..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นพิษเราจะอยู่ได้อย่างไร

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นพิษ เราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

ที่มา: บำรุง คงดี  ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สงขลา    
จาก หนังสือ
ความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 11, กลุ่มงานพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 
..2539


                พาราเซลซุส ปราชญ์แห่งประเทศกรีกได้กล่าวไว้เมื่อ 400 กว่าปีมาแล้วว่า “All substances are poisons : there is none which is not a poison” ซึ่งหมายความว่าสารทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเรามีโอกาสเป็นพิษได้ทั้งนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของสารและระยะเวลาที่ร่างกายได้รับเข้าไป  ดังนั้นสารเคมีที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำจึงต้องใช้ในขนาดที่พอเหมาะ  หากใช้เกินกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยย่อมไม่ปลอดภัย  ทุกวันนี้งานส่วนหนึ่งของภาครัฐ คือ ควบคุมผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ให้ใส่สิ่งเจือปนเกินเกณฑ์ความปลอดภัย  หากผู้ผลิตตระหนักและเข้าใจถึงพิษของสารที่เจือปนและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน  ประชาชนจะปลอดภัยจากการได้รับพิษ

                จากคำกล่าวของพาราเซลซุสข้างต้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นพิษ ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นพิษ  คนเรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะร่างกายเรามีอวัยวะต่าง ๆ ที่สามารสร้างภูมิต้านทานและควบคุมให้สิ่งที่แปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายนั้นถูกลดพิษ  ถูกทำลายพิษและขจัดออกจากร่างกายได้  ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคดีของคนเราที่มีกลไกวิเศษเหล่านี้  เรามารู้จักกลไกเหล่านี้สักหน่อยเป็นไร

                สารพิษเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก ๆ คือ ทางปาก ทางจมูก และทางผิวหนัง  ซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์  แล้วผ่านเข้ากระแสเลือด  กระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  เข้าไปทำลายอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ โดยจะเสียหายมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการออกฤทธิ์ของสารพิษนั้น ๆ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

                .                การออกฤทธิ์เฉพาะแห่ง  สารพิษเหล่านี้จะออกฤทธิ์ที่ตำแหน่งที่เนื้อเยื่อได้รับการสัมผัสโดยตรงทำให้เกิดการระคายเคือง อาการแพ้ เป็นแผลผุพอง มีเลือดออก ผิวหนังอักเสบหากได้รับซ้ำ ๆ บ่อย ๆ อาจกลายเป็นมะเร็ง เป็นต้น  ตัวอย่างสารพิษประเภทนี้ได้แก่ ก๊าซพิษ  เช่น แอมโมเนียจากโรงงานผลิตน้ำแข็ง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากการเผาถ่านหินลิกไนท์ ฯลฯ  สารระเหย ตัวทำลายที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการ  เช่น ทินเนอร์ กาว ฯลฯ  และเครื่องสำอาง เป็นต้น

                .                การออกฤทธิ์ต่อระบบ  สารพิษเมื่อถูกดูดซึมเข้าร่างกาย  ผ่านเข้ากระแสเลือดจะถูกพาไปสู่เซลล์ต่าง ๆ  ซึ่งก่อให้เกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง  ระบบทำงานของหัวใจ  ระบบกล้ามเนื้อ  ระบบสืบพันธุ์  ระบบขับถ่าย  ระบบการหายใจ ฯลฯ  ซึ่งหากสารพิษเหล่านั้นมีฤทธิ์รุนแรงมาก ความเสียหายจะเกิดขึ้นหลาย ๆ ระบบ พร้อมกันจนถึงกับเสียชีวิตได้  อย่างไรก็ดีคนเราก็ยังคิดหายาแก้พิษมาช่วยรักษาได้

 

การลดพิษและทำลายพิษ

                ขบวนการทำลายพิษที่เกิดขึ้นในร่างกายของตนเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีซึ่งมีหลายแบบด้วยกัน  ทั้งนี้เพราะสารพิษมีโครงสร้างและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป  ร่างกายจึงต้องมีขบวนการหลาย ๆ แบบไว้ทำลาย  กลไกการลดพิษหรือทำลายพิษแบ่งได้ตามวิธีการ 3 วิธีคือ

