..:: H O M E ::..
Search :  
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบพิษวิทยาคลีนิคก้าวทันโลกข้อมูลบริการแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 
   
อันตรายและความเป็นพิษของสารหนู

อันตรายและความเป็นพิษของสารหนู

นันทฤทธิ์ โชคถาวร 1

ไมตรี สุทธจิตต์ 2

  1. ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

  2. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ที่มา: พิษวิทยาสาร ปีที่ 11 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2544 และปีที่ 12 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2545


    เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวใหญ่ด้านสารพิษ จากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ความว่า “อย.ตรวจพบยาหอม ยาแก้ท้องเสีย แผนโบราณ 4 ยี่ห้อจาก 700 กว่ายี่ห้อ มี “สารหนู” สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เร่งแจ้งภัยให้ประชาชนรู้ตัว เหตุใช้กำมะถันแดง แทน “ชาด” สมุนไพรหายากที่ไม่มีอีกแล้ว ผอ.แพทย์แผนไทย หวั่นกระทบตำรับยาโบราณ

    เลขาธิการคณะกรรมการการอาหารและยา (อย.) แถลงว่า อย. ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจพบยาหอมมีสารหนูปนเปื้อนในปริมาณที่มากเกินกว่ามาตรฐานที่ได้กำหนดเกณฑ์มาตราฐานให้มีการปนเปื้อนสารหนูได้ไม่เกิน 4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม, หรือ 4 พีพีเอ็ม โดย อย. ได้สั่งให้ผู้ผลิตงดผลิตและเรียกเก็บยาคืนจากท้องตลาด และสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด เรียกยาที่เหลืออยู่ในร้านยาแต่ละจังหวัดคืน ยาดังกล่าวประกอบด้วยยาหอมอินทรโอสถแท่งทอง (ทะเบียน G 249/27), ยาหอมปราสาททอง (ทะเบียน G 150/27 ทุกรุ่นผลิต) ที่สุ่มตรวจวิเคราะห์ ซึ่งพบสารหนูในปริมาณที่สูงมาก นอกจากนี้ยังพบสารหนูในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีก คือ ยาหอมหทัยแท่งทอง (ทะเบียน G 87/27 รุ่นที่ผลิต 8 วันที่ผลิต 15 ก.ย. 2543), ยาหอมอำพันทองผง (ทะเบียน G 212/27 รุ่นที่ผลิต 7 วันที่ผลิต 9 ต.ค. 2543), ยาหอมอำพันทองชนิดเม็ด (ทะเบียนที่ G 63/41 รุ่นที่ผลิต 1 วันที่ผลิต 15 ม.ค. 2542 และรุ่นผลิตที่ 2 วันที่ผลิต 15 ส.ค. 2544), ยาแก้ท้องเสียปราสาททอง (ทะเบียน G 87/27 รุ่นผลิตที่ 2 วันที่ผลิต 2 ก.ย. 2540 และรุ่นที่ผลิต 1 วันที่ผลิต 3 ต.ค. 2544) สาเหตุการปนเปื้อนสารหนูในตัวยาครั้งนี้เกิดจากการนำตัวยาซึ่งปกติห้ามใช้ในยาแผนโบราณทุกชนิดที่ใช้ภายใน คือ “กำมะถันแดง” เพื่อใช้ในการแต่งสีของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้มีการห้ามนำสารกำมะถันแดงมาใช้ เพราะผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่ทราบว่ากำมะถันแดงคือสารหนูสีแดง (red arsenic, As4 S4) ซึ่งในกำมะถันแดงมีปริมาณสารหนูถึง 7 แสนไมโครกรัม/กิโลกรัม โดยตำรายาไทยมีชื่อว่า “สุพรรณถันแดง”

