H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
 


   
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเอดส์

- ความหมายของโรคเอดส์ - การปฏิบัติตัวสำหรับญาติหรือผู้ใกล้ชิดต่อผู้ติดเชื้อเอดส์
- ประวัติการพบเชื้อเอดส์ - ไปเที่ยวหญิงโสเภณีและเป็นกามโรคจะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์มากน้อยเพียงใด
- ลักษณะโครงสร้างของเชื้อ HIV - คู่นอนของผู้ติดเอดส์มีโอกาสติดเอดส์มากน้อยเพียงใด
- วงจรชีวิตของ HIV (life cycle of HIV) - จะทราบได้อย่างไรว่าใครติดเอดส์
- HIV ทำให้เกิดโรคเอดส์ได้อย่างไร - ผู้ติดเชื้อเอดส์จะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใด
- HIV ทำลายระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร - การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักทำให้ติดเอดส์ได้หรือไม่
- กลไกการแตกทำลายเซลล์ CD4 - ผู้ชายหรือผู้หญิงใครติดเอดส์ได้ง่ายกว่ากัน
- เอดส์ติดต่อได้ทางใดบ้าง - คลินิกให้การบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ (คลินิกนิรนาม) ในกรุงเทพ และปริมณฑล
- เอดส์มีกี่ระยะ อะไรบ้าง - คลินิกให้การบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ (คลินิกนิรนาม) ในต่างจังหวัด
- ขั้นตอนการตรวจการติดเชื้อ HIV และวิธีการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี - หน่วยงานให้บริการด้านต่างๆ
- การกลายพันธ์ของ HIV เกิดจากอะไรและมีผลอย่างไรบ้าง - Web link
- การระบาดของเชื้อเอชไอวี - ข้อควรรู้ก่อนการตรวจเอดส์
- การพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์ - ใบยินยอมการตรวจเชื้อเอชไอวี
- การป้องกันและรักษาโรคเอดส์ - สิทธิของผู้รับการตรวจ
- ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอดส์ - หนังสือแสดงความยินยอมให้เจาะเลือดเพื่อตรวจเอดส์
- ถ้าสงสัยว่าติดเอดส์ควรตรวจเลือดเมื่อใด - ใบยินยอมให้แจ้งผลการตรวจเอดส์แก่บุคคลอื่น
- ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ - ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2538)

ความหมาย

      โรคเอดส์ (AIDS หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes) คือ โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถต่อสู้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่าคนปกติ

      A = Acquired หมายถึง สภาวะที่เกิดขึ้นมาภายหลัง ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด
      I = Immune หมายถึง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานของร่างกาย
      D = Deficiency หมายถึง ความเสื่อมลง
      S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการ หรืออาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง


ประวัติการพบเชื้อ HIV

      เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการโรคนี้ครั้งแรกในอเมริกา ผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อ Pneumocystis Carinii  ทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมาก่อน และไม่เคยใช้ยากดภูมิต้านทาน ต่อมาพิสูจน์ได้ว่า สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายไปติดเชื้อเพิ่มจำนวนในเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดระบบอิมมูนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อสู้ทำลายเชื้อโรคและเซลล์มะเร็งได้

      การระบาดของโรคนี้ สันนิษฐานว่าเริ่มจากประเทศในทวีปอัฟริกากลางในระหว่างปี พ.ศ. 2513-2523 และสามารถเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้จากคนเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 โดยคณะของ Dr. Luc Montagnier ในฝรั่งเศส เพาะเลี้ยงเชื้อได้จากต่อมน้ำเหลืองของชายรักร่วมเพศที่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต จึงให้ชื่อในครั้งแรกว่า LAV ย่อมาจาก Lymphadenopathy Associated Virus และเสนอชื่อในเวลาต่อมาว่า IDAVหรือ Immune Deficiency Associated Virus

      ต่อมาใน พ.ศ. 2527 คณะของ Dr. Robert Gallo สหรัฐอเมริกา สามารถแยกเชื้อไวรัสได้จากเม็ดเลือดขาวของคนไข้ที่มีอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ ตั้งชื่อว่า HTLV III โดยย่อมาจากชื่อเต็มว่า Human T-cell Lymphotropic Virus type III ทั้งนี้เนื่องจากคณะของ Gallo ได้แยกเชื้อ retrovirus type I, II ได้ก่อนหน้านี้

      ในปีเดียวกัน คณะของ Jay levy สหรัฐอเมริกาแยกเชื้อไวรัสจากผู้ป่วยโรคเอดส์และให้ชื่อว่า ARV หรือ AIDS related virus

      เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบเชื้อที่แยกได้ทั้ง 3 ตัวนี้แล้ว พบว่าเป็นเชื้อชนิดเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2529 คณะกรรมการศึกษา retrovirus จึงตั้งชื่อไวรัสเอดส์นี้ใหม่ว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV-1)

      ในปี พ.ศ. 2529 คณะของ Clavel ได้แยกเชื้อ HIV ที่มีลักษณะต่างไปจากเดิมประมาณ 50-60 % และตั้งชื่อสากลว่า HIV-2

      ในขณะนี้จึงมีเชื้อ HIV อยู่ 2 subtypes และมี variants ต่าง ๆ และมีเชื้อ HIV variant ตัวใหม่ (รหัส ANT70) แยกได้จากประเทศคามารูน ในอัฟริกาตะวันตก เมื่อ ปี พ.ศ. 2531 ที่มีลักษณะยีโนม และโปรตีนแตกต่างไป อาจจัดเป็น HIV-3 ในอนาคต

      สำหรับ HIV-1 มี 8 subtype คือ A-F, H และ O ในประเทศไทยพบว่า subtype ที่มีสำคัญคือ Bข และ E ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และทางเข็มฉีดยาตามลำดับ


ลักษณะโครงสร้างของ HIV


      HIV-1 เป็น RNA virus อยู่ใน Family : Retroviridae และอยู่ใน Subfamily : Lentiviridae, Genus : HIV มียีโนมเป็น positive sense และเป็น diploid คือมี RNA 2 copies ที่เหมือนกันอยู่ในไวรัสตัวเดียวกัน มีเปลือกหุ้ม (envelope) ยีโนมเป็น messenger RNA เมื่อเข้าไปในเซลล์สามารถแปลเป็นโปรตีนได้ทันที เปลือกหุ้มเป็น lipid bilayer ซึ่งเป็น plasma membrane ของ host cell และมี envelope glycoprotein ของไวรัสติดอยู่และมีปุ่มยื่นออกมาโดยรอบเรียกว่า surface protein (gp120) ส่วน core ประกอบด้วย capsid protein (p24) และมี RNA ของไวรัสอยู่ข้างในพร้อมทั้งเอนไซม์ต่าง ๆ capsid pol gene กำหนดการสร้างเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของไวรัส (replication) เช่น RT (RNA dependent DNA polymerase), RNase H, integrase และ protease ส่วน env gene กำหนดการสร้าง env protein ทำหน้าที่ในการ integrate เข้าไปใน host DNA

      เชื้อ HIV-1 มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับ HIV-2 แต่แตกต่างไปบ้างในส่วนของเอนติเจนดังแสดงในรูป

