..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
คู่มือประชาชน

แหล่งข้อมูล : หนังสือ คู่มือประชาชน กรมควบคุมมลพิษ

        ทำอย่างไรจึงจะพ้นภัยจากสารเคมีอันตราย?   นี่คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจประชาชนทุกคน เนื่องจากปัจจุบันได้เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารนเคมีรุนแรงหลายครั้ง และผลที่ตามมามิได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงงานเท่านั้น แต่ยังได้รับความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปด้วย อาทิ การรั่วไหลของสานเคมีขณะขนส่ง การระเบิด และการเกิดเหตุเพลิงไหม้ของสารเคมีในโกดัง เป็นต้น

        การได้รับอันตรายของประชาชนมีเหตุสำคัญเนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยการเข้าไปสัมผัสกับสารเคมีหรืออยู่ใกล้บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุโดยไม่ทราบว่ามีสารเคมีแพร่กระจายอยู่ และไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตนเองอย่างไรในการที่จะป้องกันอันตรายให้แก่ตนเองได้อย่างปลอดภัย

หัวข้อเรื่อง

สารเคมีอันตราย....คืออะไร ?

ทราบว่าเป็นสารอันตรายได้อย่างไร ?

สามารถเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร ?

มีผลต่อร่างกายอย่างไร ?

เกิดอาการอย่างไรเมื่อได้รับสารอันตราย ?

ป้องกันตนเองจากสารเคมีอันตราย....ได้อย่างไร ?

เมื่อพบเห็นอุบัติภัยสารเคมี....ต้องทำอย่างไร ?

จะช่วยเหลือผู้ป่วย...ได้อย่างไร ?

 


สารเคมีอันตราย....คืออะไร

            สารเคมีอันตราย วัตถุอันตรายหรือ สารอันตราย หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบ ที่มีคุณสมบัตรเป็นพิษหรือเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ทำให้ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สามารถจำแนกได้ 9 ประเภทตามหลักสากล ดังนี้

        ประเภทที่ 1  วัตถุระเบิด

        ประเภทที่ 2  ก๊าซ

        ประเภทที่ 3  ของเหลวไวไฟ

        ประเภทที่ 4  ของแข็งไวไฟ

        ประเภทที่ 5  วัตถุออกซิไดส์และออร์แกนิกเปอร์ออกไซด์

        ประเภทที่ 6  วัตถุมีพิษและวัตถุติดเชื้อ

        ประเภทที่ 7  วัตถุกัมมันตรังสี

        ประเภทที่ 8  วัตถุกัดกร่อน

        ประเภทที่ 9  วัตถุอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย

 

ทราบว่าเป็น สารอันตรายได้อย่างไร

        เราสามารถทราบว่าสารเคมีที่พบเป็นสารอันตรายหรือไม่ และก่อให้เกิดอันตรายได้อย่างไร? โดยการสังเกตฉลาก หรือเครื่องหมายซึ่งเป็นเครื่องหมายสากลที่ติดบนภาชนะบรรจุ ถังเหล็ก แท็งก์ หรือป้ายที่ติดบนรถยนต์หรือรถบรรทุก ดังนี้ 

 

  วัตถุระเบิด 

          ระเบิดได้เมื่อถูกกระแทก เสียดสี หรือความร้อน เช่น ทีเอ็นที ดินปืน พลุไฟ ดอกไม้ไฟ

ก๊าซไวไฟ 

         ติดไฟง่ายเมื่อถูกประกายไฟ เช่น ก๊าซหุงต้ม ก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซมีเทน ก๊าซอะเซทีลีน

ก๊าซไม่ไวไฟ, ไม่เป็นพิษ

          อาจเกิดระเบิดได้เมื่อถูกกระแทกอย่างแรง หรือได้รับความร้อนสูงจากภายนอก เช่น ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจนเหลว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ก๊าซพิษ

           อาจตายได้เมื่อได้สูดดม เช่น ก๊าซคลอรีน ก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์

ขอเหลวไวไฟ

           ติดไฟง่ายเมื่อถูกประกายไฟ เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง ทินเนอร์ อะซิโตน ไซลีน

ของแข็งไวไฟ 

           ลุกติดไฟง่ายเมื่อถูกเสียดสีหรือความร้อนสูง ภายใน 45 วินาที เช่น ผงกำมะถัน ฟอสฟอรัสแดงไม้ขีดไฟ

วัตถุที่ถูกน้ำแล้วทำให้ก๊าซไวไฟ

           เช่น   แคลเซียมคาร์ไบด์ โซเดียม

วัตถุที่เกิดการลุกไหม้ได้เอง

            ลุกติดไฟได้เมื่อสัมผัสกับอากาศภายใน 5 นาที เช่น ฟอสฟอรัสขาว ฟอสฟอรัสเหลือง โซเดียมซัลไฟต์

วัตถุออกซิไดส์

            ไม่ติดไฟแต่ช่วยให้สารอื่นเกิดการลุกไหม้ได้ดีขึ้น เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โปแตสเซียมคลอเรต แอมโมเนียม ไนเตรท