    สำหรับกำมะถันแดง ซึ่ง อย. ระบุเป็นสาเหตุที่เกิดการปนเปื้อนสารหนูนั้น หากรับประทานในขนาดที่สูงมากอาจมีอันตรายร้านแรงถึงชีวิต อาการที่พบ เช่น อาการไข้ เบื่ออาหาร ตับโต หัวใจเต้นผิดปกติ และหากได้รับสารหนูบ่อยๆ จะเกิดการสะสม และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ในระยะยาวหลังตรวจพบการปนเปื้อนดังกล่าว อย. มีหนังสือให้เรียกเก็บไปแล้ว แต่พบว่ายังมีการจำหน่ายอยู่ทั่วไป จึงต้องเร่งชี้แจงเพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลเพราะเป็นผลิตภัณฑ์อันตราย บริโภคไม่ได้ การตรวจสอบเหตุปนเปื้อนสารหนูเกิดจากผู้ประกอบการนำกำมะถันแดงที่ใช้ในการแต่งสีของผลิตภัณฑ์มาใช้ โดยไม่ทราบว่ากำมะถันแดงคือสารหนู ซัลไฟด์ ชนิด As4 S4 ที่สามารถก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย ทำลายตับ และอวัยวะต่างๆ ถ้าได้รับสะสมในขนาดสูงมากจะมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตหรือเป็นมะเร็ง จึงขอให้ประชาชนที่มียาหอมดังกล่าวในครอบครองอย่ากินโดยเด็ดขาด สำหรับผู้ผลิตยาแผนโบราณต้องไม่นำกำมะถันแดงไปใช้ผลิตยาที่ใช้ภายในทุกชนิดโดยเด็ดขาด

    อย. เคยสุ่มตรวจตั้งแต่ปี 2539 พบโรงงานผลิตยาหอมมีการนำถังบรรจุถสารหนูตั้งไว้ โดยไม่ทราบว่ามีการนำไปใช้ในการผลิตหรือไม่ จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2544 ได้ตรวจพบผลิตภัณฑ์ยาหอมดังกล่าวปนเปื้อนสารหนูจำนวนมาก จึงสั่งให้งดผลิตและให้เก็บออกจากท้องตลาดโดย อย. ไม่มั่นใจว่าผู้ผลิตเก็บจากตลาดหมดหรือไม่ ทั้งนี้ผู้บริโภคที่กินยาหอมกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องวิตกเกินไป เพราะมีสารปนเปื้อนแต่ยี่ห้อที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ยาหอมทั่วไปอีกกว่า 700 ยี่ห้อไม่มีการปนเปื้อน หากผู้ใดสงสัยสามารถตรวจร่างกายด้วยการเจาะเลือดได้ ยาเหล่านี้ตามตำรับจะใส่ชาด (วัตถุสีแดงชนิดหนึ่ง เป็นผงหรือเป็นก้อน ใช้ทำยาไทย) ชาดเป็นวัตถุสีแดงจากพืช มักใช้เป็นส่วนผสมสมุนไพรให้สีแดงในยาไทย ปัจจุบันหายากมาก จึงมีการนำกำมะถันแดงมาใช้แทน ซึ่งผู้ผลิตไม่ทราบว่ากำมะถันแดงคือสารหนู คาดว่าเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าตั้งใจทำผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนโทษของเภสัชกรนั้น มีความผิดฐานไม่อยู่ควบคุมการผลิต ขึ้นกับดุลยพินิจของศาลและกองประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

    พ.ญ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ข่าวนี้ออกมาในระหว่างที่มีการจัดงานชุมนุมแพทย์แผนไทย ทำให้มีผลกระทบกับบริษัทยาไทยและยาหอมที่ขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณกับ อย. อีก 700 กว่าตำหรับ ฉะนั้นบริษัทยาใดที่ต้องการให้มีการตรวจยาหอมให้รีบนำตัวอย่างมาให้สถาบันการแพทย์แผนไทยเพื่อตรวจตำรับยาไทยเป็นการด่วนแล้ว

    นาง สุดารัตน์เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อย.ตรวจพบว่ามีการใส่สารหนูในยาหอมบางยี่ห้อมากเกินมาตรฐาน ได้สั่ง อย. ให้บริษัทยาเก็บผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนออกจากตลาดภายใน 30 วัน กระทรวงสาธารณะสุขอนุญาตให้มีการปนเปื้อนสารหนูในผลิตภัณฑ์ได้ไม่เกิน 4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม(4ppm)

พิษวิทยาสารฉบับนี้จึงขอนำเรื่องความเป็นพิษมาเสนอดังต่อไปนี้

     

สารหนูหรืออาร์เซนิก (Arsenic, As)

    อาร์เซนิกเป็นธาติกึ่งโลหะ มีน้ำหนักอะตอม 74.91 อยู่ในหมู่ห้าเอ (VA) ของตารางธาตุ มีเลขออกซิเดชัน (oxidation number) +3, +5 และ -3

     

