..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
สารหนูได้รับแล้วตายผ่อนส่ง

สารหนูได้รับแล้วตายผ่อนส่ง 

ที่มา กลุ่มงานพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 

 

1.อะไรคือสารหนู ?

     สารหนูเป็นธาตุกึ่งโลหะ พบได้ทั่วไปในส่วนประกอบของหิน ถ่านหินและดิน ในสมัยโบราณสารหนูเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Orpiment โดยพวกกรีก และโรมันเป็นผู้เริ่มเรียกว่าสารหนู (Arsenic) คนจีนใช้สารหนูเป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพรหลายชนิดเมื่อประมาณกว่า 2-3 พันปีมาแล้ว และบางครั้งมันก็เป็นสารพิษที่ใช้ในการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตายด้วย สารหนู (Arsenic) เป็นสารก่อมะเร็งโดยที่มีน้ำหนักอะตอม 74.9216 มีวาเลนซี่ 5,3,0 และ -3 โดยพบสารหนูได้ 2 แบบคือ สารหนูอินทรีย์(Organic) และสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic) โดยสารหนูอินทรีย์เป็นพิษน้อยกว่า สารหนู อนินทรีย์ 

 

2. สารหนูมาจากไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร ? 

 

   สารหนูเกิดขึ้นได้เองทั้งตามธรรมชาติ และด้วยฝีมือมนุษย์ 

  • ในธรรมชาติ การชะล้างของหินและแร่ที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบ เช่น อาร์ซีโนไพไรท์ (FeAsS) ทำให้พบสารหนูทั่วไปในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในดิน พบได้ตั้งแต่ 0.1 - 40 mg/Kg และอาจพบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ทะเลสาป แม่น้ำ น้ำบ่อ น้ำพุ 

  • กิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำให้สารหนูในสิ่งแวดล้อมเพิ่มปริมาณขึ้น เช่น การทำเหมืองแร่ การถลุงโลหะ การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในการเกษตร อาร์เซนิคไตรออกไซด์ถูกนำมาใช้ทางการค้าและการเกษตรทั่วโลกประมาณปีละ 50,000 ตัน โดยใช้เป็นวัตถุดิบของยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช น้ำยาถนอมเนื้อไม้ บางครั้งผสมในอาหารสัตว์ ในยาคนและยาสัตว์ 

 

3.สารหนูกระจายในสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ? 

  • กลไกสำคัญที่กำหนดการแพร่กระจายของสารหนูในน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน คือความสามารถในการละลาย 

  • ในสภาวะที่มีออกซิเจน สารหนูถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูป As 5+ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้จับกับวัตถุอื่นได้ง่าย โอกาสการแพร่กระจายไปได้ไม่ไกล 

  • ในสภาวะไม่มีออกซิเจน มักพบสารหนูในรูป As 3+ ซึ่งละลายน้ำได้ดีกว่าและกระจายได้ดีกว่าเช่นกัน 

  • ในดินและตะกอนดินที่มีสภาพเป็นกรด สารหนูจะจับกับเหล็กออกไซด์ แต่ในสภาพเป็นด่างจะจับกับหินปูน และในสภาพที่เป็นกลางจะจับกับ clay-minerals 

 

4.พบปัญหาสารหนูได้ที่ใด ประเทศไทยมีหรือไม่ ???? 

    พบได้ทั่วโลก เช่น อินเดีย บังคลาเทศ จีน มองโกเลีย สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา ชิลี ไต้หวัน โปแลนด์ และประเทศไทย จะพบได้ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอ ร่อนพิบูลย์ 

 

5. คนได้รับสารหนูได้อย่างไร ? 

    สารหนูพบได้ในอากาศ, ในดิน ,น้ำ และอาหาร ปริมาณที่จะพบในอากาศอยู่ในช่วง 0.4-30 ng/m3 ปริมาณที่พบในน้ำตามธรรมชาติ 1-2 mg/l (ยกเว้นบางกรณี) ในอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลเป็นแหล่งที่สารหนูจะมีอยู่มาก แต่สารหนูในอาหารทะเลเป็นสารหนูอินทรีย์ ซึ่งมีความเป็นพิษไม่มาก มีการประมาณว่าสารหนูในอาหารจะมีอยู่ในรูปสารหนูอินทรีย์ 75% และ ในรูปของสารหนู อนินทรีย์ 25% คนได้รับสารหนูโดยการสูดดม การกิน การดูดซึมผ่านผิวหนังและเยื่อบุ โดยส่วนใหญ่เป็นการได้รับจากการกินและการสูดดม

 

6. อาการเมื่อได้รับสารหนูเป็นอย่างไร ? 

    ปกติคนเราในแต่ละวันได้รับสารหนู ปริมาณ 0.04-1.4 mg ปริมาณสารหนูที่คนกินแล้วเป็นพิษ ถึงขั้นเสียชีวิตอยู่ในช่วง 1.5 mg/ น้ำหนักตัว 1 kg (arsenic trioxide) ถึง 500 mg/ น้ำหนักตัว 1 kg (Diethyl arsenic acid) โดยจะเกิดอาการพิษเฉียบพลันคือ อาเจียร ท้องเสีย ปวดท้อง กล้ามเนื้อเกร็ง อาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจ และเสียชีวิตจากการทำงานล้มเหลวของหัวใจ ถ้าได้รับสารหนูในระดับเกินค่ามาตรฐาน (.01 มิลิกรัม ต่อลิตร) อาจจะเกิดอาการเป็นพิษสารหนูเรื้อรัง ได้แก่ ผิวหนังเปลี่ยนสีที่เป็นลักษณะเฉพาะโรค (จุดสีน้ำตาลกระดำกระด่าง, จุดขาว ๆ กระจัดกระจาย, ผิวดำ/เทา ตามฝ่ามือฝ่าเท้า ดังรูป ) ผื่นที่ตุ่มตามฝ่ามือฝ่าเท้า มีปัญหาทางระบบเส้นโลหิต ระบบประสาท ระบบเลือด ระบบอื่น ๆ (บางรายงาน) รวมทั้งมะเร็งอวัยวะภายในในบางกรณี รูปภาพแสดงอาการ 

 

7. ทราบอย่างไรว่าได้รับสารหนู ? 

    1. ตรวจหาสารหนูในปัสสาวะ ถ้ายังคงได้รับสารหนูอยู่ ขณะทำการตรวจ 

    2. ตรวจหาได้ใน เส้นผม เลือด เล็บ 

    3. ตรวจความผิดปกติของผิวหนังโดยแพทย์ที่ชำนาญ 

    4. ตรวจอาการทางคลินิคอื่น ๆ รวมทั้งซักประวัติของผู้ป่วยประกอบการวินิจฉัย


Back to top