ตารางที่ 1 โปรตีนของ HIV-1 และ HIV-2

HIV-1
HIV-2
Gene
Gene products
Description
Gene products
Description
env
gp160
precursor gp
gp140
precursor gp
gp120
external gp
gp125
external gp
gp41
transmembrane gp
gp80
dimeric from of transmembrane gp
 
gp36
transmembrane gp
gag
p55
precursor
p56
transmembrane gp
p40
precursor
p26
core
p24
core
p16
matrix
p17
matrix
 
pol
p66
RT
p68
RT
p51
RT
p53
RT
p32
endonuclease
p34
endonuclease

ยีโนมของเชื้อ HIV
      ยีนของ HIV-1 มีขนาด 9 -10 KB จะทำหน้าที่ควบคุมการสร้างส่วนประกอบของไวรัส โดยแบ่งยีนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ยีนกำกับรูปร่าง (structural gene) ซึ่งประกอบด้วย
            1.1 env  gene สร้าง envelope protein คือโปรตีนที่ส่วน knob หรือ surface protein คือ gp120 และส่วนก้าน transmembrane protein คือ gp41 โดยสร้างเป็น precursor protein คือ gp 160 ส่วน gp120 เป็นส่วนที่เกิด mutation บ่อยและมีบทบาทเกี่ยวกับ cell tropism (การเข้าสู่เซลล์) และการเกิด syncytial cell (การรวมกลุ่มกันของเซลล์)
            1.2 gag  gene สร้าง core protein (p24) , matrix protein (p17) และ nucleocapsid protein (p7) โดยมี precuser protein คือ p55
            1.3 pol  gene ทำหน้าที่ในการสร้างเอนไซม์ RT, integrase และ protease ซึ่งได้แก่ p66 p51 และ p32

2. ยีนที่กำกับการทำงาน (regulatory gene)
ประกอบด้วย
            2.1 Positive regulatory genes คือ ทำให้ไวรัสแบ่งตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ยีน tat (transactivator of transcription) ยีน rev (Regulatorofvirion protein expression) สร้างโปรตีนไปควบคุมการสร้าง viral structural proteins และ vpr (Viral protein r) ทำหน้าที่กระตุ้นการเพิ่มจำนวนหรือการ transcription
            2.2 Negative regulatory genes จะควบคุมไวรัสไม่ให้แบ่งตัวมากเกินไป โดยยีน nef ซึ่งอาจเป็นตัวที่ทำให้เกิด latency
            2.3 ยีนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งการกระจายไวรัส (vpu = viral protein) มีผลต่อการสร้าง env protein และยีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อโรคของเชื้อ (virion infection factor)

3. Long terminal repeats (LTR)

            ในส่วนปลายทั้ง 2 ข้างของ proviral DNA จะมี segment ของยีนที่เหมือนกัน และทำหน้าที่ในการควบคุมยีนอื่น โดยเป็นตัวตั้งต้นให้มี viral gene transcription และให้หยุดการ transcribe mRNA การทำงานของ tat และ nef gene จะผ่านยีนใน LTR ซึ่ง LTR จะถูกกระตุ้นได้ด้วย cellular transcription factors เช่น NFKB, SP1 TF II ทำให้มี transcription เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า coinfection หรือ superinfection ของเซลล์ด้วยเชื้อ EBV, CMV, HBV และ HHV-6 จะกระตุ้นส่วน LTR ทำให้ HIV เพิ่มจำนวน


วงจรชีวิตของ HIV (life cycle of HIV)

1. Binding and entry
      ในระยะนี้ เชื้อไวรัสจะจับกับ plasma membrane ของเซลล์โดยใช้ envelop glycoprotein จับกับ receptor ต่าง ๆ บนผิวเซลล์ (เช่น CD4 หรือ chemokine receptor) จากนั้นส่วนที่เป็น core จะแทรกตัวเข้าไปภายใน cytoplasm ของเซลล์ และมี เอนไซม์ 3 ชนิด คือ RT, integrase และ protease

2. Uncoating and reverse transcription

      เมื่อ viral core เข้าไปอยู่ในเซลล์ ลำดับต่อมาจะเกิดการ uncoating คือ ปล่อยยีโนมและเอนไซม์ออกจาก core particle และเปลี่ยน RNA เป็น DNA โดยเอนไซม์ RT

3. Nuclear entry

      DNA จะเข้าไปในนิวเคลียสโดยผ่านทาง nuclear membrane โดยที่ proviral DNA จะ from complex กับโปรตีนต่าง ๆ เป็น preintegration complex ซึ่งมีเอนไซม์ integrase อยู่ด้วย

4. Integration and transcription
      เอนไซม์ integrase จะทำหน้าที่แทรก DNA ของไวรัสเข้าไปใน chromosome DNA ซึ่งมีตำแหน่งไม่แน่นอน ที่เราเรียกว่า provirus และอาจจะไม่แสดงอะไรออกมาเป็นปี ๆ จนกว่าจะมีสิ่งกระตุ้นจะเกิดการ transcription ของ proviral DNA โดยเอนไซม์ RNA polymerase II จาก host cell ไปเป็น viral RNA ซึ่งจะออกจากนิวเคลียสไปอยู่ใน cytoplasm

5. Translation, assembly and budding
      ภายใน cytoplasm ของเซลล์ proviral RNA ทำหน้าที่ 2 อย่างคือ เป็นยีโนม RNA ของไวรัสตัวใหม่ หรือเป็น mRNA ซึ่งจะถูก translate ไปเป็นโปรตีนต่าง ๆ ของไวรัส จากนั้นโปรตีนและยีโนม RNA จะรวมตัวกันเป็นอนุภาคไวรัสตัวใหม่ออกจากเซลล์โดย budding และใช้ plasma membrane ของ host cell เป็นเปลือกหุ้ม จากนั้นไวรัสก็จะสามารถเข้าไปติดเชื้อเซลล์ตัวอื่น ๆ ใกล้เคียงได้

      อีกกลไกหนึ่งที่ HIV เข้าเซลล์ได้ คือ โดยอาศัยแอนติบอดี (เรียก Enhancing Antibody) โดยแอนติบอดีต่อ HIV จะจับกับ HIV แล้ว Antibody - coated HIV จะถูก phagocyte ที่มี Fc Receptors จับกินเข้าไป โดยที่ไวรัสไม่ถูกทำลายใน phagocytes แต่กลับอาศัยอยู่ใน phagocytes นั้นเลย


HIV ทำให้เกิด AIDS ได้อย่างไร (HIV pathogenesis)

      เอดส์ เป็นระยะสุดท้ายของ HIV infection เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ (opportunistic infection) การดำเนินโรคของ HIV นับตั้งแต่เริ่มติดเชื้อใหม่ ๆ จะมีไวรัสมากในกระแสเลือด ต่อมาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทั้ง humoral immunity และ cellular immunity จะมีการทำลายไวรัสและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อซึ่งเป็นการจำกัดขอบเขตและการลุกลามของโรคแต่พอถึงระยะหนึ่งจะมีการลดลงของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 (T helper cell) ปัจจุบันพบว่ามีเซลล์อื่น ๆ ที่สามารถถูกติดเชื้อได้โดยไวรัส HIV เช่น macrophage, dendritic cell ใน lymph node เป็นต้น

       HIV จะเข้าสู่เซลล์จะอาศัย receptor ที่อยู่บนผิวเซลล์ คือ CD4 ซึ่งปัจจุบันพบว่า HIV ยังต้องอาศัย coreceptor อื่น ๆ เช่น CCR5, CXCR4 ซึ่งเป็น chemokine receptor จากการค้นพบ receptor ต่าง ๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำให้เกิดโรคของ HIV และนำไปสู่การรักษาโรคในอนาคต ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่ง HIV-1 ออกเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะของการเข้าเซลล์ คือ

            1. M - tropic virus (macrophage - tropic virus) จะเข้าสู่เซลล์โดยอาศัย CD4 และ chemokine receptor CCR5 เป็น coreceptor เป็นไวรัสที่ infect CD4 T cells และ macrophage และเป็นไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบในช่วงที่มีการติดเชื้อใหม่ ๆ และในระยะที่ไม่มีอาการ
            2. T- tropic virus (T cell - tropic primary virus) เป็นไวรัสที่เข้าสู่เซลล์โดยอาศัย CD4 และ chemokine receptor CXCR4 (fusin) เป็น coreceptor พบในระยะท้าย ๆ ของโรค และพบร่วมกับการลดลงของ CD4 Tcell และการดำเนินโรคในระยะที่เป็นเอดส์

