H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
 


   
Mycoplasma pneumoniae

ผู้เรียบเรียง: วิมล เพชรกาญจนาพงษ์, ปรด. (เทคนิคการแพทย์) โทรศัพท์: 02589-9850-8 ต่อ 99446
สถาบันวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

      Mycoplasma pneumoniae เป็นแบคทีเรียขนาดเล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและล่างที่พบได้บ่อยในเด็ก ทำให้เกิดอาการไอ เป็นไข้ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม และเป็นสาเหตุการติดเชื้อในกลุ่มอาการ Primary atypical pneumonia ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่ค่อยรุนแรงจึงมักเรียกว่า walking pneumonia เชื้อ M. pneumoniae จัดอยู่ใน Class Molicutes, Order Mycoplasmatales, Family Mycoplasmataceae, genera Mycoplasma เชื้อในจีนัสนี้ที่พบก่อโรคในคนได้แก่

M. pneumoniae ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ
M. hominis ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ สามารถตรวจพบในเลือด ส่วนใหญ่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อหลังคลอด
M. genitalium เป็นสาเหตุของโรคท่อปัสสาวะอักเสบ แบบหนองในเทียม

      มัยโคพลาสมาพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นพวก Facultative anaerobe มีชีวิตแบบ free living สามารถก่อโรคได้ในคน สัตว์และ พืช มีขนาดเซลล์เล็กมากประมาณ 0.2–1.0 ไมโครเมตร ไม่มีผนังเซลล์ มีเยื่อหุ้มเซลล์หนา เป็นพวกโคเลสเตอรอล มีรูปร่างไม่แน่นอน เช่น กลม รี แท่ง เกลียวเส้นยาวหรือคล้ายผลฝรั่ง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและแรงดันออสโมติคของอาหารเลี้ยงเชื้อและระยะเวลาการเลี้ยงเชื้อ (รูปภาพที่ 1)


รูปภาพที่ 1 ลักษณะของเชื้อมัยโคพลาสมา เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน 8


การติดต่อ

       M. pneumoniae  ติดต่อได้ทางระบบทางเดินหายใจ การระบาดของโรคเกิดขึ้นได้ง่ายมักเกิดในกลุ่มเล็กๆ การติดเชื้อเนื่องจากการสัมผัสใกล้ชิดรับละอองการไอหรือจามของผู้ป่วย มักพบการระบาดในชุมชน เช่น คนในครอบครัวเดียวกัน โรงเรียน โรงพยาบาล ค่ายทหาร เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไปแล้วจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-4 สัปดาห์

อาการ

       ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูงกว่า 38 °ซ มีอาการไอแห้ง ๆ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ครั่นเนื้อตัว ปวดเมื่อยตัว ปวดศรีษะ การตรวจร่างกายพบว่ามีเสียงของปอดผิดปกติ (crepitation หรือ wheezing ) เกือบทุกรายและอาการเป็นติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ อาการไข้อาจหายก่อนแต่การไอจะยังเป็นอยู่มากกว่า 3 สัปดาห์ แล้วอาการจะค่อยๆหายเองโดยไม่ต้องรักษา ยกเว้นผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อน อาจทำให้เกิดการติดเชื้อนอกระบบทางเดินหายใจได้ เช่น สมองและไขสันหลัง เยื่อบุหัวใจอักเสบ myocardial infraction 11


รูปภาพที่ 2 แสดงอาการและตำแหน่งการติดเชื้อมัยโคพลาสมา

การวินิจฉัยโรค

       การวินิจฉัยเบื้องต้นต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย ภาพรังสีทรวงอก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โรคนี้หายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาต้านจุลชีพ แต่ถ้าเป็นรุนแรงอาจถึงเสียชีวิตได้เหมือนกัน เนื่องจากอาจมีโรคแทรกซ้อน ยาต้านจุลชีพที่ใช้ได้แก่ Erythromycin, Tetracycline, Fluoroquinolones

