H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการตรวจวิเคราะห์
วิธีวิเคราะห์ที่เป็นมาตรฐาน
Diagnostic kit
 


   
การตรวจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ

การตรวจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ
      จะทราบได้อย่างไรว่าเราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเข้าแล้ว โดยทั่วไปแพทย์ก็จะเริ่มจากการซักประวัติอาการ ความเป็นมาก่อนเกิดอาการ ประวัติการได้รับวัคซีน จนถึงประวัติการได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด การตรวจดูอาการภายนอกร่างกาย การเอ็กซเรย์ และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจทางเคมีคลินิก การตรวจภาวะการแข็งตัวของเลือด การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา ตลอดจนการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น ซึ่งมีเทคนิควิธีดังนี้

การตรวจทางเคมีคลินิค

  1. การตรวจหาภาวะการอับเสบของเซลตับ โดยตรวจหาปริมาณเอนไซม์ 2 ชนิด ได้แก่ Iaanine aminotransferase (ALT) หรือ serum glutamic pyruvic transferase (SGPT) และ aspartate aminotransferase (AST) หรือ serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT) ในคนที่ปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง 30-40 IU/L เมื่อเซลตับผิดปกติไป จะมีเอนไซม์ทั้งสองชนิดรั่วออกมาจากเซลเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้พบปริมาณที่มากขึ้น การตรวจปริมาณเอนไซม์ทั้งสองชนิดนี้ไม่จำเพาะกับตับเท่านั้น เนื่องจาก สามารถตรวจพบได้ในเซลชนิดอื่นๆ ของร่างกายเช่นกัน

  2. การตรวจหาปริมาณ bilirubin เป็นการตรวจหาความสามารถของตับในการกำจัดสารที่ไม่ต้องการ หลังจากเม็ดเลือดแดงแตก ในคนปกติมีค่าต่ำกว่า 1.1 mg/dl

  3. การตรวจหาปริมาณ alkaline phosphatase (AP) ใช้ทดสอบดูภาวการอุดตันของท่อน้ำดี ถ้าสาเหตุเกิดจากตับ ระดับเอนไซม์ alkaline phosphatase จะมีค่าสูงขึ้น เอนไซม์ชนิดนี้ไม่จำเพาะต่อตับ

  4. การตรวจหาปริมาณ gamma-glutamyl transferase (GGT) เป็นเอนไซม์ที่พบมากที่เซลตับ แต่อาจพบได้ที่เซลชนิดอื่นด้วย จึงไม่มีความจำเพาะเจาะจงมากนัก

  5. การตรวจหาปริมาณ albumin เนื่องจาก albumin เป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นที่ตับ ถ้าตับมีความผิดปกติปริมาณ albumin ในเลือดจะลดลงต่ำกว่าปกติ


การตรวจภาวะการแข็งตัวของเลือด
      เนื่องจาก prothrombin เป็นโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งสร้างจากตับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติที่ตับ จะทำให้ขาด prothrombin ระยะเวลาที่เลือดแข็งตัว prothrombin time (PT) จึงยาวนานขึ้นกว่าปกติ


การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา
      เป็นการตรวจหาสารที่เป็นองค์ประกอบของตัวเชื้อไวรัส (antigen) หรือหาโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัส (antibody) วิธีที่นิยมในปัจจุบันใช้หลักการ Enzyme immunoassay (EIA) ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูง เพื่อดูปฏิกิริยาระหว่าง antigen และ antibody ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายในรูปชุดน้ำยาตรวจวิเคราะห์สำเร็จรูปที่สามารถทำโดยบุคลากรในห้องปฏิบัติการเอง หรือใช้เครื่องมือัตโนมัติ ทั้งที่ผลิตในประเทศไทย และนำเข้าจากต่างประเทศ

  1. ไวรัสตับอักเสบเอ สามารถตรวจหาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ 2 ชนิด ได้แก่ Anti HAV IgM เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นในระยะแรกของการติดเชื้อ บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเฉียบพลัน ถ้าตรวจพบจะแสดงว่าขณะนั้นร่างกายกำลังมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเออยู่ Anti HAV total ab เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นในระยะแรก และระยะหลังของการติดเชื้อ บ่งบอกว่าร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอขึ้นแล้ว หรือเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมาก่อน ภูมิคุ้มกันชนิดนี้สามารถอยู่ได้ตลอดไป

  2. ไวรัสตับอักเสบบสามารถตรวจหาส่วนประกอบของเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเชื้อทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ HBsAg เป็นโปรตีนส่วนประกอบที่ผิวของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเฉียบพลัน ถ้าตรวจพบจะแสดงว่าขณะนั้นร่างกายกำลังมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ หรือเป็นพาหะของเชื้อ Anti HBs เป็นภูมิคุ้มกันต่อส่วนผิวของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ที่ร่างกายสร้างขึ้นในระยะแรกของการติดเชื้อ บ่งบอกว่าร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีขึ้นแล้ว หรือเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน Anti HBc IgM เป็นภูมิคุ้มกันต่อส่วนแกนกลาง (core) ของเชื้อ ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นในระยะแรกของการติดเชื้อบ่งบอกว่าเพิ่งได้รับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี Anti HBc total Ab บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเฉียบพลันหรือเรื้อรัง HbeAg เป็นโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี บ่งบอกภาวะที่เชื้อกำลังมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอยู่ และสามารถแพร่สู้ผู้อื่นได้ Anti HBe บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเรื้งรัง หรือแสดงถึงภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลังการติดเชื้อ