      การค้นพบ receptor ใหม่ เมื่อตรวจสอบดู CCR5 พบว่ามีการกลายพันธุ์ในยีนนี้โดยที่มีการขาดหายไปของนิวคลิโอไทด์ 32 ตัว ทำให้ไม่มีการ express ของ CCR5 ที่ผิวเซลล์ ไวรัสจึงเข้าเซลล์ไม่ได้และพบในคนไข้บางรายที่มีการดำเนินโรคช้าจะมียีนของ CCR5 ข้างหนึ่งเกิดการกลายพันธุ์ (heterozygous CCR5)


HIV ทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร

       เมื่อก่อนเชื่อว่า HIV เป็น latent infection แต่ปัจจุบัน พบว่า HIV แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและ
ทำลายเซลล์ต่าง ๆ ของระบบภูมิคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งค้นพบ โดย Dr. David Ho โดยพบว่าร่างกายจะต่อสู้โดยการสร้างภูมิต้านทาน (antibody) ทำลายไวรัสและสร้าง cytotoxic T lymphocyte ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้ออยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน ทำให้คนไข้ไม่มีอาการปรากฏให้เห็นได้หลายปี จนกระทั่งไวรัสสามารถเอาชนะระบบภูมิคุ้มกันได้ และทำให้เกิดการบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันอย่างร้ายแรง ผู้ป่วยก็จะกลายเป็นเอดส์ ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของโรค สาเหตุที่ระยะระหว่างเริ่มติดเชื้อจนกระทั่งเป็นเอดส์มีระยะเวลาห่างกันหลายปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถต่อสู้กับไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่ HIV ก็มีการกลายพันธุ์สูง ทั้งนี้อาจเนื่องจากถูกแรงกดดันจากระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ไวรัสหนีระบบภูมิคุ้มกันได้เสมอโดยการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงรูปร่างใหม่จนระบบภูมิคุ้มกันจำไม่ได้ และเมื่อระบบภูมิคุ้มกันเริ่มรู้จักไวรัสตัวใหม่และเริ่มทำลายไวรัสก็จะมีรูปร่างใหม่ไปอีก การต่อสู่ระหว่างไวรัสกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะดำเนินไปเช่นนี้หลายปี ดูได้จากความสัมพันธ์ของ CTL กับ ปริมาณไวรัส viral load ซึ่งวัดโดยวิธี quantitative ผู้ป่วยที่มีปริมารไวรัสในกระแสเลือดต่ำจะมีการดำเนินโรคช้า จากการค้นพบดังกล่าวทำให้เกิดการรักษา HIV infection ใหม่ ๆ โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่า กดการสร้างหรือทำลายไวรัสให้มากที่สุดเพื่อให้โรคดำเนินไปช้าที่สุด โดยการให้ยาหลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน ที่สำคัญคือ protease inhibitor ซึ่งหลังจากนำมาใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ พบว่าสามารถกดการสร้างไวรัสได้และทำให้เกิดการดื้อยาน้อยลง


กลไกการแตกทำลายของ CD4 cells มีหลายทาง ได้แก่

      1. แตกทำลายโดยตรงใน CD4 infection cell เมื่อเชื้อเอชไอวีออกจากเซลล์โดยการ budding หลายตำแหน่งพร้อมกัน
      2. เกิดจาก fusion ของ gp 120 บนผิวเซลล์ที่ติดเชื้อกับ CD4 บนผิวเซลล์ที่ยังไม่ติดเชื้อ ทำให้รวมกันเป็น syncytial cell ทำงานไม่ได้และถูกทำลายไป
      3. เกิดจาก free gp 120 มาเกาะบนผิว CD4 และมีแอนติบอดีต่อ gp 120 มาจับอีกทีหนึ่งทำให้เซลล์ถูกทำลายโดย antibody-dependent cell-mediated cytotoxicity (CTL)
      4. เกิดจากกลไกทำลายเซลล์ตนเอง โดยพบ autoantibodies ต่อ MHC class II protein ในซีรัมผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีอาการป่วยในเวลารวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากมีลักษณะของ gp 120 ที่คล้ายกับบางส่วนของ MHC class II protein
      5. อาจเกิดจากการติดเชื้อบางอย่างร่วม เช่น mycoplasma ซึ่งจัดเป็น superantigen จับกับ T-cell receptor ทำให้เกิด T-cell dysfunction และเซลล์ตาย

ช่องทางการติดต่อที่สำคัญมี 3 ทาง คือ

      1. ทางเพศสัมพันธ์ (heterosexual) การร่วมเพศกับผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
      2. ทางเลือด (blood donor)
            2.1 ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยเฉพาะชนิดฉีดเข้าเส้น
            2.2 การรับเลือดหรืออวัยวะต่าง ๆ
      3. การติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์สู่ลูกที่อยู่ในครรภ์

โอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อจากแม่ประมาณร้อยละ 30 ปัจจุบันมีการใช้ยา AZT โดยให้ในหญิงที่มีอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ไปจนคลอด ซึ่งสามารถช่วยให้ทารกปลอดภัยจากการติดเชื้อเอดส์จากแม่ได้มากกว่าร้อยละ 50


ระยะของการติดเชื้อ HIV

      ระยะที่ 1 ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV infection)
ใน 2-3 สัปดาห์หลังการได้รับเชื้อ HIV จะมีอาการคล้ายไข้หวัด ต่อมน้ำเหลืองโต อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยอาจมีอาการน้อยมากจนผู้ป่วยไม่สังเกต

      ระยะที่ 2 ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (Asymptotic infection)
คนไข้จะไม่มีอาการใดเลย แต่ถ้าเจาะเลือดจะพบแอนติบอดี คือมีเลือดเอดส์บวกไปตลอดชีวิต แอนติบอดีจะเริ่มพบประมาณ 6-8 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ หรืออาจเนิ่นนานไปถึง 3 เดือนก็เป็นได้ ช่วงหลังจากการได้รับเชื้อและตรวจไม่พบแอนติบอดีเราเรียกว่า window period

      ระยะที่ 3 ระยะต่อมน้ำเหลืองโต (Persistent generalized lymphadenopathy, PGL)
ระยะนี้จะเกิดนานเท่าไรหลังจากรับเชื้อยังไม่ทราบแน่ชัด โดยต้องพบต่อมน้ำเหลืองโตตั้งแต่ 2 บริเวณขึ้นไปและมีขนาดตั้งแต่ 1 ซม. นานเกินหนึ่งเดือน

       ระยะที่ 4 ระยะติดเชื้อมีอาการ (Symptomatic HIV infection)

จะมีอาการพอสรุปได้ดังนี้
4.1 น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (ลดเกิน 10% ของน้ำหนักเดิม หรือเกิน 10 กิโลกรัม)
4.2 เป็นไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส เรื้อรังเกิน 4 สัปดาห์
4.3 ท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
4.4 เหงื่อออกตอนกลางคืนโดยไม่ทราบสาเหตุ
4.5 เชื้อราในช่องปาก
4.6 มีอาการทางประสาท หลงลืม
4.7 เป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่น ๆ
4.8 เป็นโรคเกี่ยวกับปอด
4.9 เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ที่พบคือ Kaposi's sarcoma คือเป็นมะเร็งเยื่อบุหลอดเลือด


