..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
เปิดเมนูอาหารก่อมะเร็ง

เปิดเมนูอาหารก่อมะเร็ง มหันตภัยจากการบริโภค !!


 
  ที่มา :ข่าวจาก MGR Online วันที่ 10 พ.ค 2546 หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


     คุณกำลังจะตาย!! หากกล่าวเช่นนี้ คุณคงไม่เชื่อ! แต่ภัยจากการบริโภค โดยเฉพาะสารพิษจากอาหาร ที่คุณกินอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะซื้อจากตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าดัง ๆ การบริโภคในร้านอาหาร ภัตตาคาร รวมไปถึงการเลี้ยงสังสรรค์ในโรมแรมหรู ๆ คุณก็อาจจะไม่ปลอดภัยจากสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน
 
     การประกาศนโยบาย ให้ปี 2547 เป็นปีสุขภาพทางด้านการบริโภคอาหารปลอดภัย และการสร้างกระแสการบริโภค แบบ Clean Food Good Taste ของกระทรวงสาธารณสุข มีคำถามว่า เป็นไปได้จริงหรือที่คนไทยจะปลอดภัยจากการบริโภค?
 
     เนื่องจากสถานการณ์พิษภัยจากการบริโภค นับวันดูจะยิ่งวิกฤตและรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะสารพิษที่สะสมและปนเปื้อนอยู่ในอาหารนานาชนิด เป็นเสมือนภัยร้ายที่คนไทยอาจไม่ใส่ใจเลยว่า ภัยใกล้ตัวนี้ กำลังบั่นทอนชีวิตของคุณอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
 
     อาหารหนึ่งคำที่กินเข้าไปในปาก เข้าสู่ร่างกาย คุณอาจคิดไม่ถึงว่า นั่นคือ ยาพิษ!!
 
     ปัญหาสุขภาพของคนไทยทุกวันนี้ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า ส่วนสำคัญเกิดจากปัญหาสารพิษ ในอาหาร ซึ่งมีถึง 9 ชนิดอันตราย และมีถึง 6 ชนิดร้ายแรงที่ก่อให้โรคมะเร็ง แฝงตัวอยู่ในอาหารนับร้อยชนิด ที่คนไทยบริโภคอยู่ทุกวัน
 
     ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ ปัจจุบันโรคมะเร็ง จะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของ คนไทยเป็นอันดับ หนึ่ง แซงหน้าอุบัติเหตุ และโรคหัวที่เป็นแชมป์เก่า ซึ่งแต่ละปีมีผู้ป่วยถึงปีละ 90,000 ราย และเสียชีวิตถึงปีละเกือบ 40,000 ราย และที่น่าตกใจคือ จากการสำรวจล่าสุดพบว่าอายุของผู้ป่วยโรคมะเร็ง มีอายุเฉลี่ยลดน้อยลง จากเดิมผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันมีอายุเฉลี่ย 30-40 ปีเท่านั้น
 
     สาเหตุที่คนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น และวงจรชีวิตสั้นลง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดเจนว่า จากการวิจัย สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น เกิดจากสารพิษในอาหาร มากถึง 50% ของผู้ป่วยทั้งหมด
 
     แม้ตามหลักทางการแพทย์ การเกิดโรคมะเร็งเป็นขบวนการหลายขั้นตอน เกิดขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย เช่น คุณสมบัติทางพันธุกรรม ภาวะทางระบบภูมิต้านทานโรค
 
     ทว่าสาเหตุที่สะพึงกลัวร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ คือ ปัจจัยจากภายนอก คือ สารเคมีที่เกิดจากอาหาร ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคร้ายชนิดนี้ กำลังแพร่ขยายเพิ่มขึ้น พร้อมๆกับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ที่นิยมบริโภคแบบตะวันตก สะดวกซื้อ อร่อยปาก
 
     ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานแผนงานสร้างสุขภาพด้านอาหาร และโภชนาการแห่งชาติ ยืนยันกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ว่า สถานการณ์พิษภัยถือเป็น ภัยร้ายแรงอย่างมาก ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีอาหารนับร้อยชนิด ที่มีการตรวจพบว่า มีสารอันตราย โดยเฉพาะสารอันตรายที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
 
     ปัญหาสารอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในอาหาร นับเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพยายามหาแนวทางและมาตรการป้องกันพิษภัยที่เกิดขึ้น
 
     ที่สำคัญ! ถึงวันนี้ต้องให้ประชาชนรับรู้ข้อมูล ถึงพิษภัย อันตรายจากสารอันตรายเหล่านี้ เพื่อให้รู้จักเลือกบริโภค ป้องกัน และสร้างพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกสุขลักษณะ
 
     ‘แดกด่วน’ ชวนสยอง!!
 
