..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
แมลงมีพิษในประเทศไทย

แมลงมีพิษในประเทศไทย : แมลงตด

 ที่มา : สุธรรม อารีกุล ราชบัณฑิตยสถาน ในพระบรมมหาราชวัง, กรุงเทพมหานคร 10200.

จาก..แมลงมีพิษในประเทศไทย : แมลงตด, สารศิริราช ปีที่ 48,
ฉบับผนวก, มิถุนายน 2539, หน้า 101-104


เรื่องย่อ

   แมลงต่าง ๆ เป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง ไม่เพียงก่อความรำคาญ, กัดกินทำลายพืชและวัสดุสิ่งของต่าง ๆ, เป็นพาหะโรค, บางชนิดยังสามารถก่อโรคแก่มนุษย์และสัตว์ได้โดยตรง บทความนี้ได้นำเสนอแมลงตดซึ่งเป็นแมลงที่มีพิษ ชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย ได้แก่ ชนิด Pherosophus javanus (Dejean) และ Pherosophus occipitalis (MacLeay) แมลงตดเหล่านี้ปล่อยสารพิษประเภทควิโนน โดยพ่นออกมาเป็นหมอกทางก้น มีเสียงคล้ายตด เมื่อถูกผิวหนังจะแสบร้อนและผิวไหม้คล้ายถูกกรด หากโดนที่สำคัญเช่น ตา จะทำให้ตาบอดได้

 

Abstract: TOXICOGENIC INSECTS IN THAILAND : BOMBADIER BEETLES

    Two species of bombardier beetles, Pherosophus javanus (Dejean) and Pherosophus occipitalis (MacLeay), are commonly found throughout the country. When releasing the quinone toxin as fog through the anus against its enemy the beetle produces a loud crepitation. Upon contact, the toxin may produce pain and burns on human skin, and on the eyes it can cause temporary or permanent blindness.

 

    แมลงตดเป็นแมลงพวกหนึ่งซึ่งมีพิษที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย มีชื่อเรียกต่างกันตามภาคต่าง ๆ เช่น แมลงตดหรือกะตดในภาคกลาง, แต๊บในภาคเหนือแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน, ทางภาคตะวันออก เช่น แถบปราจีนบุรีมักเรียกปล่อยตด ส่วนทางภาคใต้ในแถบจังหวัดสงขลา ตรัง พัทลุง สตูล และยะลา เรียกขี้ตด ชื่อภาษาอังกฤษเรียกแมลงเหล่านี้ว่า Bombardier beetles

 

ลักษณะทั่วไป

   เป็นแมลงประเภทด้วงปีกแข็ง หัวแคบกว่าความกว้างที่สุดของอกปล้องแรกและอกแคบกว่าท้อง เมื่อหงายท้องดูจะพบว่าแผ่นฐานของขาคู่หลังยื่นเลยเข้าไปในส่วนท้องปล้องแรก ทำให้เส้นแบ่งระหว่างท้องปล้องที่ 1 กับปล้องที่ 2 ไม่จดเป็นเส้นเดียวกัน หนวดมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ยาวปานกลางและมีขนละเอียดหนาแน่นจากปล้องที่ 3 ไปถึงปลายหนวด ส่วนปล้องโคน 2 ปล้องแรกนั้นมีขนประปราย รยางค์ที่ออกจากปากลักษณะคล้ายหนวดมีขนประปรายเช่นกัน เหนือตามีขนข้างละเส้น ขาวยาวมีขนละเอียดปกคลุมฝ่าตีนที่มี 5 ปล้อง ปีกคู่หน้าใหญ่คลุมท้องเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด ปลายตัด อาจมีลายเส้นทอดตามยาวด้านบนปีก แผ่นแข็งด้านล่างส่วนท้องของตัวผู้และตัวเมียอาจเห็นได้ในจำนวนไม่เท่ากัน คือตัวผู้เห็นได้ 8 ปล้อง แต่ตัวเมียเห็นได้ 7 ปล้อง โดยที่ตัวเมียอาจมีหางเล็ก ๆ ยื่นออกมาให้เห็นทั้งตัวผู้และตัวเมียมีอวัยวะที่ปล่อยแก๊สเป็นหมอกออกมาสำหรับป้องกันตัวซึ่งมีส่วนผสมของสารพิษพวกควิโนน ขณะปล่อยแก๊สจะมีเสียงดังคล้ายตด

    แมลงตดถูกจัดไว้ใน 7 สกุลของสามวงศ์ย่อยในวงศ์ Carabidae ดังนี้ คือ สกุล Metriud ในวงศ์ย่อย Metriinae สกุล Mystroponu, Goniotropis และ Arthropterus ในวงศ์ย่อย Paussinae และสกุล Brachinus กับ Pherosophus ในวงศ์ย่อย Brachininae ทุกสกุลมีชนิดที่ผลิตสารพิษล้วนแล้วแต่เป็นสารพวกควิโนน