  3. ไวรัสตับอักเสบซี สามารถตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยตรวจหา Anti HCV ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนิด IgG ถ้าตรวจพบจะบ่งบอกถึงภาวะการติดเชื้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการติดเชื้อเฉียบพลัน และเรื้อรัง เนื่องจากผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ดังนั้นกรณีที่ตรวจพบ Anti HCV ในเลือดผู้บริจาคจะบ่งชี้ถึงภาวะที่มีเชื้อในกระแสเลือด และสามารถแพร่สู่บุคคลอื่นได้ ในกลุ่มที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ ผลการตรวจ Anti HCV มีโอกาสเป็นผลบวกปลอมได้ จึงควรทำการตรวจยืนยันทุกราย โดยใช้เทคนิค Recombinant immunoblot assay (RIBA) เป็นหลักการที่ใช้ HCV encoded recombinant antigens และ synthetic peptides บนแถบ nitrocellulose ตรวจหา antibody ที่จำเพาะต่อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งปัจจุบันมีชุดน้ำยาสำเร็จรูปสำหรับตรวจยืนยัน Anti HCV จำหน่าย

  4. ไวรัสตับอักเสบดี ใช้วิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบดี ได้แก่
    Anti HDV IgM บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเฉียบพลัน
    Anti HDV total ab บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเฉียบพลันและเรื้อรัง

  5. ไวรัสตับอักเสบอี ใช้วิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบอี ได้แก่
    Anti HEV IgM บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเฉียบพลัน
    Anti HEV IgG บ่งบอกว่าร่างกายเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว

  6. ไวรัสตับอักเสบจี ในขณะนี้ยังไม่สามารถพัฒนาวิธีการตรวจทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา

การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตับอักเสบ
      การตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เป็นการยืนยันภาวะการติดเชื้อได้ เนื่องจากปริมาณของสารพันธุกรรมของเชื้อที่ปนอยู่ในเลือดมีน้อยมาก การตรวจต้องใช้วิธีการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรม โดยใช้หลักการ Polymerase chain Reaction สำหรับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซี ดี อี และ จี เป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นชนิด RNA ใช้หลักการ RT PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction) ในการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรม ส่วนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นชนิด DNA จะใช้หลักการ PCR (Polymerase Chain Reaction) เพื่อเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรม ส่วนของ RNA หรือ DNA ที่ถูกคัดเลือกเพื่อเพิ่มปริมาณจะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี อี และ จี สามารถมองเห็น RNA หรือ DNA ที่เพิ่มจำนวนแล้วได้โดยการทำ agarose gel electrophoresis แล้วย้อมดูโดยใช้สารเรืองแสง ultraviolet

การเตรียมตัวอย่างเพื่อส่งตรววจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบทางห้องปฏิบัติการ
สำหรับการตรวจทางเคมีคลินิค ให้เจาะเลือดผู้ป่วยจำนวน 5 มิลลิลิตร ปั่นแยกเก็บเฉพาะซีรั่มเพื่อส่งตรวจ ALT, AST, bilirubin และ alkaline phospatase ถ้ายังไม่สามารถตรวจได้ทันทีสามารถเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส

สำหรับการส่งตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา
      ให้เจาะเลือดผู้ป่วยจำนวน 5 มิลลิลิตร ปั่นแยกเก็บเฉพาะซีรั่มเพื่อส่งตรวจ

ไวรัสตับอักเสบเอ ได้แก่ Anti HAV IgM และ Anti HAV total ab
ไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ HBaAg, Anti HBs, Anti HBc IgM, Anti HBc total , HBeAg, Anti HBe
ไวรัสตับอักเสบซี ได้แก่ Anti HCV
ไวรัสตับอักเสบดี (ตรวจเฉพาะผู้ป่วยรายที่พบไวรัสตับอักเสบบี) ได้แก่ Anti HDV IgM และ Anti HDV total
ไวรัสตับอักเสบอี ได้แก่ Anti HEV IgM และ Anti HEV IgG
แต่ถ้ายังไม่สามารถตรวจได้ทันทีสามารถเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส

การส่งตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตับอักเสบ
      เจาะเลือดผู้ป่วยจำนวน 5 มิลลิลิตร ปั่นแยกเก็บเฉพาะซีรั่มเพื่อส่งตรวจ HAV RNA, HBV DNA, HCV RNA, HEV RNA และ HGV RNA
แต่ถ้ายังไม่สามารถตรวจได้ทันทีสามารถเก็บในตู้แช่แข็งอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า

จุฑามาศ ศิริปาณี
ฝ่ายไวรัสตับอักเสบ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

ที่มา: จดหมายข่าวสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 กันยายน-ตุลาคม 2547