ขั้นตอนการตรวจเลือด

ตรวจเลือดเอดส์ เขาตรวจอะไร ?
การตรวจว่ารับเชื้อเอดส์มาหรือไม่ มีวิธีตรวจได้ สองอย่าง คือตรวจแอนติเจนกับตรวจแอนติบอดี แต่การตรวจแอนติเจนนั้นยุ่งยาก ใช้เครื่องมือซับซ้อน ราคาแพง ใช้เวลานาน จึงไม่นิยมตรวจ เป็นตัวเลือกแรก เหมือนการตรวจแอนติบอดี ซึ่งตรวจได้ง่าย ราคาถูก ได้ผลเร็ว เชื่อถือได้ค่อนข้างแน่นอน ตรวจเลือดเอดส์มีกี่แบบ
      1. การตรวจคัดกรอง (screening test)
            เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ (antibody) เป็นการทดสอบที่มีความไวและความจำเพาะ โดยทั่วไปจะรายงานผลเป็นลบเมื่อตรวจเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าการทดสอบเป็นบวก ต้องทำการทดสอบเพิ่มเติมด้วยการทดสอบอื่น เพื่อยืนยันผลบวก การตรวจคัดกรองแยกตามหลักการทดสอบดังนี้
            1.1 อีไลซ่า (ELISA : Enzyme Linked Immunosorbent Assay)
      เป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลาย เหมาะกับการตรวจตัวอย่างจำนวนมาก ใช้เวลาในการวิเคราะห์ 2-3 ชั่วโมงต่อรอบของการทดสอบ
            1.2 Particle agglutination (PA)
      เป็นการทดสอบหาแอนติบอดีต่อเอชไอวีโดยอาศัยหลักการเกาะกลุ่มเม็ดเจล ซึ่งเคลือบด้วยแอนติเจนของเอชไอวีเมื่อจับกับแอนติบอดี อ่านผลภายใน 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามการเกาะกลุ่มอาจเกิดขึ้นอย่างไม่จำเพาะ สำหรับตัวอย่างที่มี hemolysis มาก จะอ่านผลได้ยาก นอกจากนี้ยังต้องระวังผลลบปลอม เมื่อมีแอนติบอดีมากเกินไป ทำให้อัตราส่วนการทำปฏิกิริยาไม่เหมาะสมทำให้เม็ดเจลไม่เกาะกลุ่ม อาจแก้ไขด้วยการเจือจางตัวอย่างมากขึ้น ต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลบวกเช่นเดียวกับการตรวจคัดกรองวิธีอื่น ๆ
            1.3 การทดสอบแบบรวดเร็ว (Rapid test)
      เป็นการทดสอบที่วิเคราะห์ผลการตรวจภายใน 3-15 นาที อ่านผลด้วยตาเปล่า นิยมใช้ในกรณีเร่งด่วน ไม่เหมาะกับการตรวจตัวอย่างจำนวนมาก ที่สำคัญ มีราคาแพง และอาจให้ผลบวกปลอม และผลลบปลอมสูงกว่าวิธี ELISA หรือ PA ไม่แนะนำให้ใช้ตรวจโลหิตบริจาค

      2. การทดสอบชนิดตรวจยืนยัน (Confirmatory test)
            เพื่อเป็นการยืนยันผลบวกที่ได้จากวิธีตรวจคัดกรอง เป็นวิธีที่มีความจำเพาะสูง บ่งบอกภาวะการติดเชื้อเอชไอวีที่แท้จริง จุดประสงค์เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการเกิดผลบวกปลอมโดยวิธีการตรวจคัดกรองขั้นแรก ไม่ใช้เป็นการตรวจยืนยันผลลบจากการตรวจคัดกรองน้ำยาที่ใช้ ได้แก่
            2.1 Western Blot (WB)
      เป็นวิธีที่ใช้เป็นมาตราฐานทั่วไป มีชุดน้ำยาสำเร็จรูปจำหน่ายโดยแผ่นเมมเบรนทดสอบมีแถบโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อเอชไอวีอยู่ ซึ่งมีขนาดต่าง ๆ ที่แยกกันตามขนาดด้วยวิธีอิเลคโตรโฟเรซีส การวิเคราะห์และอ่านผลทำได้สะดวก ใช้เวลา 6-24 ชั่วโมง ราคาแพงกว่าการทดสอบชนิดตรวจคัดกรอง ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้การตรวจโดยวิธีคัดกรองที่อาศัยหลักการต่างกัน 2 วิธีแทนการตรวจด้วย WB การตรวจด้วย WB ต้องทำตามคู่มืออย่างเคร่งครัด ควรระบุผลให้ชัดเจนว่า anti-HIV positive, negative หรือ Indeterminate สำหรับผล Indeterminate ต้องมีการติดตามเจาะเลือดเพื่อตรวจซ้ำ ซึ่งหากมีการติดเชื้อจริง ผลตรวจจะเปลี่ยนเป็นผลบวกหลังการตรวจครั้งแรกภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือน นอกจากนี้ WB ของบางบริษัทจะมีแถบแอนติเจน gp36 ของ HIV-2 อีกแถบหนึ่ง ต้องตรวจยืนยัน WB ที่จำเพาะสำหรับ HIV-2 อีกต่อไป
            2.2 Indirect Fluorescent Antibody Assay (IFA)
      เป็นวิธีตรวจยืนยันอีกวิธีหนึ่ง ได้มีการจัดเตรียมชุดน้ำยาจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ชุดน้ำยาประกอบด้วยสไลด์แก้วชนิดหลุม เคลือบด้วยเซลล์ MT-4 ที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 วิเคราะห์โดยแอนติบอดีในซีรัมทำปฏิกริยากับแอนติเจนของเชื้อเอชไอวีในเซลล์ แล้วตรวจจับด้วย anti-human IgG-FITC (conjugate) ซึ่งจะเรืองแสงเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ฟลูออเรสเซนต์ วิธี IFA มีความจำเพาะใกล้เคียงวิธี WB แต่มีความไวน้อยกว่าและจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์ในการอ่านผล
            2.3 Radioimmunoprecipitation assay (RIPA)
      เป็นวิธีตรวจยืนยันที่มีหลักการคล้ายกับวิธี WB วิธีการยุ่งยาก ต้องเลี้ยงเชื้อในอาหารที่มีกรดอะมิโนที่ติดฉลากด้วยสารรังสี ตกตะกอนแอนติเจนที่จับกับแอนติบอดีในซีรัม ด้วยโปรตีน A แยกโปรตีนด้วย SDS-PAGE และทำ autoradiography ต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูง และห้องปฏิบัติการกัมมันตภาพรังสี จึงไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย

      3. การทดสอบอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนา (Test under Research and development)
            3.1 HIV Antigen Test
      การทดสอบหา p 24 ในกระแสเลือด มีประโยชน์สำหรับการตรวจการติดเชื้อเริ่มต้น และการตรวจการติดเชื้อในทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี การตรวจโลหิตบริจาคอาจตรวจหาแอนติเจนเพิ่มเติมจากการตรวจแอนติบอดีเพื่อป้องกันความผิดพลาด ถ้ามีการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น ข้อจำกัดของการตรวจหาแอนติเจนคือ มีราคาแพง ความไวต่ำ และต้องทำการตรวจยืนยันซ้ำ และขณะนี้ยังมีบริษัทผลิตจำหน่ายน้อยราย ยังไม่มีมาตราฐานในการควบคุมคุณภาพ
            3.2 Line immunoassay
      เป็นการทดสอบที่คล้าย WB หากแต่ใช้แอนติเจนชนิดที่เป็น recombinant protein และ synthetic peptide เคลือบบนเมมเบรนโดยตรง และมี gp36 ของ HIV-2 เพิ่มอยู่ด้วย แต่ gp 36 แถบเดียวไม่อาจใช้แยก HIV-1 และ HIV-2 ได้แน่นอน และไม่ถือเป็นการตรวจยืนยันเหมือน WB
            3.3 การตรวจสารพันธุกรรม
      เป็นการใช้เทคนิค PCR เข้ามาช่วย โดยจะตรวจหา DNA จาก proviral DNA หลักการคือ ขยาย ปริมาณ DNA ด้วยเอนไซม์ DNA polymerase โดยกำหนดขนาดและความจำเพาะของ DNA เป้าหมาย ซึ่งเป็น oligonucleotide วิธี PCR จะมีความไวสูงมาก แต่อาจเกิดผลบวกปลอมได้หากมีการปนเปื้อน ปัจจุบันเทคนิค PCR มีประโยชน์มากสำหรับการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีในทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อ
            3.4 การทดสอบหาแอนติบอดีในสารคัดหลั่งอื่น ๆ เช่น น้ำลาย น้ำนม ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง
            3.5 การตรวจหาปริมารไวรัส (viral load)