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

      การเพาะเชื้อ M. pneumoniae  มีการแบ่งตัวแบบ binary fission ระยะเวลาการแบ่งตัวช้า และต้องการอาหารพิเศษ เช่น Mycoplasma pneumoniae  medium agar, PPLO medium หรือ Biphase medium การแบ่งตัวในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวในภาวะที่เหมาะสมใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง การเจริญบนอาหารเลี้ยงเชื้อแบบแข็งใช้เวลา 10-14 วันในการสร้างโคโลนี โคโลนีมีลักษณะเป็นรูปไข่ดาว (Fried–egg appearance ) ขนาดเล็กไม่เกิน 1-2 มิลลิเมตร การเพาะเชื้อ M. pneumoniae  ไม่เป็นที่นิยมเพาะใช้เวลานาน และราคาแพง

      การตรวจสารพันธุกรรม Polymerase chain reaction ( PCR ) เป็นวิธีที่มีความไว (65-100%) และความจำเพาะสูง (90-100%) ในการตรวจ DNA ของ M. pneumoniae  จากตัวอย่าง โดยเทคนิค Nested PCR และ Real-time PCR ให้ผลการวินิจฉัยได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่าวิธีอื่น primer ที่มีผู้ศึกษามากได้แก่ 16S rRNA และ P1 adhesion gene

      การตรวจทางน้ำเหลืองวิทยา

          Complement fixation test (CF) เป็นการตรวจแอนติบอดีจำเพาะทั้ง IgG และ IgM วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อเมื่อผู้ป่วยมีระดับแอนติบอดีสูงขึ้นกว่าเดิม 4 เท่าขึ้นไป โดย acute phase serum และ convalescent phase serum ห่างกัน 2-3 สัปดาห์ ในกรณีเจาะเลือดครั้งเดียวควรมีไตเตอร์ 1:64 หรือมากกว่า

          Enzyme immunoassay (EIA) ตรวจแอนติบอดีจำเพาะได้ทั้งชนิด IgM และ IgG ในสัปดาห์แรกของการป่วยพบมี IgM ขึ้นสูงร้อยละ 80 เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการศึกษาอุบัติการของโรคในซีรัมเดี่ยว

          Particle agglutination test เป็นการตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อ M. pneumoniae โดยแอนติบอดีในซีรัมจะทำปฏิกริยา Agglutination กับ gelatin particles ที่เคลือบด้วย M. pneumoniae  antigen ทั่วไปใช้เกณฑ์ตัดสินโรคเท่ากับหรือมากกว่า 1:40 บางรายงานใช้ 1:160 ในการแปลผลการติดเชื้อมัยโคพลาสมา หาก acute phase serum ให้ผลลบ ควรตรวจซ้ำโดยห่างจากครั้งแรก 2-3 สัปดาห์

          Cold agglutination test เป็นการตรวจแอนติบอดีแบบไม่จำเพาะ ซึ่งจะสูงขึ้น เมื่อ 7-9 วัน หลังจากการติดเชื้อและสูงสุดใน 4-6 สัปดาห์ ในคนปกติจะมีระดับแอนติบอดีไม่เกิน 1:32 และมากกว่า 50% ของผู้ที่ได้รับเชื้อ M. pneumoniae  จะพบ Cold agglutinin ไตเตอร์สูงกว่า 1:64 ขึ้นไปในการหาค่าครั้งเดียว หรือในซีรัมคู่จะมีไตเตอร์สูงกว่าซีรัมแรกมากกว่า 4 เท่า อาจจะพบ Cold agglutinin ในโรคอื่นด้วยเช่น lymphoproliferative disorders, infectious mononucleosis และโรคติดเชื้อ ซิฟิลิส ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น


รูปภาพที่ 3 อาการและระยะเวลาที่พบเชื้อหรือแอนติบอดีในผู้ติดเชื้อมัยโคพลาสมา
http://www.med.sc.edu:85/mayer/mycoplasma.htm


รูปภาพที่4 โคโลนีของ M.pneumoniae มีลักษณะเป็นรูปไข่ดาว (Fried-egg appearance)
ขนาดเล็กไม่เกิน 1-2 มิลลิเมตร มีลักษณะกลมสีเหลืองฝังอยู่ในอาหาร