แหล่งเกิดในสิ่งแวดล้อม 

    สารหนูพบได้ทั่วไปในสารปราบศัตรูพืชในรูปของสารประกอบเช่น ตะกั่วอาร์ซีเนต (lead arsenate), แคลเซี่ยมอาร์เซเนต (calcium arsenate), ทองแดงอาร์เซเนต (copper arsenate, หรือ paris green), ทองแดงอาร์เซไนท์ (copper arsenite) และ ไดโซเดียม เมทิลอาร์เซเนต (disodium methyl arsenate), พืชผักผลไม้, ใบยาสูบที่พ่นสารฆ่าแมลงพวกมีสารหนูจึงอาจมีสารหนูเป็นพิษตกค้างอยู่ได้, ในปลาน้ำจืดและปลาทะเลสามารถสะสมสารหนูได้เช่นกัน, ยาฆ่าพยาธิและยารักษาโรคซิฟิลิส (syphilis) บางชนิดยังมีสารหนูอินทรีย์เป็นส่วนประกอบด้วย

    สารหนูที่เป็นเกลืออนินทรีย์ จะมีพิษร้ายแรงกว่าธาตุสารหนูบริสุทธิ์ (As) หรือสารหนูอินทรีย์ ซึ่งแตกตัวเป็นไอออนไม่ได้ แต่สารหนูอินทรีย์บางชนิดอาจเกิดออกซิเดชัน (oxidation) เป็นเกลืออนินทรีย์ได้เมื่อเข้าไปในร่างกาย ดังนั้นการใช้ยาที่มีสารหนูเป็นส่วนประกอบอาจมีพิษแทรกซ้อนได้ง่าย

    สารประกอบอีกชนิดหนึ่งของ As ที่เป็นพิษร้ายแรงมากและระเหยง่ายคือ อาร์ซีน (arsine) ซึ่งมีสูตรทางเคมีเป็น AsH3 เป็นก๊าซไม่มีสี แต่กลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นกระเทียม หนักกว่าอากาศ2.7เท่า ติดไฟง่ายหากถูกความร้อน จะกลายเป็น As และ อาร์ซีนอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อกรดถูกกับโลหะซึ่งมี As ปะปนอยู่ H2 ที่เกิดขึ้นจะรวมกับ As ทันที ได้ AsH3 อาร์ซีนนี้อาจเกิดจากขั้วแบตเตอรรี่ที่มี As เจือปนและแช่อยู่ในกรดซัลฟิวริก (sulfuric acid, H2So4) ก็ได้ ความเข้มข้นของ AsH3 ในอากาศเพียง 30ส่วนในล้านส่วน จะทำให้เกิดอาการพิษสารหนูในคนได้

 

การระบาดของพิษสารหนู

    ในประเทศญี่ปุ่นเคยมีการระบาดของพิษสารหนูซึ่งปะปนอยู่ในแป้งนมผงสำหรับเลี้ยงเด็ก เมื่อปี พ.ศ. 2498 เด็ก จำนวนมากใน 27 จังหวัดรอบ ๆ เมืองโอกายาม่า (Okayama) ล้มป่วยโดยมีอาการท้องร่วง เป็นไข้ ผิวหนังมีจุดสีดำทั่วตัว เด็กหมื่นกว่าคนที่กินนมผงมีสารหนูปนเข้าไปนั้น มีเด็ก 135 คนเสียชีวิตจากพิษของสารหนู

    สาเหตุการปนเปื้อนสารหนูในนมผงเลี้ยงเด็กครังนั้นเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากบริษัท โมรินากา ที่เมือง โตกูชิม่า (Tokushima) ได้ผลิตแป้งนมที่ไม่ค่อยละลายน้ำ บริษัทจึงเติมเกลือไดโซเดียมฟอสเฟต (disodium phosphate) ลงไป เพื่อต้องการให้แป้งนมละลายน้ำได้มากขึ้น แต่เกลือฟอสเฟตที่ใช้นั้นอยู่ในเกรดต่ำ (สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเคลือบโลหะ) และมีสารหนูปนอยู่ประมาณ 0.0001-0.01 % ในรูปของเกลือโซเดียมของอาร์เซนิกออกไซด์ (Na3AsO4) พนักงานของโรงงานไม่ได้ควบคุมคุณภาพโดยการตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเคมีเสียก่อน เมื่อนำเกลือฟอสเฟตนี้ไปผสมนมผง ทำให้มีสารหนูในแป้งนมมีความเข้มข้นมากในระดับ 25.4-38.1 ส่วนในล้านส่วน เด็กที่กินนมผงที่มีพิษนี้จึงเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อผู้ปกครองเด็กที่ล้มป่วยและเสียชีวิตได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย บริษัทผลิตแป้งนมได้ยอมรับผิดและยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ปกครองของเด็กทุกคนที่ได้รับเคราะห์กรรมจากการกินแป้งนมมีพิษนี้เข้าไป