การกลายพันธ์ของ HIV


      การเปลี่ยนจาก RNA ไปเป็น DNA ของไวรัสเอดส์อาศัยเอนไซม์ RT ซึ่งเป็น unproofreading activity (ไม่มี 3' --> 5' exonuclease) ทำให้มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นประมาณ 103 -104 (โดย1 mutation / 103 -104 base / replication cycle) จะเห็นได้ว่าเกิดการกลายพันธุ์ได้เร็วมากเนื่องจาก HIV แบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นในผู้ป่วยเอดส์ ในแต่ละวันจะมีการสร้าง virus ใหม่ประมาณ 108 -1010 ตัว จึงเกิดการกลายพันธุ์ได้เร็วมาก ในผู้ป่วยคนเดียว HIV มีได้หลายแบบที่เรียกว่า quasispecies ในขณะเดียวกันการกลายพันธุ์ก็มีข้อกำหนดคือทำให้ไวรัสไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถ้าการกลายพันธุ์เกิดขึ้นในตำแหน่งของยีนที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ HIV มีการกลายพันธุ์ได้คือ HIV เป็น diploid คือแต่ละตัวมี RNA 2 เส้น ซึ่งแต่ละ RNA มาจาก provirus ตัวเดียวกันก็ได้หรือมาจาก provirus คนละตัว ถ้าเซลล์นั้นถูกติดเชื้อด้วย provirus ที่แตกต่างกัน เมื่อไวรัสที่มี RNA strand ต่างที่กันเข้าไปติดเชื้อเซลล์ใหม่ เอนไซม์ RT อาจจะสร้าง RNA ที่เป็นลูกผสมระหว่าง RNA ทั้ง 2 เส้น โดยการที่เอนไซม์สลับการใช้ RNA แต่ละเส้นเป็นแม่แบบ RNA ที่สร้างใหม่จะเป็นลูกผสม (recombinant) ซึ่งไวรัสรุ่นต่อไปก็จะเป็นลูกผสม

      จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมี HIV-1 หลายสายพันธุ์ (clades) แต่ละสายพันธุ์จะแตกต่างกันที่ระดับนิวคลิโอไทด์อย่างน้อย 20 % นอกจากยังมี lentivirus ใน non human primate อีกอย่างน้อย 3 สายพันธุ์


การระบาดของเชื้อไวรัสเอดส์

      
เชื้อ HIV-1 พบว่าระบาดในอัฟริกากลาง, คาริบเบียน, ยุโรปตะวันตก และอเมริกา เชื้อ HIV-2 พบครั้งแรกในอัฟริกาตะวันตก ในประเทศ Guinea-Bissau และ Gambia มีรายงานพบในยุโรปและอเมริกาใต้ ปัจจุบันเชื้อ HIV-1 เป็นปัญหาและมีความรุนแรงในการก่อโรคได้มากกว่าเชื้อ HIV-2 และแพร่กระจายไปเกือบทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดระบบการติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคเอดส์ตั้งแต่มีการรายงานผู้ป่วยโรคเอดส์รายแรกในปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันซึ่งมีรายงานจากกองโรคเอดส์ พบว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2527 จนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2547 มีรายงานผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อที่มีอาการจากสถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 317,065 ราย และมีผู้เสียชีวิต 72,965 ราย

      ในปัจจุบันโรคเอดส์ เป็นปัญหาสำคัญ ที่ระบาดไปทุก ๆ พื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะที่ภาคเหนือ
พบว่ามากกว่าร้อยละ 95 ของกลุ่มผู้ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ติดเชื้อ HIV-1 subtype E ขณะที่ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด พบการติดเชื้อ subtype E เพิ่มขึ้นเช่นกัน และพบ subtype Bข ในสัดส่วนลดลง แหล่งข้อมูล รายละเอียดสามารถตรวจสอบได้จากรายงานของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค


การพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์


      การพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์ในประเทศไทยได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระยะ phase I/II ในวัคซีนบางชนิด ผลการศึกษาพบว่ามีความปลอดภัย ดังนั้นคณะกรรมการประสานงานจึงได้จัดตั้งกลุ่มประเมินผลการวางแผนการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนใน phase III โดยกลุ่มทำงานมีชื่อเรียกว่า Thai AIDS Vaccine Evaluation Group (TAVEG) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. Vaccines containing purified envelope gp 120
      1.1 Recombinant gp 120- depleted HIV -1 Immunogen (REMUNE)
มีรายงานผลการศึกษาใน phase I ในกลุ่มคนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวี subtype E 29 ราย และ subtype B 1 ราย โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนทุก 4 สัปดาห์ เป็นเวลา 4 เดือน พบว่าไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย
และผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่าผู้ป่วยมีปริมาณ CD4 และ CD8 รวมทั้งน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
      1.2 Recombinant gp 120 : protypic subtype B and E
ได้มีการนำวัคซีนลูกผสมระหว่าง subtype B และ subtype E โดยฉีดเข้าในกระต่ายทดลอง และทำการวัดปฎิกริยาภูมิคุ้มกันต่อ gp 120 binding และ V3 domain peptides นอกจากนี้ยังวัดความสามารถในการ neutralization ของ CXCR4 และ CCR5 depent virus ผลที่ได้พบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกริยาภูมิคุ้มกันโดยมี cross reaction ได้ระหว่าง subtype
      1.3 Recombinant gp 120 : Bivalent formulation
วัคซีนในกลลุ่มนี้ประกอบด้วย AIDSVAX B/B และ AIDSVAX B/E มีการศึกษาใน phase I/II ผลการศึกษาพบว่าสามารถเพิ่ม humoral immune respose ได้ และวัคซีนนี้น่าจะมีส่วนให้การป้องกันโรคได้ดีขึ้น
      1.4 Recombinant gp 120 SF
ผลการศึกษาในอาสาสมัครซึ่งแข็งแรงไม่ติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 26 ราย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม A ได้รับวัคซีนที่ 0, 1 และ 4 เดือน กลุ่ม B ได้รับวัคซีนที่ 0, 1 และ 6 เดือน มีอาสาสมัคร 6 รายได้รับ placebo (MF59) ผลการติดตาม lymphoproliferative responses ต่อ rgp 120 SF2 (clade E) หลังการฉีดครั้งที่ 3 พบร้อยละ 80 และ 90 ในกลุ่ม A และ B ตามลำดับ ส่วนปฏิกริยาต่อ gp 160(clade E) พบร้อยละ 53 ที่ 1 เดือน หลังฉีดครั้งที่ 3 และลดลงเป็นร้อยละ 39 ที่ 4 เดือนหลังฉีด ในด้านผลข้างเคียงของ rgp 120/MF59 และ rgp 120 SF2 นั้นพบน้อยมาก

2. Recombinant BCG - vector vaccine
      มีการใช้ synthetic DNAs encoding V3 sequences ของ HIV -1 clade E ร่วมกับ mycobacterial secretion vector จากนั้นสร้างเป็น BCG Tokyo substrain หลังฉีดเข้าหนูทดลอง พบว่าสามารถหลั่ง 13 และ 11 aa sequences ออกจาก BCG cells โดย 13aa ให้ชื่อว่า rBCG - THAI3 ซึ่งสามารถ neutralize ได้ทั้ง T -cell และ macrophage tropic clade E

3. Multi - subtype envelope - based DNA
      เป็นการพัฒนา DNA prime/protein boost vaccine regimens ซึ่งใช้ envelope immunogens จาก subtype B แล ะ E HIV -1 strain ทดลองฉีดในหนู พบว่า หนูที่ฉีดกระตุ้นด้วย subtype B immunogens จะสร้าง neutralizing antibody ต่อ subtype B ส่วนหนูที่ฉีดด้วย subtype E immunogens จะมี neutralzing response ทั้งต่อ subtyppe E และ B