 

แมลงตดที่มีความสำคัญในประเทศไทย

   แมลงตดที่มีความสำคัญและพบบ่อยแทบทุกภาคของประเทศไทย ได้แก่ ชนิด Pherosophus javanus (Dejean) และชนิด Pherosophus occipitalis (MacLeay)

- P. javanus

    มีลำตัวยาว 17-21 มิลลิเมตร กว้าง 6.5-8 มิลลิเมตร หัว ตา ด้านบนของริมฝีปากบนและด้านบนของอกปล้องแรกมีสีเหลืองอมน้ำตาลค่อนข้างเป็นมัน ด้านล่างของหัวสีเหลือง ผนังริมฝีปากล่างสีดำอมแดงหรือดำ มีแถบสีดำพาดตามยาวไปตามสันหัวจนถึงประมาณระหว่างกึ่งกลางของตาทั้ง 2 ข้าง แถบสีดำนี้อาจขาดหายไปกลายเป็นจุดเหลี่ยมสีดำแทนก็มี ปลายแถบสีดำด้านหน้าอาจตัดเข้ามาเป็นรูปง่าม ปลายง่ามเป็นมุมป้านหรือมุมแหลม ด้านท้ายของแถบเชื่อมต่อกับแถบสีดำของอกปล้องแรก ซึ่งแถบของอกปล้องนี้มีรูปลักษณะคล้ายเชิงเทียน หรือรูปอักษร T ที่มีฐานยาวแขนของรูปอักษร T จะทอดไปตามขอบด้านหน้าของอก โดยปลายแขนเรียวเล็กลง ฐานของรูปตัว T จะทอดไปตามขอบด้านท้ายของอก แต่ไม่เรียวเล็กเหมือนขอบด้านหน้า กรามหรือเขี้ยวและหนวดสีน้ำตาลอมแดง ยกเว้นโคนหนวด 3 ปล้องสีเหลือง ขาสีเหลืองหรือเหลืองอมน้ำตาล ยกเว้นปลายของแข้ง (tibia) บริเวณที่เป็นข้อต่อกับฝ่าตีน (tarsus) สีน้ำตาลเข้มหรือเกือบดำ ฝ่าตีนมีน้ำตาลอมแดง ปีกแข็งมีพื้นสีดำ มีปิ้นสีเหลืองที่ไหล่ปีก บางครั้งจะพบขอบด้านนอกของปีกมีสีเหลืองตลอด นอกจากนี้ยงมีปิ้นสีเหลืองซึ่งมีขอบหยักเป็นลูกคลื่นไม่สม่ำเสมอยื่นเข้าไปตอนกลางปีก บางตัวปิ้นนี้ใหญ่มากประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ปีก โดยที่ขอบที่ยื่นเข้าไปเกือบถึงขอบในของปีกอาจมีเส้นสีเหลืองสั้น ๆ 3-4 เส้นหรือมากกว่า ยื่นเข้าไปตามยาวบริเวณโคนหรือปลายปีก ผนังด้านล่างอกมีสีแตกต่างกันบ้าง บางตัวมีพื้นสีเหลืองอมน้ำตาลและมีลายสีดำ แต่บางตัวสีกลับตรงกันข้ามคือมีพื้นสีดำ มีลายสีเหลืองหรือเหลืองอมน้ำตาล ท้องสีน้ำตาลแก่โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับอกมาประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือสีน้ำตาลอมเหลืองถึงปลายท้อง