                1.  การรวมตัวทางกายภาพ (Physical binding)   เป็นวิธีการทำลายพิษโดยการรวมตัวทางกายภาพซึ่งไม่ต้องใช้ปฏิกิริยาเคมีมาเกี่ยวข้อง  อาศัยการละลายตัวของสารหนึ่งในสารอีกชนิดหนึ่ง  เช่น สารไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ละลายในน้ำจะเข้ารวมตัวกับไขมันในร่างกาย  ถูกเก็บไว้ในไขมันทีละน้อย ๆ ทำให้ไม่แสดงอาการพิษต่อร่างกาย  แต่เมื่อร่างกายต้องการสลายไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน  สารพิษเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมาแล้วแสดงความเป็นพิษให้ปรากฏได้  ตัวอย่างเช่น สารประกอบคลอรีนที่เป็นสารเคมีกำจัดแมลง ได้แก่  ดีดีที เอนดริน ดีลดริน เป็นต้น

                2. วิธีเคมีที่ไม่ต้องอาศัยเอนไซม์   วิธีนี้เป็นวิธีที่ร่างกายใช้โปรตีน Cysteine หรือ Gluthione ซึ่งมีหมู่ซัลไฮดรีล (sulhydryl) ที่มีความไวที่จะเกิดปฏิกิริยาโดยตรงกับสารพิษได้ทันที  สารที่สามารถทำปฏิกิริยาได้ดี ได้แก่ สารประกอบของโลหะต่าง ๆ เช่น สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม เป็นต้น

                3. วิธีเคมีที่อาศัยเอนไซม์   วิธีนี้เป็นวิธีการทำลายสารพิษภายในเซลล์  โดยสารพิษทำหน้าที่เป็น substrate ของเอนไซม์ เกิดปฏิกิริยาหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างของสารนั้น ๆ   ประสิทธิภาพในการทำลายจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความแตกต่างของโครงสร้างทางเคมีของสารพิษและอัตราการรวมตัวทางเคมี  หากรวมตัวได้ดีก็จะถูกทำลายไปเร็ว หากรวมตัวได้ช้าก็จะถูกทำลายไปช้า

                        การทำลายสารพิษโดยใช้วิธีเคมีที่อาศัยเอนไซม์จำแนกตามชนิดของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น 8 ประเภท ดังนี้

                           3.1 ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation)  เป็นปฏิกิริยาที่เกิดมากที่สุดในร่างกาย  ตัวอย่างปฏิกิริยานี้เช่น เมื่อเราดื่มสุรา เบียร์ หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เข้าไปร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นอะซีเตรดที่ตับดังสมการ  สารพิษอื่น ๆ ที่ถูกทำลายโดยวิธีออกซิเดชั่น ได้แก่  อัลดีไฮด์ สารกำมะถัน และสารประกอบอะโรเมติก (aromatic compound)

                           3.2 ปฏิกิริยารีดัดชั่น (Reduction)   เป็นปฏิกิริยาเติม hydrogen atoms กับหมู่ nitro, aldehyde, ketone, double bond, disulfide link และ azo bond ดังตัวอย่าง  Parathion เป็นสารเคมีกำจัดแมลงถูก Hydrolyze เป็น p-Nitrophenol และถูก reduce เป็น p-Amiophenol

                          3.3 ปฏิกิริยาไฮโดรไลซีส (Hydrolysis)   เป็นปฏิกิริยาเติมน้ำลงในโมเลกุลของสารเกิดเป็นสารประกอบอื่น เช่น  digitalls ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการทำงานของหัวใจ  สามารถถูก hydrolyse ให้เป็นน้ำตาลและ aglycones หรือ genines สารไพเรธริน (pyrethrin) ซึ่งใช้เป็นสารเคมีกำจัดยุงถูก hydrolyse เป็นกรด Chrysanthemic และ Pyrethrolone กลายเป็นสารไม่มีพิษ

