น น้ำหนักลด โลหิตจาง(anemia) หายใจลำบาก ฟันมีคราบเปื้อนสีเหลือง ตับและไตอาจถูกทำลาย

การรักษา

      ถ้าผู้ป่วยได้รับแคดเมี่ยมทางการหายใจ ให้ปฏิบัติดังนี้
            - เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปบริเวณอื่น
            - รักษาอาการ pulmonary edema (ปอดบวมน้ำ)
            - ให้ Calcium disodium Edetate (EDTA) ทางเส้นเลือดดำ หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในปริมาณ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 1 สัปดาห์ อาจให้ซ้ำอีกครั้งได้หลังจากที่หยุดให้ยาครั้งแรกแล้ว 2 วัน ห้าม ให้ DIMERCAPROL
      ถ้าผู้ป่วยได้รับแคดเมี่ยมทางการกิน
            - ให้นมหรือไข่ที่ตีแล้ว เพื่อลดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร
            - ลดการดูดซึมแคดเมี่ยม โดยการถ่ายท้องด้วย Fleet's Phosphosoda (เจือจาง 1:4 ด้วยน้ำ) 30-60 มิลลิลิตร
            - ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการคงอยู่ให้ EDTA
            - รักษาอาการตับไตที่ถูกทำลาย

ที่มา : หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 10 พ.ศ.2538 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 39-42.


เอกสารอ้างอิง

      1. Budavari, S. et al. 1989. The Merck Index. 11th edition. Merck & Co., Inc.USA. p. 254
      2. Dreisbach, R.H. and Robertson, W.O. 1987. Handbook of Poisoning. 12th edition. Appleton & Lange. United States of America. p. 226-228.
      3. International Programme on Chemical Safety. 1992. Cadmium : Environmental Health Criteria 134, WHO. Finland.
      4. Amdur, M.O. et al. 1992. Casarett and Doull's Toxicology. 4th edition. MC Graw-Hill, Singapore. p. 634-638.
      5. Zenz, C. 1994. Occupational Medicine. 3rd edition. Mosby-Year book,Inc. USA. p. 481-486.
      6. ไมตรี สุทธิจิตต์, 2534. สารพิษรอบตัวเรา. โรงพิมพ์ดาวคอมพิวกราฟิค เชียงใหม่. หน้า 90-91.