   หัวของแมลงตดชนิดนี้ค่อนข้างแบน มีรอยเส้นตามยาวระหว่างตาและด้านหลังของหัว หนวดยาวเกือบถึงกึ่งกลางปีก อกป้องแรกโค้งเล็กน้อย ค่อนไปทางรูปสี่เหลี่ยม ส่วนกว้างไล่เลี่ยกับส่วนยาว ขอบด้านหน้าและด้านท้ายเกือบเป็นเส้นตรง มุมด้านหน้าและด้านท้ายมน ขอบด้านข้างโค้งเล็กน้อย ส่วนกว้างที่สุดอยู่ตรงบริเวณเกือบถึงกึ่งกลางอกและกว้างกว่าหัว ผิวมีรอยย่นทอดตามขวางบาง ๆ ไม่มีรูคล้ายรอยปลายเข็มเจาะเล็ก ๆ หรือไม่มีขนตามมุมอกทั้งด้านหน้าและด้านท้าย ขนละเอียดปรากฎตามขอบบริเวณท้ายของกึ่งกลางอกเป็นต้นไป ปีกแข็งค่อนข้างโค้งคลุมท้องไม่มิด กว้างที่สุดเลยกึ่งกลางไปเกือบถึง 2 ใน 3 ของความยาวของปีก ส่วนกว้างของปีกเกือบเป็น 2 เท่าของความกว้างของอก ความยาวประมาณ 1 เท่าครึ่งของความกว้าง ปีกมีร่องเป็นลายเส้นทอดตามยาวทั้งปีก ตัวผู้มีต้นขา (femur) และฝ่าตีนค่อนข้างแบน ตัวเมียมีขาคู่นี้ลักษณะปกติ ไม่แบนเหมือนตัวผู้ ขาคู่ที่ 2 ยาวกว่าคู่แรก และคู่ที่ 3 ยาวที่สุด ขาทุกคู่มีหนามคล้ายเล็บที่ปลายปล้องใกล้บริเวณข้อต่อของแข้ง (tibia) 1 คู่ และมีหนามเล็ก ๆ และขนละเอียดคลุมตามขาตลอด ท้องมีขนละเอียดสีเดียวกับสีพื้นของท้องคลุมตลอด ท้องของตัวเมียส่วนท้ายกว้างกว่าของตัวผู้

- P. occipitalis

    มีลำตัวยาว 13-20 มิลลิเมตร กว้าง 5.5-8 มิลลิเมตร หัวและผนังริมฝีปากบนสีเหลืองอมน้ำตาลเป็นมัน หัวมีปิ้นสีดำพาดตรงกลางค่อนไปด้านหน้า บางทีไปจรดฐานของริมฝีปากบน ปิ้นที่พาดไปไม่ถึงฐานของริมฝีปากบนจะมีลักษณะคล้ายสามง่ามที่ปลายป้านหรือปลายแหลมเฉพาะง่ามกลาง ฐานของสามง่ามอาจแคบหรือกว้างออกไปถึงด้านหลังของขอบตา ด้านล่างของหัวสีเวหลืองอมน้ำตาล แผ่นแข็งริมฝีปากล่างสีน้ำตาลอมแดงหรือน้ำตาลลเข้ม กรามสีน้ำตาลอมแดงหนวดสีน้ำตาล อกปล้องแรกด้านบนสีดำตลอดแต่บางตัวก็มีปิ้นสีเหลืองทางขอบด้านข้าง ทำให้พื้นสีดำมีรูปคล้ายพานอยู่กลางอก หรือบางตัวปิ้นสีเหลืองไม่ถึงขอบด้านข้างของอกทำให้ขอบอกยังคงสีดำอยู่จึงดูรูปคล้ายเป็นหูยึดขอบขอบพาน ด้านล่างอกมีแผ่นแข็งสีเหลืองหรือเหลืองอมแดงตรงด้านหน้าของอกปล้องแรกและปล้องกลางและบางครั้งตรงกลางอกปล้องหลัง

   หัวค่อนข้างโค้งนูนมีรอยย่นเป็นลายตามยาวใกล้ ๆ ตา และมีรอยย่นต่อกันเป็นตาข่ายบริเวณใกล้สันหัว มีขน 2-3 เส้นใกล้ตา หนวดยาวไปถึงโคนปีกประมาณ1 ใน 3 ของปีก อกปล้องแรกโค้งนูนเล็กน้อยกว้างกว่าหัว มีส่วนกว้างมากกว่าส่วนยาว ขอบด้านหน้าเกือบเป็นเส้นตรง มุมด้านหน้ายื่นออกปลายมน ขอบด้านท้ายยื่นออกตรงกลาง ปลายมน และหักเป็นมุมด้านข้าง มีรอยจุดคล้ายรูเข็มกระจายอยู่ทางด้านหน้าประมาณครึ่งอก และอีกเล็กน้อยบริเวณด้านท้ายของอก และที่ขอบประมาณกึ่งกลางอก มีร่องเป็นเส้นละเอียดทอดกลางอกแต่ไม่ตลอดหัวท้าย ปีกแข็งค่อนข้างโค้งนูน กว้างที่สุดบริเวณที่เลยกลางปีกไปเกือบถึงบริเวณ 2 ใน 3 ของความยาวปีก ส่วนกว้างของปีกกว้างประมาณหนึ่งเท่าครึ่ง ถึงเกือบ 2 เท่าของความกว้างของอก ยาว 1.5-1.75 เท่าของความกว้าง สันร่องเห็นคล้ายลายเส้นจาง ๆ ตามความยาวของปีก ขาคู่หน้าของตัวผู้และตัวเมียไม่แตกต่างกัน

