..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
ความเสี่ยงของยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์

ความเสี่ยงของยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์

ที่มา : The Washington Post, September 19,2001

จาก…ข่าวกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม 2545, หน้า 11


    จากการศึกษาวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ใน New England พบว่าตรวจพบแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะบ่อยครั้งในเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในสหรัฐ และแบคทีเรียเหล่านี้สามารถมีชีวิตอยู่ในลำไส้เล็กของมนุษย์ได้หลายสัปดาห์หรือมากกว่านั้นซึ่งจะเป็นตัวการโรคติดเชื้อที่ดื้อยาในประชาชน

    ยาปฏิชีวนะหลายชนิดมีการนำไปใช้ในการเลี้ยงไก่ สุกร และวัว เพื่อป้องกันโรค ตลอดจนช่วยให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดีโดยมีการใส่ยาปฏิชีวนะในระดับที่ต่ำกว่าปริมาณที่ใช้บำบัดเชื้อโรคในมนุษย์ลงในอาหารสัตว์หรือน้ำที่ให้สัตว์ดื่มกิน ซึ่งการปฏิบัติของเกษตรกรทั่วไปดังกล่าวเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันเพราะทำให้เกิดจุลชีพที่ดื้อยาปฏิชีวนะขึ้นมา

    ในปี ค.ศ.1998 กลุ่ม European Union ห้ามการใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็นชนิดเดียวกันกับใช้ในการรักษามนุษย์ในการเลี้ยงสัตว์ และปัจจุบันหลายกลุ่มในสหรัฐฯ พยายามผลักดันนโยบายเช่นเดียวกันนี้

    จากการศึกษาขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ตรวจพบเชื้อ Samonella enterica ซึ่งเป็นสาเหตุการติดเชื้อในลำไส้เล็กในตัวอย่างเนื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ต 41 ใน 200 ตัวอย่างในบริเวณกรุงวอชิงตันดี.ซี. ทั้งนี้เปอร์เซ็นต์ที่พบได้แก่ ในเนื้อไก่ 35 เปอร์เซ็นต์ เนื้อไก่งวง 24 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหมู 16 เปอร์เซ็นต์ และเนื้อวัว 6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และพบว่าแบคทีเรียที่เก็บได้นั้นประมาณ 3 ใน 4 จะมีการดื้อยาต่อยาปฏิชีวนะอย่างน้อยหนึ่งชนิด และ 53 เปอร์เซ็นต์ของแบคทีเรียเหล่านี้จะดื้อยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 3 ชนิด และประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์จะดื้อต่อยา Ceftriaxone ซึ่งเป็นยาที่ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อรักษาโรคติดเชื้อร้ายแรงจากแบคทีเรีย Salmonella

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ในเนื้อไก่พบว่าตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 เกษตรกรสหรัฐฯ ผู้เลี้ยงไก่ใช้ยาปฏิชีวนะ Virginiamycin ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับยาปฏิชีวนะ quinupristin-daliopristin ที่ได้รับการเห็นชอบให้ใช้ในมนุษย์ภายใต้ภาษาการค้าว่า Synercid และจากการเก็บตัวอย่างระหว่างเดือนกรกฎาคม 1998 ถึง กรกฎาคม 1999 นักวิจัยพบว่า 58 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อไก่ (400 ตัวอย่าง) มีแบคทีเรีย Enterococcus faecium ที่ดื้อยาปฏิชีวนะ ขณะเดียวกันจากการตรวจอุจจาระจากคนไข้ 300 รายพบว่ามีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่มีแบคทีเรียดื้อยาตัวนี้

    ดังนั้นการถกเถียงถึงปัญหาของการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์จึงยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ซึ่งทำให้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ เพียงแต่แจ้งว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดแบคทีเรียดื้อยาได้

 

Back to Top