     ใครที่ชอบกินอาหารประเภททอด ปิ้ง ย่าง ทุกชนิด ถึงวันนี้ ควรต้องพึงระวัง และลดการบริโภคลงบ้าง ไม่ว่าจะเป็นไก่ย่างหาดใหญ่ หมูปิ้งเลิศรส ซึ่งขายอยู่ตามแผงตลาดสด ยังรวมถึงไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ ขนมปังกรอบ ข้าวโพดแผ่นกรอบ จากร้านฟาสฟู๊ดชื่อดัง
 
     ยิ่งเฉพาะอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งถือเป็นร้านสะดวกซื้อ สะดวกกิน หรือที่บางคนเรียกว่า ‘อาหารแดกด่วน’ ที่หลายคนคิดว่าปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการแข็งแรง ขอให้คิดใหม่ได้ว่า ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คุณคิดอีกแล้ว!!
 
     รวมทั้งอาหารประเภทขบเคี้ยวชนิดต่างๆ เช่น มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ ขนมปังแคร็คเกอร์ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่โปรดปราน มีการยืนยันแล้วว่า พบสารอันตรายที่ผู้บริโภคควรต้องรีบหลีกเลี่ยง
 
     ทั้งนี้จากรายงานของนักโภชนาการทั้งไทยและต่างประเทศ ตรวจพบว่า ของทอด ปิ้ง ย่างทุกชนิด ล้วนมีสารก่อมะเร็ง คือ เฮทเทอโรซัย คลิกเอมีน และสารอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารอันตรายที่แฝงตัวอยู่อาหารประเภทดังกล่าว
 
     โดยเฉพาะสารอะคริลาไมด์ มีรายงานล่าสุดจากสวีเดนและอังกฤษ ตรวจพบว่า อาหารที่พบสารอะคริลาไมด์ในปริมาณสูง เป็นมักอาหารที่ได้รับความร้อนสูงเป็นเวลานาน ซึ่งหมายถึง อาหารที่ผ่านการทอดซ้ำหลายๆครั้ง ปิ้งจนไหม้เกรียม หากผู้บริโภคได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกายในระยะเวลาต่อเนื่องกัน จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ในอัตราที่สูงมาก
 
     วงการแพทย์มีการพิสูจน์แล้วพบว่า ผู้บริโภคอาหารประเภทนี้เป็นประจำ จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ที่บริเวณลำไส้ใหญ่ เต้านม ตับ และต่อมลูกหมาก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งตามอวัยวะดังกล่าวนี้สูงมาก โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการบริโภคอาหารชนิดดังกล่าว
 
      “ของทอดหลายชนิดนอกจากจะมีสารอันตราย ที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้ขายยังมักจะนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว มาประกอบอาหาร ซึ่งน้ำมันนี้มีสารอันตราย ซึ่งเข้าไปเปลี่ยนอนุมูลอิสระในร่างกายคน ทางวิจัยวิทยาศาสตร์พบว่า มีผลทำให้ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ในอัตราสูงมาก”
 
     ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยและวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้ความเห็นอีกว่า นับเป็นเรื่องที่เป็นห่วงมาก เพราะขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายเอาไปควบคุม โดยเฉพาะกับสถานประกอบการประเภทฟาสต์ฟู้ด ในเรื่องของความปลอดภัยในการปรุงอาหาร เพียงแต่ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ให้ช่วยกันประกอบอาหารให้ถูกสุขลักษณะ
 
      อย่างไรก็ดี อยากเตือนภัยผู้บริโภคว่า อาหารประเภททอด ปิ้ง ย่าง ที่ขายตามตลาดสด หรือ จัดจำหน่ายอยู่ตามฟาสต์ฟู้ด ไม่ควรบริโภคบ่อยหรือทุกวัน เพราะถือเป็นอาหารกลุ่มเสี่ยงที่ก่อให้โรคร้ายได้
 
     เนื้อสัตว์ อันตราย!
 