ปัญหาวัคซีนสำหรับโรคเอดส์

      ได้มีความพยายามในการทำวัคซีนสำหรับป้องกันโรคเอดส์มานานเกินกว่าสิบปีแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้อาจเนื่องจากสาเหตุหลายประการเช่น
      1. HIV มีอัตราการกลายพันธุ์สูงและรวดเร็ว และมีหลายสายพันธุ์ ดังนั้นถ้าผลิต
วัคซีนที่สามารถทำลาย strain หนึ่ง อาจไม่สามารถทำลายหรือป้องกัน strain อื่น ๆ ได้
      2. ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า HIV ติดต่อกันได้อย่างไร เราทราบเพียงว่าติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ การให้เลือด ติดมากับเข็มฉีดยา แต่ไม่ทราบว่า free virus หรือ ไวรัสในเซลล์ที่ทำให้มีการติดต่อ ถ้าเป็นไวรัสในเซลล์และติดต่อโดยการสัมผัสระหว่างเซลล์ แอนติบอดีที่มีอยู่จะใช้ไม่ได้ผล ภูมิคุ้มกันชนิดที่เป็น mucosal antibody (IgA) อาจมีความสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ส่วนภูมิคุ้มกันชนิด IgG อาจมีความสำคัญในการติดเชื้อทางเลือด เป็นต้น
      3. นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าภูมิคุ้มกันชนิดใดจะมีประโยชนืในการป้องกันการติดเชื้อ (Humoral Immunity หรือ Cellular Immunity)
      4. ยังไม่มี animal model สำหรับทดลองวัคซีน
      ยังมีคำถามอีกหลายคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับ HIV ทั้งในด้านการก่อให้เกิดโรค การระบาด การพัฒนาวัคซีนในโรคเอดส์ การรักษาผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งงานวิจัยใหม่ ๆ กำลังก้าวหน้าในทุกด้าน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งมนุษย์เราคงสามารถเอาชนะไวรัสตัวนี้ได้


การป้องกันและรักษาโรคเอดส์

      ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่แทรกซ้อนซึ่งไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะผู้ป่วยขาดภูมิต้านทาน และมักเสียชีวิตเนื่องจากโรคติดเชื้อ


ป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ได้อย่างไร?
      1. รักเดียวใจเดียว
      2. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
      3. ขอรับบริการปรึกษาเรื่องโรคเอดส์
      4. ก่อนแต่งงาน และก่อนตั้งครรภ์ทุกครั้ง
      5. ไม่ดื่มเหล้าและงดใช้สารเสพติดทุกชนิด
      6. ก่อนรับการถ่ายเลือด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้บริจาคเลือดไม่มีเชื้อโรคเอดส์
      7. อย่าใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ติดยาเสพติด

      ขณะนี้ยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้ เป็นเพียงยับยั้ง ไม่ให้ไวรัสเอดส์เพิ่มจำนวนมากขึ้นในร่างกาย ผู้ป่วยจะมีอายุยืนยาวไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น

1. การดูแลสุขภาพด้วยวิธีการทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์มี 2 ลักษณะคือ
      
1.1 ยาต้านไวรัสเอดส์ในปัจจุบัน มี 3 ประเภทคือ
            - Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) ได้แก่ AZT ddl ddC d4T 3TC ABC
            - Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs) ได้แก่ NVP EFV
            - Protease Inhibitors (Pls) ได้แก่ IDV RTV Q4V NFV

      ยาเหล่านี้มีฤิทธิ์เพียงยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสเอดส์แต่ไม่สามารถ กำจัดเชื้อเอดส์ให้หมดไปจากร่างกายได้ และมีผลข้างเคียงได้แก่ โลหิตจาง คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นตามผิวหนัง ฯลฯ ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

       1.2 ยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสหากผู้ป่วยเอดส์มีภูมิต้านทานลดลงมาก (ค่าเม็ดเลือดขาว ชนิด CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ในเลือก 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร) จะมีโอกาสติดโรคฉวยโอกาสเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องได้รับยาป้องกัน เช่น
      - INH ใช้ป้องกันวัณโรค
      - Cotrimoxazole Dapsone Aerozolized pentamidine ใช้ป้องกันโรคปอดบวม
      - Itraconazole Fluconazole Amphotericin B ใช้ป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
      - Ketoconazole Itraconazole Fluconazole ใช้ป้องกันเชื้อรา ในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคเอดส์ได้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี จึงจะทราบผลว่าสำเร็จหรือไม่

2. การดูแลสุขภาพด้วยทางเลือกอื่น

เป็นวิธีการส่งเสริมสุขภาพด้วยตนเองอย่างง่ายๆ โดยคำนึงถึงมิติอันหลากหลายของมนุษย์ ไม่เน้นทางด้านร่างกายเท่านั้น อันก่อให้เกิดผลในแง่ป้องกันโรคและฟื้นฟูสภาพทำให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานและมีจิตใจสงบ มี 4 แนวทาง ได้แก่

      2.1 ด้านโภชนาการ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่และเหมาะสมกับอาการของโรค เพื่อให้ได้สารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนลักษณะอาการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยคือ
      - น้ำหนักลด ควรเพิ่มอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และแป้ง งดอาหารประเภทไขมัน เนื่องจากย่อยและดูดซึมได้ยาก และควรดื่มน้ำมากๆ
      - เบื่ออาหาร ควรรับประทานอาหารทีละน้อย แต่บ่อยครั้งและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง
      - มีแผลในปาก ควรรับประทานอาหารที่เคี้ยวและกลืนได้ง่ายให้พลังงานสูง เป็นน้ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่กรอบ แข็งและรสจัด
      - คลื่นใส้อาเจียน ควรรับประทานอาหารทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง งดของทอด ของมัน อาหารที่มีรสเค็มและเปรี้ยวจะช่วยลดอาการนี้ได้ อาหารประเภทขิงจะช่วยให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น
      - ท้องเสีย ควรเพิ่มอาหารประเภทแป้งหรือสารโปแตสเซียมสูง เช่น ส้ม น้ำมะพร้าว กล้วย มะเขือเทศ ดื่มน้ำมาก ๆ หลีกเลี่ยงของทอด กาแฟ และอาหารที่มีเส้นใย เช่น ถั่วลิสง ข้าวกล้อง

      2.2 สมุนไพร คือ ตัวยาที่ได้จากพืชสัตว์ และแร่ธาตุที่ยังไม่ได้แปรสภาพ มีฤทธิ์กะตุ้นภูมิคุ้มกันและบรรเทาอาการโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิดได้แก่
      - บรรเทาอาการท้องเสีย เช่น ฟ้าทะลายโจร ฝรั่ง ชา และมังคุด
      - ลดไข้ เช่น ฟ้าทะลายโจร มะระ
      - กระตุ้นให้อยากอาหาร เช่น บอระเพ็ด มะระ กระเทียม
      - กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เช่น มะขามป้อม กระเทียม ฟ้าทะลายโจร
      - ขับเสมหะ และบรรเทาอาการไอ เช่น มะขามป้อม มะนาว มะแว้งเครือ และมะแว้งต้น
      - ขับลม เช่น กระเพราะ ตะไคร้ ขิง
      - บรรเทาอาการทางผิวหนัง เช่น เสลดพังพอนตัวเมีย หรือพญายอ เหงือกปลาหมอ พลู
      - สมานแผล เช่น ว่านหางจระเข้ แค ทับทิม
      - ช่วยระบายท้อง เช่น ขี้เหล็ก
      - บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน เช่น ยอ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลใดทางการแพทย์ที่ยืนยันผลของสมุนไพรในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสเอดส์ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาวิจัย

       2.3 การออกกำลังกาย ถือเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยให้มีอายุยืนยาวอารมณ์แจ่มใส นอนหลับง่าย รูปร่างสมส่วน สุขภาพแข็งแรง ควรออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสมกับสภาพร่างกาย

      2.4 การปฏิบัติสมาธิ เป็นกระบวนการที่จิตตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ต้องการ และเพิ่มความสามารถในการควบคุม และเสริมสร้างสุขภาพในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และวิญญาณดีขึ้น อาจทำได้โดย
            2.4.1 การปฏิบัติโดยมีผู้ช่วยเหลือ เช่น พระสงฆ์ช่วยให้คำปรึกษา
            2.4.2 การปฏิบัติสมาธิด้วยตนเอง เช่น
            - สมาธิโดยการกำหนดลมหายใจ
            - สมาธิโดยการเดินจงกรม
            - สมาธิโดยใช้เทคนิคความเงียบ
            - สมาธิ แบบทำให้สนุกเพลิดเพลินโดยการใช้ภาพจินตนาการที่คิดถึงแล้วรู้สึกสงบ สบาย เพลิดเพลิน


ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์?