    ต่อมาเมื่อมีการตรวจสุขภาพของกลุ่มเด็กชาย และเด็กหญิง อายุประมาณ 17-18 ปี ที่เคยกินแป้งนมที่มีสารหนูปะปนเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา พบว่าร่างกายของพวกเขายังคงมีความผิดปกติ และแตกต่างจากเด็กกลุ่มอื่น  ดังนี้ ความสูงน้องกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 2-3 ซม., เด็ก 12-14 %มีโปรตีนในปัสสาวะ, เด็ก 14% มีคลื่นสมอง (ECG) ผิดปกติ, เด็ก 17.7 % มีประสาทหูไม่ดี ฟังได้ยินไม่ถนัด, เด็ก 20.6 % มีความสามารถทางสติปัญญา (I.Q.)น้อยกว่าระดับเฉลี่ย สารหนูที่มีพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหารอักเสบ (inflammation of the stomach) อย่างเฉียบพลัน และยังคงมีผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกายด้วย

 

ผลต่อระบบพันธุกรรม

    ในทางกรรมพันธุ์ ไอออนของสารหนูสามารถรบกวนการทำงานทางชีวเคมีของ ดีเอ็นเอ(DNA) และ อาร์เอ็นเอ (RNA) โดยไอออนของสารหนูสามารถจับหมู่ –OH ของฟอสเฟตในกรดนิวคลีอิก (nucleic acid) ได้อย่างแน่นหนา การจับทำให้อิเล็กตรอนมาถูกดึงไว้ที่ใกล้อะตอมออกซิเจน และอะตอมของฟอสฟอรัส มีประจุเป็นบวกมากขึ้น ทำให้ พันธะเอสเทอร์ (ester bond) ระหว่างหมู่ฟอสเฟตกับ -OH ของน้ำตาลเพนโตส (pentose) สามารถสลายได้ง่าย ขึ้นโดยปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis) มีผลเสียต่อทรานเฟอร์-อาร์เอ็นเอ (t-RNA) อาจทำให้มีการตัดโมเลกุล t-RNA เปลี่ยนรูปร่างของโครงแบบ (conformation) จนหมดความสามารถในการพากรดอะมิโนไปเกาะรวมกันที่ไรโบโซม (ribosome) จึงถือได้ว่าสารหนูเป็นสารก่อกลายพันธุ์ (mutagen) และสารก่อมะเร็ง (carcinogen) ชนิดหนึ่ง

 

อวัยวะเป้าหมายและการขับพิษของสารหนู

    อวัยวะเป้าหมายที่สารหนูกระจายไปคือ เส้นผม ขน เล็บ และสมอง ผู้ที่ได้รับสารหนูเข้าไปมักจะปรากฏมีรอยแถบสีขาวบนเล็บมือและเล็บเท้า แสดงถึงการหยุดชะงักของการเจริญเติบโตของเล็บนั่นเอง สารหนูจะขับถ่ายทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ภายใน 2-8 ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับเข้าไป แต่ถ้ามีการสะสมไว้นานและได้รับในประมาณมาก อาจใช้ระยะเวลานาน ถึง 70วัน สารหนูจึงจะหมดไปจากกระแสเลือด

     

กลไกความเป็นพิษ

    สารประกอบของสารหนูที่มีเลขออกซิเดชัน +3(As3+) รวมตัวทางเคมีกับหมู่ซัลฟ์ไฮดริล (sulfhydryl group,-SH) ของโปรตีนหรือเอนไซม์ รวมทั้งกลูตาไธโอน(glutathione), ซีสเตอีน (cysteine) ในเซลล์ได้ดีทำให้ระบบออกซิเดชัน-รีดักชัน (oxidation-reduction) และเมแทบอลิซึมของเซลล์เปลี่ยนแปลงผิดไปจนเซลล์ไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติ จึงเกิดความเจ็บป่วยขึ้น อาร์ซีน (Arsine, AsH3) เป็นก๊าซพิษ ในทำนองเดียวกับสารอาร์เซไนท์ (arsenite) และอาร์เซเนต (arsenate) คือสามารถรวมกับหมู่ – SH ของเอนไซม์สำคัญที่มีหมู่ –SH หลายชนิด ซึ่งจำเป็นต่อวิถีไกลโคไลซิล (glycolysis) ในเมเทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate metabolism) และไอออนของสารหนูอาจขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ไพรูเวตดีไฮโดรจีเนส (pyruvate dehydrogenase), ซักซิเนตไฮโดรจีเนส ( succinate hydrogenase), เฮกโซไคเนส (hexokinase) ฯลฯ ความเป็นพิษอีกอย่างหนึ่งคือ AsH3สามารถ รวมตัวกับฮีโมโกลบิน (hemoglobin) แล้วมีการออกซิเดชันซึ่งเป็นโทษต่อเม็ดเลือดแดงทำให้เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) และยังมีผลตามมาคือการทำลายของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