   แมลงตดทั้ง 2 ชนิดนี้นอกจากจะพบในประเทศไทยแล้วยังพบในประเทศอินเดีย พม่า ตอนใต้ของจีน ภูมิภาคอินโดจีน มลายู เกาะชวา สุมาตรา นิวกินี ไต้หวันและญี่ปุ่น

 

การผลิตและการปล่อยสารพิษ

   แมลงตดมีต่อมผลิตสารพิษ (pygidial glands) อยู่ในช่อง 2 ช่องภายในท้อง ช่องแต่ละช่องมีลิ้นเป็นกล้ามเนื้อที่ปิด-เปิดได้ ต่อมในช่องหนึ่งผลิตสารพิษพวกควินอล (quinols) 2 ชนิดด้วยกัน อีกช่องหนึ่งผลิตสารฮัยโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เมื่อแมลงตดถูกรกวนหรือมีภัยเกิดขึ้นลิ้นขอบช่องแต่ละช่องจะเปิดออกปล่อยสารที่เก็บไว้ออกมาผสมกันในช่องที่ 3 ซึ่งมีผนังหนาและมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สารควินอลเปลี่ยนเป็นสารพิษ ควิโนน (quinone) และฮัยโดรเจนเปอร์ออกไซด์สลายตัวให้ออกซิเจนเกิดแรงดันในช่องท้อง ฉีดพ่นสารพิษควิโนนออกมาเป็นละอองละเอียด บางครั้งมองเห็นคล้ายหมอกออกมาจากทวารหนัก และบางครั้งมีเสียงดังคล้ายตดออกมาให้ได้ยิน สารพิษที่ปล่อยออกมาจะมีผลยับยั้งไม่ให้ศัตรูไล่ตาม หรือศัตรูที่คาบแมลงตดเพื่อกินเป็นอาหารถูกพิษนี้เข้าก็จะรีบคายทิ้งทันที ไก่ที่จิกแมลงตดเมื่อถูกสารพิษมักจะมีอาการหน้าบวมหรือบางครั้งถึงกับตาบอดและตายได้ สารพิษที่ปล่อยออกมาจะมีกลิ่นเหม็นฉุน หากถูกผิวหนังจะมีอาการแสบร้อนคล้ายถูกกรดไนทริค

 

ชีวิตความเป็นอยู่

   แมลงตดอาศัยอยู่บนบกและบางครั้งพบตามชายฝั่งน้ำ อาศัยจับแมลงและสัตว์เล็ก ๆ อื่นกินโดยไม่เลือก ได้แก่ หอยขนาดเล็ก ไส้เดือน หนอนของแมลงต่าง ๆ รวมไปถึงหนอนกระทู้และแมลงตัวเต็มวัย เช่น เพลี้ย จักจั่น ส่วนมากวางไข่เป็นกลุ่มอยู่ในช่องใต้ดิน กองหินหรือใต้เปลือกไม้ในกิ่งหรือต้นที่ตายที่ล้มอยู่เหนือดิน โดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ถึง 10 ฟอง ตัวหนอนมีลำตัวยาวค่อนไปทางแบนและแข็งตลอด หัวเล็ก กรามโค้งงอยาวและปลายแหลมยื่นออกไป เห็นได้ชัดบริเวณด้านหน้าของหัว อกปล้องแรกส่วนหน้าแคบรองรับกับหัวและโตขึ้นทางด้านปลาย อกปล้องที่ 2, 3 และปล้องท้องอีก 7 ปล้องกว้างไล่เลี่ยกัน ปล้องท้องส่วนปลายที่เหลืออีก 3 ปล้องเล็กลงตามลำดับ โดยเฉพาะปล้องสุดท้ายเล็กมาก และปล้องที่ 9 มีแฉกปลายเรียวยื่นออกไปคล้ายหางเล็ก ๆ 1 คู่ มีขาที่ใต้อก 3 คู่ แข็งแรงและปลายมีเล็บยาวขาละ 1 คู่ ตัวหนอนค่อนข้างว่องไว เมื่อตัวยังเล็กมักจะกินไข่ของแมลงต่าง ๆ ที่วางอยู่ใต้ดิน โตขึ้นกินอาหารแบบเดียวกับตัวเต็มวัย เมื่อโตเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นดักแด้ในดิน วัฏจักรชีวิตของแมลงตดทั้ง 2 ชนิดข้างต้นนี้ยังไม่มีผู้ใดได้ศึกษาให้ละเอียดลงไป

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Erwin TL, Ball GE, Whitehead DR. Carabid beetles : their evolution, natural history, and classification. Proceedings of the First International Symposium of Carabidology. Smithsonian Institution, Washington, D.C. ; London : The Hague. Boston Publishers, 1976 : 634.

 

Back to Top