ออร์แกนนิคเปอร์ออกไซด์

            อาจเกิดระเบิดได้เมื่อถูกความร้อน ไวต่อการกระทบและเสียดสีทำปฎิกริยารุนแรงกับสารอื่น ๆ เช่น อะซิโตนเปิร์ออกไซด์

วัตถุติดเชื้อ

            วัตถุที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนและทำให้เกิดโรคได้ เช่น ของเสีย อันตรายจากโรงพยาบาล เข็มฉีดยาที่ใช้แล้ว เชื้อโรคต่าง ๆ

วัตถุมีพิษ

            อาทำให้เสียชีวิต หรือบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการกิน สูดดม หรือจากสัมผัสทางผิวหนัง เช่น อาร์ซีนิค ไซยาไนด์ ปรอท สารฆ่าแมลง สารปราบศัตรูพืช โลหะหนักเป็นพิษ

วัตถุกัมมันตรังสี

           วัตถุที่สามารถให้รังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น โคบอลต์ เรเดียม

วัตถุกัดกร่อน

           สามารถกัดกร่อนผิดหนังและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น กรดเกลือ กรดกำมะถัน โซเดียมไฮดรอกไซด์ แคลเซี่ยมไฮโปคลอไรต์

วัตถุอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย

           เช่น ของเสียอันตราย แอสเบสทอสขาว เบนซัลดีไฮด์ ของเสียปนเปื้อน ไดออกซิน

 

 

      สามารถเข้าสู่ร่างกาย....ได้อย่างไร       

 

                        

ทางปาก   

 โดยการรับประทานเข้าไปโดยตรงทั้งโดยตั้งใจ
  และโดยไม่ตั้งใจ

 

                                                                                  

                   

 

ทางจมูก

    โดยการสูดดมเอาไอ ผง หรือ
ละอองสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

 

ทางผิวหนัง            

 โดยการสัมผัสหรือจับต้องสารพิษซึ่งสามารถซึม
เข้าสู่ผิวหนังได้

                                 

 

 

    มีผลต่อร่างกาย....อย่างไร

      โดยธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เมื่อได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายจะมีขบวนการ ทำลายพิษให้น้อยลง และพยายามขับสารนั้นออกมาทางเหงื่อ น้ำนม อุจจาระ น้ำลาย ลมหายใจ ฯลฯ แต่หากได้รับสารพิษมากเกินไปจะเกิดผลเสียหายต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้

  • ระบบทางเดินหายใจ
  • ผิวหนังและตา
  • ระบบกล้ามเนื้อ
  • ระบบย่อยอาหาร
  • ระบบเลือด
  • อวัยวะภายใน
  • ระบบประสาท
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด

 

เกิดอาการอย่างไร....เมื่อได้รับสารอันตราย 

 

เกิดผดผื่นคัน

ระคายเคือง

ผิวหนังไหม้ อักเสบ

หน้ามืด วิงเวียน

ขาดอากาศ


อัมพาต

ผลต่อทารกในครรภ์

มะเร็ง

เสียชีวิต

 

 

ป้องกันตนเองจากสารเคมีอันตราย....ได้อย่างไร

 

ไม่สัมผัสภาชนะบรรจุสารเคมีที่ชำรุด หรือสารที่รั่วไหล
อย่าเข้าใกล้แนวกั้นเขตอันตราย สังเกตจากแถบเหลือง-ดำหรือแถบแดง-ดำ
อยู่เหนือลม หรือที่สูงหรือออกจากบริเวณที่เกิดเหตุทันที หากเห็นว่าไม่ปลอดภัย

 

 

เมื่อพบเห็นอุบัติภัยสารเคมี.....ต้องทำอย่างไร

พยายามจำแนกว่าเป็นสารเคมีชนิดใด โดยดูจากฉลากหรือแผ่นป้ายที่ติดอยู่บนภาชนะบรรจุหรือข้างรถ

อย่าพยายามกระทำในสิ่งที่ไม่รู้จริง เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงโดยมิได้คาดคิด

โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานป้องกันจังหวัด หรือเทศบาล เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุเป็นต้น



ข้อมูลที่ท่านควรแจ้ง เมื่อพบเห็นเหตุการณ์

  1. สถานที่เกิดเหตุ

  2. ลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  3. มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่

  4. ชนิด/ประเภทของสารเคมี ( ถ้าทราบ )

  5. จำนวน/ปริมาณของสารเคมีที่หกหรือรั่วไหล ( ถ้าทราบ )

  6. มีแหล่งน้ำหรือชุมชนอยู่ใกล้เคียงบริเวณที่เกิดเหตุหรือไม่

 

 

 

จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างไร

 

เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์

    ถอดเสื้อที่เปื้อนสารเคมีออกและแยกใส่ถุง
หรือภาชนะต่างหาก

หากสัมผัสสารให้ล้างด้วยน้ำมาก ๆ
อย่างน้อย 15 นาที

ไปพบแพทย์

 


Back to top