    กลไกความเป็นพิษของสารหนูต่อร่างกายเกิดขึ้นเข่นเดียวกับโลหะมีพิษอื่น เช่น ตะกั่ว และปรอท สารหนู สามารถรวมกับสารหมู่ซัลฟ์ไฮดริล (sulfhydryl group,-SH)ใน R-SH ของโมเลกุลโปรตีน (proteins), พอลิเพปไทด์ (polypeptides), เอนไซม์ (enzymes), กรดไลโปอิก (lipoic acid), โคเอนไซม์ เอ (coenzyme A), ซีสเตอีน (cysteine), และกลูตาไธโอน (gultathione) ได้อย่างดีมาก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เป็นดังนี้

     

สารหนู (As3) + 3 โปรตีน –SH      ------------------------------------->โปรตีน S-As-Sโปรตีน

                                                                                             

                                                                                                S –โปรตีน

                                                                                                 โปรตีนที่เสียสภาพธรรมชาติ

 

รูปที่ 1 ปฏิกิริยาการรวมหมู่ซัลฟ์ไฮดริลของโปรตีนหรือเอนไซม์กับไอออนของสารหนู (As3+)

สรุป

    สารหนูเป็นสารพิษและสารต้องห้ามในอาหาร น้ำ ยา และสิ่งที่เราต้องบริโภคทั้งหลาย ในสมัยก่อนเนื่องจากความรู้จำกัด อาจไม่คิดว่าสารหนูและปรอทจะมีพิษร้ายแรง จึงนำมาสารโลหะทั้งสองชนิดผสมเข้ากับนาแผนโบราณไทย ต่อมาพบว่า สารดังกล่าวเป็นพิษและอันตรายต่อสุขภาพ จำเป็นต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดเราอาจไม่กลัง เพราะความเป็นพิษต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผลของความเป็นพิษต่อระบบประสาท ในร่างกายความจริงแล้ว สารหนูยังมีพิษน้อยกว่าโลหะอื่น ๆ ซึ่งเป็นพิษและอาจทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม นิกเกิล เบอริลเลียม และซีเลเนียม การปนเปื้อนของสารโลหะรวมกันยิ่งจะทำให้ความเป็นพิษมากขึ้น ฉะนั้น นอกจากสารหนูแล้ว เราจะต้องระวังสารโลหะหนักทุกชนิดด้วย ที่อาจปนเปื้อนในอาหาร น้ำ อากาศ พืช ยาสมุนไพร เครื่องสำอาง

 

เอกสารอ้างอิง

  1. มตรี สุทธจิตต์ (2531) สารพิษรอบตัวเรา สาเหตุกลไกการเกิดพิษและการป้องกัน โรงพิมพ์ดาวคอมพิวกราฟิค, เชียงใหม่, หน้า 93-95

  2.  Styblo M, Del Razo LM, LeCluyse EL, Hamilton GA, Wang C, Cullen WR (1999) Metabolism of arsenic in primary cultures of human and rat hepatocytes. Chem Res Toxicol. 12:560-565

  3. Styblo M, Vega L, Germolec DR, Luster MI, Del Razo LM, Wang C (1998) Metabolism and toxicity of arsenicals in cultured cells. In: Chappell WR, Abernathy CO, Calderon RL, eds. Arsenic Exposure and Health Effects. Proceedings of the 3rd international conference on Arsenic Exposure and Health Effects, July 12-15, 1998, San Diego, California, Elsevier, NY, pp.311-323.

  4. Website: http://es.epa.gov/ncer/progress/grants/97/arsenic/styblo99.html

  5.  


Back to top