     ขณะเดียวกัน อาหารประเภทเนื้อสัตว์ รวมทั้งอาหารทะเลสด เกือบทุกประเภท ถูกขึ้นบัญชีดำเช่นกันว่า มีสารพิษ ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายอย่างน่ากลัว
 
     โดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งกระทรวงสาธาณสุข ประกาศเตือนว่า ขณะนี้เป็นภัยหมายเลขหนึ่งสำหรับผู้บริโภค ที่กำลังเร่งแก้ปัญหา เนื่องจาก ตรวจพบว่า เขียงหมูเกือบทุกเขียงทั่วประเทศ ขายเนื้อหมูที่มีสารอันตรายปนเปื้อน อยู่ในปริมาณสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น เร่งเนื้อแดง เพื่อทำให้เนื้อหมูมีสีแดงน่ารับประทาน ซึ่งเกิดจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู
 
     ทั้งนี้ปัญหาสารเร่งเนื้แดง เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเพราะ เขียงหมูจะรับซื้อเฉพาะหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงเท่านั้น เนื่องจากผู้บริโภคชอบ เนื้อมีสีสวย และไม่ค่อยมีไขมัน แต่ความจริงแล้วสารเร่งเนื้อแดง นี้มีอันตรายมาก โดยเฉพาะอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของคนที่แพ้ยา และคนที่เป็นโรคหัวใจ ที่จะถูกกระตุ้นด้วยสารตัวนี้ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
 
     นอกจากนี้ในทางสากลยังเห็นว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องในการเลี้ยงสัตว์ที่ไปเร่งสารเนื้อแดง ทำให้สัตว์หัวใจเต้นเร็ว หงุดหงิด มีพฤติกรรมทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะสุกรที่เลี้ยงกันแออัดที่จะมีการฆ่ากันเอง ดังนั้นเนื้อหมูที่มีสารดังกล่าวจะอันตรายมาก หากบริโภคเป็นประจำ
 
     นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งตรวจพบตกค้างอยู่ในเนื้อสัตว์ ประเภท คลอแรมแฟนิคอล (Chloramphenicon) และยากลุ่มไนโตรฟูแลม (Nitrofurans) ล้วนเป็นสาเหตุทำให้โรคมะเร็งทั้งสิ้น
 
     สถาบันโภชนาการ ระบุว่าไตของคนกินเนื้อต้องทำงานมากกว่าคนกินผักถึง 3 เท่า เพื่อขับสิ่งสกปรก และสารพิษในเนื้อที่กินเข้าไป แม้ว่าขณะอยู่ในวัยหนุ่มสาวจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่พออายุมากขึ้น จะเห็นผลชัด ก่อให้เกิดโรคร้าย โดยเฉพาะความเสี่ยงในเรื่องของมะเร็ง มีอัตาเสี่ยงสูงมาก หากนิยมกินเนื้อสัตว์เป็นประจำทุกวัน
 
     ไม่ใช่แต่เฉพาะเนื้อหมูเท่านั้น เนื้อวัว ก็พบสารอันตรายนานาชนิด โดยเฉพาะสารฟอกขาว ซึ่งนิยมใช้กันมาก ในการฟอกเครื่องในวัว ที่เรียกว่า ผ้าขี้ริ้ว
 
     เช่นเดียวกับอาหารทะเลสด เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา มีการตรวจพบว่า ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักจะใช้ฟอร์มาลิน หรือ น้ำยาอาบศพ เป็นน้ำยาแช่ เพื่อช่วยให้คงความสด ไม่เน่าเสียง่าย ซึ่งถือเป็นสารต้องห้าม ที่ผู้บริโภคอาจไม่รู้เลยว่า แฝงมากับอาหารทะเลเหล่านี้ในปริมาณที่สูงมาก
 
     ดังนั้นอาหารทะเลสดที่ปรุงแบบสุกๆดิบ ประเภท ปลาจ่อม ปลาร้า ก้อยปลา กุ้งแช่น้ำปลา จึงเป็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย และจากการวิจัยพบว่า หากบริโภคเป็นประจำ นอกจากพิษภัยจากสารฟอร์มาลีนที่เข้าไปทำลายระบบทางเดินอาหาร ตับไต หัวใจ และสมองแล้ว ยังพบว่ามีพยาธิใบไม้ตับที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งบริเวณท่อน้ำดีในตับอีกด้วย
 
     นอกจากนี้ อาหารประเภทหมัก เช่น แหนม ไส้กรอก แฮม กุนเชียง ซึ่งมักจะใส่ดินประสิวหรือเกลือไนไตรท์ ผสมอาหาร ยืนยันแล้วมีสารก่อมะเร็งชนิดไนโตรซามีน โดยจะมีผลก่อให้เกิดโรคมะเร็งบริเวณกระเพาะอาหาร และบริเวณตับ นับภัยที่ผู้บริโภคควรรับรู้และพยายามหลีกเลี่ยง
 
     เปิบของสด กรอบ โปรดระวัง!
 
     สารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผู้ผลิตอาหารนิยมนำมาใช้ คือ สารบอแรกซ์ โดยสารชนิดนี้มีคุณสมบัติให้สารประกอบเชิงซ้อน กับสารอินทรีย์ในอาหาร ทำให้อาหารมีลักษณะยืดหยุ่น กรอบ อร่อย และมีรสชาดยั่วยวนใจ
 
     โดยผลการตรวจสอบประเภทอาหารที่สารดังกล่าวเจือปน พบว่า มีผู้ประกอบการนำมาใช้เป็นส่วนผสมอาหาร อยู่ 4 ประเภท
  ประเภทแรกคือ เนื้อสัตว์บด หมูบด ไก่บด เนื้อปลาขุด ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ
  ประเภทที่สอง คือ เนื้อสัตว์ทั่วไป คือ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อปลา
  ประเภทที่สามขนมจากแป้ง คือ ทับทิมกรอบ รวมมิตร ลอดช่อง แป้งกรุบ บัวลอยเผือก
  ประเภทที่สี่ ของหวานและผลไม้ดอง เช่น เผือกกวน วุ้นกระทิ สาคูกระทิ ถั่วแดงในข้าวเหนียวตัด มะม่วงดอง มะดันดอง เป็นต้น
 
  “สารชนิดนี้ถือเป็นสารต้องห้าม และเป็นอันตรายกับผู้บริโภคมาก แต่ปัจจุบันผู้ค้าขายนิยมนำมาผสมอาหาร และเพิ่มรสชาดให้อาหารอร่อย ยิ่งร้านขายอาหารดังๆทั้งในและต่างจังหวัด มีการตรวจพบเสมอว่ามีสารประเภทใช้กันอย่างเป็นเรื่องปกติ ”
 
     น.พ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันอีกว่า ทุกวันนี้ภัยจากสารบอแรกซ์ นับสารชนิดร้ายแรงที่แฝงตัวอยู่อาหารนานาชนิด ผู้บริโภคที่โปรดปรานอาหารประเภทลูกชิ้นเด้ง ขนมหวาน อย่านึกแต่ชอบเพราะความอร่อยเพียงอย่างเดียว ควรพึงระวังถึงภัยอันตรายที่ก่อให้ผลร้ายกับร่างกายด้วย
 
     อาหารสีสดๆ เช่นกันที่ผู้บริโภคควรสังเกตและเลือกรับประทานด้วย อาหารประเภท กุ้งแห้ง ขนมลูกกวาดหลากสี ล้วนอันตราย ซึ่งที่ขายท้องตลาด ตรวจพบว่า มีส่วนผสมของสีย้อมผ้า ซึ่งมีผลเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ
 
     อาหารเมนูเด็ดอีกประเภท ที่กระทรวงสาธารณสุข อยากเตือนให้ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารรมควัน เช่น ปลารมควัน ไส้กรอก รมควัน อาหารจำพวกนี้ พบว่ามีสารโพลีไซคลิก อโรมาติก และไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
 
     ดังนั้นผู้บริโภคควรพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเสี่ยง และหากผู้บริโภคที่นิยมบริโภคอาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรสังเกต
  อาการเตือนของมะเร็ง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์
  เริ่มต้นจาก มีการเปลี่ยนแปลงในการย่อยอาหารและการขับถ่ายอย่างเรื้อรัง เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูกสลับท้องเสีย ปัสสาวะเป็นเลือด
 
     จุดที่สอง หากมีเลือดออกผิดปกติ เช่นเลือดออกทางช่องคลอด เลือดกำเดาไหลบ่อย มีแผลเรื้อรังไม่หายใน 3 สัปดาห์ มีก้อนที่เต้านมหรือตามตัว มีไฝโตขึ้นหรือเปลี่ยนสี มีอาการไอเรื้อรังหรือเสียงแหบ
  มีน้ำหนักตัวลด และมีหูอื้อเรื้อรัง ควรจะต้องรีบไปพบแพทย์
 
     อย่างไรก็ดี หนทางที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่สุด การเลือกบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ไม่เห่อตามกระแสอาหารทางตะวันตก ซึ่งอาหารฝรั่งมักมีปริมาณโปรตีน ไขมันสูง ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งสูงมาก ขณะที่อาหารไทย มักให้สารอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต และวิตามิน
 
     ฉะนั้นการกินแบบไทย เลือกบริโภคอย่างฉลาดน่าจะเป็นหนทางปลอดภัยจากโรคร้ายได้ดีที่สุด
 

 

Back to Top