                          3.4 ปฏิกิริยาการรวมตัวกับสารอื่น (Conjugation)   เป็นปฏิกิริยาที่สารพิษรวมตัวกับกรดอะมิโน (Amino acid), กรดกลูคูโรนิค (glucuronic acid), N-acety-L-cysteine เพื่อให้เกิดสารมีคุณสมบัติละลายในน้ำได้มากขึ้น  ทำให้พิษของสารนั้นลดลงหรือถูกทำลายไป  จากนั้นใช้ขบวนการขับถ่ายออกทางปัสสาวะหรือน้ำดี ตัวอย่างปฏิกิริยานี้ เช่น เฮโรอีนจะถูกไฮโดรไลซ์ เป็นมอร์ฟีน แล้วจึงจับกับกรดกลูคูโรนิคเป็น morphine-glucuronide ถูกขับออกทางปัสสาวะ ลูกเหม็น (Naphthalene) จะจับกับ N-acetyl-L-cysteine เป็นกรด Naphthy-mercapturic แล้วขับออกทางปัสสาวะ เป็นต้น

                           3.5 ปฏิกิริยาอะเซททิลเลชั่น (Acetylation)   เป็นปฏิกิริยาที่สารพิษซีงมีหมู่อะมิโนถูกเติมอะเซททิล (CH3C0-) ทำให้หมดโอกาสรับ Proton (H+) หรือรวมกับหมู่ Carboxylic (COO-) สารพิษพวกนี้ได้แก่ Aromatic amines, Aromatic amino acid เป็นต้น

                          3.6 ปฏิกิริยาเมธิลเลชั่น (Methylation)   เป็นปฏิกิริยาที่ใช้กับสารพิษพวกอนุพันธ์ของสารประกอบไพริดีน (pyridine derivative compound)  โดยใช้สาร methionine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างมากสำหรับร่างกายเข้าทำปฏิกิริยา  ดังนั้นการได้รับสารพิษพวกไพริดีนมากเกินไปอาจเกิดอันตรายจากการขาดกรดอะมิโนจำเป็นได้

                           3.7 ปฏิกิริยาซัลเฟชั่น (Sulfation)   เป็นปฏิกิริยาเติมหมู่ Sulphate เข้าไปในสารพิษที่มีหมู่ phenolic hydroxyl เพื่อทำลายพิษของสารกลุ่มฟีนอลได้เป็นสารประกอบซัลเฟตซึ่งจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

                           3.8 ปฏิกิริยาไซยาไนด์ (Cyanide)  เป็นปฏิกิริยาทำลายสารประกอบไซยาไนด์ซึ่งเป็นสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงมาก  ตัวอย่างปฏิกิริยานี้เช่น ผู้รับประทานมันสัมปะหลังดิบจะได้รับไซนาไนด์ที่มีทั้งในเปลือกและเนื้อมันสัมปะหลังในรูปของไกลโคไซด์เกิดเป็นพิษจากการที่ไซยาไนด์เข้าจับกับฮีโมโกลบินในเลือดยับยั้งการนำออกซิเจนทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนหรือผู้สูบบุหรี่จะได้รับสารไซยาไนด์ซึ่งมีในใบยาสูบเช่นกัน  ร่างกายสามารถเปลี่ยนไซยาไนด์เป็นสารไธโอไซยาเนต (thiocyanate) คือ เติมซัลเฟอร์เพิ่มที่หมู่ –CN แล้วขับออกทางปัสสาวะ

                                ปฏิกิริยาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ร่างกายจะใช้ปฏิกิริยาเดียวหรือหลายปฏิกิริยาเพื่อทำลายพิษต่อเนื่องกันก็ได้

 

การขจัดพิษออกจากร่างกาย

                หลังจากร่างกายได้ลดพิษหรือทำลายพิษลง  ร่างกายจะมีระบบขับถ่ายสารที่ร่างกายไม่ต้องการออกโดยอาศัยอวัยวะไต ปอด ตับ ลำไส้ใหญ่  โดยแต่ละอวัยวะมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