การเก็บและการนำส่งตัวอย่าง

      การเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อ ตัวอย่างจากผู้ป่วยมักเป็น Throat swab, nasopharyngeal swab, sputum, pleural fluid, bronchoalveolar lavage ต้องนำส่งห้องปฏิบัติการทันที หรือเก็บสิ่งส่งตรวจไว้ที่อุณหภูมิ 4°ซ และนำส่งภายใน 1 วัน ตัวอย่างที่เป็น Swab ควรใส่ใน transport medium เช่น PPLO broth (yeast extract 10%, unheated horse serum (20%), glucose (1.5%), phenol red (0.002%) และ penicillin (1000 U/mL) หรือ 2SP, SP-4 transport medium

      การเก็บตัวอย่างตรวจสารพันธุกรรม เก็บสิ่งส่งตรวจจากระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกับการเพาะเชื้อ

      การเก็บตัวอย่างตรวจทางน้ำเหลืองวิทยา ควรเก็บเลือดผู้ป่วย 2 ครั้ง โดย acute phase serum และ convalescent phase serum ควรเก็บห่างกัน 2-3 สัปดาห์ ปั่นแยกซีรัมเก็บที่อุณหภูมิ 4°ซ หากตรวจภายในสัปดาห์ หรือหากต้องการเก็บไว้นานควรเก็บที่อุณหภูมิ –20°ซ และนำส่งห้องปฏิบัติการโดยใส่ในกล่องโฟมที่มีน้ำแข็งหรือ Icepack

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขให้บริการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อมัยโคพลาสมาด้วยการตรวจแอนติบอดีจากตัวอย่างซีรัมคู่

เอกสารอ้างอิง
  1. Forbes BA, Sahm DF, Weissfeld AS. Bailey & Scott’s Diagnostic Microbiology , Tenth Edition. Missouri: Mosby Inc; 1994.
  2. Robert M. Wadowsky, Elias A. Castilla, Stella Laus, Anita Kozy, Robert W. Evaluation of Chlamydia pneumoniae  and Mycoplasma pneumoniae  as Etiologic Agents of Persistent Cough in Adolescents and Adults. J Clin Microb 2002; 62: 637–640.
  3. Waris ME, Toikka P, Saarinen T, Nikkari S, et al. Diagnosis of Mycoplasma pneumoniae  Pneumonia in Children. J Clin Microb 1998; 36:3155–3159 .
  4. Wattanathum A, Chaoprasong C, Nunthapisud P, et al . Community-Acquired Pneumonia in Southeast Asia:The Microbial Differences Between Ambulatory and Hospitalized Patients. Chest 2003; 123: 1513-1517.
  5. Blackmore T K, Reznikov M and Gordon DL. Clinical utility of the polymerase chain reaction to diagnose Mycoplasma pneumoniae  infection. Pathology 1995; 27:177–181.
  6. Dorigo-Zetsma JW, Zaat SA J, Wertheim-van Dillen PME , Spanjaard L, Rijntjes J , van Waveren G, Jensen JS , Angulo AF, and Dankert J. Comparison of PCR, culture, and serological tests for diagnosis of Mycoplasma pneumoniae  respiratory tract infection in children. J Clin Microbiol 1999; 37:14–17.
  7. http://www.med.sc.edu:85/fox/spiro-neisseria.htm Microbiology and Immunology On-line, University of South Carolina.
  8. http://www.ncbi.nlm.gov/books/bv.fcgi?rid=mmed.chapter.1929. Medical Microbiology 4 th Edition , edited by Samuel Baron. The University of Texas Medical Branch at Galvesion.
  9. Higuchi ML, et al. Coinfection with Mycoplasma pneumoniae  and Chlamydia pneumoniae  in Ruptured Associated with Acute Myocardial Infraction. Arq Bras Cardiol 2003; 81: 12-22.


คำสำคัญ ( Keyword )
       มัยโคพลาสมา Mycoplasma pneumoniae  , atypical pneumonia