                ไต  ทำหน้าที่กรอง โดยมี nephron ทำหน้าที่ขับถ่าย และดูดซึมกลับสารพิษจากเลือด  สารที่ถูกขับได้ง่ายทางไตเป็นสารที่ละลายน้ำง่าย  เช่น สารที่รวมตัวกับสาร glucoronic acid เป็นต้น

                ตับ  ทำหน้าที่เป็นโรงงานใหญ่ของร่างกายเพื่อขจัดสารพิษเมื่อเลือดพาสารพิษเข้าสู่ตับ  ตับจะทำหน้าที่ขับสารพิษออกไปกับน้ำดี ไหลไปสู่ลำไส้ออกมากับอุจจาระหรือทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสารพิษ (metabolite) ให้อยู่ในรูปที่ไม่มีพิษก่อนแล้วขับออกไปตามกระแสเลือดไปกรองที่ไต ขับออกทางปัสสาวะหรือเลือดพาไปขับออกที่ปอด

                ปอด  ปกติจะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างอากาศกับเลือดที่ปอด  สารพิษที่ระเหยได้ง่ายจะระเหยออกทางลมหายใจ  เช่น เมื่อดื่มสุรา ร่างกายจะขจัดแอลกอฮอล์บางส่วนโดยขับออกทางลมหายใจซึ่งการตรวจหาความเมาที่กำลังใช้เป็นมาตรการลดอุบัติเหตุโดยใช้วิธีวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ และคำนวณเป็นค่าความเข้มข้นของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้

                การขจัดพิษโดยวิธีอื่น ๆ ร่างกายอาจขับสารพิษออกมาทางเหงื่อ เส้นผม เส้นขน น้ำนม เป็นต้น  สำหรับการขจัดพิษโดยขับออกทางน้ำนมนั้นเนื่องจากน้ำนมมีโปรตีนและไขมันปริมาณมาก จึงเป็นตัวพาและตัวจับสารพิษได้ดี  ผู้ที่มีบุตรและให้นมลูกเมื่อดื่มสุราหรือสูบบุหรี่สารแอลกอฮอล์หรือนิโคตินจะผ่านไปสู่ลูกได้ซึ่งมีผลเสียต่อร่างกายเด็ก  การรับประทานยาขณะเลี้ยงดูบุตรจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แม่ต้องระมัดระวัง  แม้ขณะตั้งครรภ์ก็เช่นกัน  สารพิษสามารถผ่านทางรกไปสู่ทารกได้ ซึ่งสารบางชนิดส่งผลให้เกิดความพิการได้

                อวัยวะสำคัญที่กล่าวมาแล้วนี้ท่านทั้งหลายจึงควรบำรุงรักษาไว้ให้ดีเพราะจะเป็นตัวช่วยให้ชีวิตเราคงอยู่ได้อย่างมีความสุข ปลอดภัย การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่  สะอาด ไม่เค็มจัด รสจัดเกินไป  หลีกเลี่ยงสิ่งเป็นพิษไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย  ออกกำลังกายให้แข็งแรงจะช่วยรักษาอวัยวะเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพเมื่อสิ่งเป็นพิษที่ไม่มากจนร่างกายรับไม่ไหวแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เราก็จะสามารถขจัดออกได้ มีชีวิตอยู่ได้นานเท่านาน

 

เอกสารอ้างอิง

1.         ไมตรี สุทธิจิตต์. 2534. สารพิษรอบตัวเรา  โรงพิมพ์ดาวคอมพิวเตอร์กราฟิค. พิมพ์ครั้งที่ 2  หน้า 30-62.

2.         Dreisbach, R.H. 1980. Handbook of poisoning : Prevention Diagnosis & Treatment 10th ed. Lange Medical Publications Maruzen Asia (Pte) Ltd. P : 99

3.         Klaassen, C.D., Amdur, M.O. and Doull, J. 1986.  Casarett and Doull’s Toxicology.  3rd ed. Macmillan Publishing Comnpany. P : 33-63

 

Back to top