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์มีหลายประการ คือ
      1. ปริมาณเชื้อเอดส์ หากได้รับเชื้อมากโอกาสติดโรคก็มากไปด้วย เชื้อเอดส์มีมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด
      2. การมีบาดแผล เพราะเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลทำให้ติดโรคได้ง่ายขึ้น
      3. การติดเชื้ออื่นๆ ได้แก่การเป็นกามโรคบางชนิดเช่น แผลริมอ่อน แผลเริมทำให้มีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผลจำนวนมากพร้อมจะรับเชื้อได้โดยง่าย และเป็นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้ง่ายขึ้น
      4. จำนวนครั้งของการสัมผัส การสัมผัสเชื้อโรคบ่อย จะมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย
      5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ ถ้าไปสัมผัสเชื้อเอดส์ในขณะที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็จะมีโอกาสรับเชื้อได้ง่ายขึ้น


ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอดส์?
      1. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่
      2. ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยา
      3. ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง
      4. ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก
      5. ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของร่างกาย เช่น ผู้ที่ต้องการไปทำงานในต่างประเทศ (บางประเทศ)


ถ้าสงสัยว่าติดเชื้อเอดส์ควรตรวจเลือดเมื่อใด?

      การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์นั้นมิใช่การตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ แต่เป็นการตรวจหาร่องรอยที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคนั้น ซึ่งเรียกว่า ภูมิต้านทาน และจะตรวจพบได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือนหลังจากรับเชื้อมาแล้วหรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ ดังนั้น ถ้าสงสัยว่าติดเชื้อเอดส์ ไม่ควรตรวจเลือดทันที เพราะเลือดอาจจะยังไม่ให้ผลเป็นบวก ควรตรวจภายหลังจากที่สัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จะให้ผลที่แน่นอนกว่า ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์แต่ยังไม่มีอาการอาจมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหลายปี ดังนั้น จึงควรที่จะดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันมิให้ผู้อื่นหรือคนใกล้ชิดติดเชื้อเอดส์ หากรู้จักระมัดระวังในเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้แล้ว ก็จะไม่เป็นที่รังเกียจของคนที่อยู่ด้วย และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและปลอดภัย


ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ติดเชื้อ
เมื่อติดเชื้อเอดส์แล้ว ควรทำตัวอย่างไร?
      ผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่ควรวิตกกังวลเกินไป ผู้ที่ยังไม่มีอาการสามารถดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาล สำหรับผู้ที่มีอาการแล้ว ถ้าดูแลสุขภาพให้ดี ไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหลายปี และในอนาคตอาจจะมีการค้นพบยาที่สามารถรักษาโรคเอดส์ได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์
      1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสารอาหารครบถ้วน
      2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
      3. หากมีเพศสัมพันธ์ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรับหรือแพร่เชื้อเอดส์
      4. งดสิ่งเสพติดทุกชนิด
      5. งดบริจาคเลือดหรืออวัยวะ
      6. ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะอาจจะถ่ายทอดเชื้อให้ลูกได้ 30%
      7. ทำจิตใจให้สงบ เช่น การฝึกสมาธิ
      8. อยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก

การดำเนินชีวิตประจำวันสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์
      1. คบหาสมาคมกับผู้อื่นได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือเก็บตัวอยู่คนเดียว การพูดคุยแตะเนื้อต้องตัวกันตามธรรมดา ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นติดโรคจากท่านได้ และโรคนี้ไม่ติดต่อทางลมหายใจ ถ้าหากมีความวิตกกังวล ทุกข์ใจ ไม่จำเป็นต้องเก็บความทุกข์ไว้เพียงคนเดียว ควรปรึกษาคนที่เข้าใจและพร้อมจะรับฟังให้ความช่วยเหลือ อาจเป็นพ่อแม่ พี่น้องที่สนิท คู่สมรส คู่รัก หากยังไม่มีคนที่พร้อมจะรับฟังปัญหาของเรา ขอให้พยายามติดต่อพบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ที่อยู่ใกล้บ้าน โดยสอบถามได้จากหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งจะมีข้อมูลเรื่องกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ในพื้นที่
      2. ควรระมัดระวังมิให้น้ำหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำเหลือ น้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ และสิ่งขับถ่ายต่าง ๆ กระเด็นหรือเปรอะเปื้อนผู้อื่น เพราะอาจมีเชื้อเอดส์ปะปนออกมาได้ การบ้วนน้ำลายหรือเสมหะ ควรใช้ภาชนะรองรับที่สามารถนำไปทิ้งหรือทำความสะอาดได้สะดวก
      3. เมื่อสัมผัสหรือเปรอะเปื้อน เลือด น้ำเหลือง อาเจียน ปัสสาวะ หรือสิ่งขับถ่ายอื่น ๆ ให้รีบทำความสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใช้แล้วควรนำไปซักให้สะอาด ก่อนนำไปใช้ต่อไป
      4. ใช้ห้องน้ำร่วมกับผุ้อื่นได้ตามปกติ แต่ควรระมัดระวังอย่าให้สิ่งขับถ่าย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ อาเจียน เปรอะเปื้อนพื้น โถส้วม อ่างล้างมือ ควรจะล้างด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำ (ที่มีส่วนผสมของคลอรีนอยู่ด้วย) เป็นประจำทุกวัน และล้างมือทุกครั้งหลังจากที่ใช้ห้องน้ำห้องส้วม
      5. ถ้วย ชาม จาน แก้วน้ำ ควรล้างให้สะอาด แล้วทิ้งให้แห้ง ก่อนนำไปใช้
      6. ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ
      7. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
      8. งดการบริจาคโลหิต หรืออวัยวะต่าง ๆ เช่น ดวงตา ไต น้ำอสุจิ
      9. หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะเด็กมีโอกาสรับเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ได้ประมาณ 30%
      10. ไม่ควรเข้าใกล้ผู้ป่วยโรคอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยวัณโรคที่ปอด เพราะภูมิต้านทานโรคของผู้ติดเชื้อต่ำกว่าคนปกติ จะทำให้ติดโรคได้ง่าย
      11. ไม่ควรดูแลสัตว์เลี้ยงหรือทำความสะอาดกรงสัตว์ เพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์เหล่านี้ได้
      12. ผู้ติดสารเสพติดควรเลิกเสีย ถ้าเลิกไม่ได้ หรืออยู่ในระหว่างการรักษา เพื่อเลิกสารเสพติด ควรเปลี่ยนจากวิธีฉีดเป็นการสูบหรือกินแทน หากจำเป็นต้องใช้เข็มฉีดยา ไม่ควรใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด
      13. ควรพบแพทย์โดยใกล้ชิดเป็นระยะ ๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด



ญาติหรือผู้ใกล้ชิดควรปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างไร

      ผู้ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเอดส์มีโอกาสติดเชื้อน้อยมาก เพราะโรคเอดส์ไม่ติดต่อกันง่าย ๆ แต่ถ้าบอกว่าไม่จำเป็นต้องป้องกันอะไรเลย ก็อาจจะไม่สบายใจ และยังมีคงมีความหวาดกลัวหรือหวาดระแวงอยู่ดี ดังนั้น การให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จะเพิ่มความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อได้ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติให้ได้ตามนั้นทั้งหมด เพราะการรักษาสุขอนามัยตามธรรมดา ก็ป้องกันเอดส์ได้อยู่แล้ว ข้อปฏิบัติที่ควรคำนึงถึงได้แก่

การล้างมือ
      การล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นการป้องกันการติดต่อของโรคที่ดีและง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องล้างทุกครั้งที่สัมผัสแตะเนื้อต้องตัวธรรมดา ถ้าไม่มีแผลเปิดและไม่สัมผัสกับน้ำหลั่งของผู้ติดเชื้อ ควรล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสกับน้ำหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือเมื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อในการเข้าห้องน้ำ หรือภายหลังจากทำความสะอาดบริเวณที่เปื้อนสิ่งสกปรก ควรตัดเล็บให้สั่นเสมอ แต่ไม่ควรสั้นเกินไปหรือตัดซอกเล็บจนลึกเกินไป

การใช้ถุงมือ
      ควรใช้ถุงมือยางทุกครั้งที่สัมผัสกับน้ำหลั่งหรือบาดแผลของผู้ติดเชื้อโดยตรง หรือเมื่อมีแผลเปิดบริเวณมือ หรือเมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าเครื่องใช้ที่เปื้อน้ำหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือเมื่อทำความสะอาดบริเวณที่อาจเปรอะเปื้อนน้ำหลั่งของผู้ป่วย ควรสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อไม่แน่ใจว่ามีบาดแผลที่มือหรือไม่ ในกรณีไม่มีถุงมือยาง ใช้ถุงพลาสติกแทนก็ได้ หลังจากถอดถุงมือแล้วควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำอีกครั้งหนึ่งด้วย ไม่จำเป็นต้องสวมถุงมือเมื่อจะทำความสะอาดบ้านตามปกติ เมื่อสัมผัสผิวหนังที่ไม่เปื้อนเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ หรือการทำงานบ้านอย่างอื่น ถุงมือยางที่ใช้แล้ว ควรล้างทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง สามารถนำมาใช้ได้อีกจนกว่าจะขาด

เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนของผู้ติดเชื้อ
      ผู้ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องใช้เสื้อพิเศษแต่อย่างใด เสื้อผ้าธรรมดาที่ใช้อยู่ประจำวัน สามารถนำมาซักร่วมกับเสื้อผ้าของคนอื่น ไม่จำเป็นต้องแยกซักต่างหาก สำหรับเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนที่เปรอะเปื้อนน้ำหลั่งต่าง ๆ ของผู้ติดเชื้อควรแยกซักต่างหาก ควรสวมถุงมือเวลาจะจับต้อง ควรนำมาแช่ในน้ำผสมน้ำยาซักผ้าขาวเสียก่อนประมาณ 30 นาที แล้วนำไปซักตามปกติ

การทำความสะอาดพื้นห้องที่เปรอะเปื้อนน้ำหลั่งต่างๆ
      ควรสวมถุงมือแล้วใช้ผ้าหรือกระดาษชำระเช็ดบริเวณที่เปรอะเปื้อนนั้น แล้วทิ้งในถุงพลาสติกเพื่อนำไปทำลาย จาากนั้นเช็ดถูบริเวณนั้นด้วยน้ำยาเช็ดพื้นและอาจถูซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง

ห้องน้ำและห้องส้วม
      ทุกคนในบ้านสามารถใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมร่วมกับผู้ติดเชื้อได้แต่ควรมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ในการทำความสะอาดควรสวมถุงมือด้วย โดยการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ (หรืออาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแทนก็ได้) เช็ดพื้นห้องน้ำด้วยไม้ถูพื้น จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งก่อนจะนำไปใช้เช็ดถูส่วนอื่นของบ้าน เครื่องใช้ในห้องน้ำที่ควรแยกไว้สำหรับทุกคนเป็นการเฉพาะ ได้แก่ ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แปรงสีฟัน และที่โกนหนวด เป็นต้น

จานชาม และเครื่องใช้ในครัว
      ไม่จำเป็นต้องแยกเครื่องครัวหรือเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารเฉพาะสำหรับผู้ติดเชื้อ สามารถใช้รวมกันได้ แต่ควรล้างให้สะอาดและผึ่งให้แห้งทุกครั้งก่อนนำมาใช้เสมอ การรับประทานอาหารจากสำรับเดียวกัน ควรใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดี และเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคระบบทางเดินอาหาร

ไปเที่ยวหญิงโสเภณีและเป็นกามโรคจะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ด้วยหรือไม่
      อาจจะเป็นได้ เพราะกามโรคและโรคเอดส์ ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โดยเฉพาะกามโรคชนิดที่มีบาดแผลที่อวัยวะเพศ เช่น แผลริมอ่อน แผลริมแข็ง ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้มากกว่าปกติ ทางที่ดีควรไปรับบริการปรึกษาและตรวจเลือดเพื่อดูว่าติดเชื้อเอดส์มาแล้วหรือยัง จะได้ป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คู่ครองหรือคู่นอนของท่านด้วย


คู่นอนของผู้ติดเชื้อเอดส์มีโอกาสติดเชื้อมากน้อยเพียงใด

      คู่นอนที่ร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้สูงมากจากรายงานการศึกษาพบว่า อัตราเสี่ยงในกลุ่มคู่นอนที่มีการร่วมเพศกันอย่าง "บ่อยครั้ง" หรือ "สม่ำเสมอ" พบว่ามีอัตราเสี่ยงต่อการติดโรคสูงประมาณ 50-60% ถ้าร่วมเพศเพียงครั้งเดียว โอกาสติดเชื้อจะน้อยกว่านั้นมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะมีเชื้อเอดส์หรือไม่ ควรใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง


จะทราบได้อย่างไรว่าใครติดเชื้อเอดส์

      จากการสังเกตภายนอกไม่สามารถบอกได้ว่าใครติดเชื้อเอดส์ โดยเฉพาะในระยะที่ไม่ปรากฏอาการให้เห็น แม้จะมีอาการแล้วก็อาจเหมือนกับอาการของโรคอื่น ๆ ได้ สิ่งที่ช่วยยืนยันได้คือ การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์ และเพื่อให้การตรวจเลือดให้ผลที่แน่นอน ควรตรวจหลังจากได้รับเชื้อมาแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป

คนที่ติดเชื้อเอดส์ในระยะไม่มีอาการกับคนที่เป็นโรคเอดส์แล้ว ใครมีโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้มากกว่ากัน
      ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่มีอาการ อาจจะมีปริมาณไวรัสน้อยกว่าคนที่เป็นโรคเอดส์แล้ว จึงน่าจะมีโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้น้อยกว่า แต่ถ้าดูในแง่ของการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับคนในสังคมได้มากกว่าคนที่เป็นโรคเอดส์ เพราะคนที่เป็นโรคเอดส์แล้วมักจะอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย ไม่มีอารมณ์ทางเพศ จึงไม่ค่อยมั่วสุมหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่วนคนที่ไม่มีอาการมักจะมีสุขภาพแข็งแรง และยังมีอารมณ์ทางเพศอยู่ จึงมีทางแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตามการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคเอดส์หรือกับผู้ที่ไม่มีอาการ ต่างก็มีโอกาสติดเชื้อได้ทั้งนั้น จึงต้องป้องกันเอดส์โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

ถ้าติดเชื้อเอดส์แล้วแต่เลือดยังไม่แสดงผล "บวก" จะมีโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้หรือไม่
      แพร่ได้ เพราะแม้ว่าเลือดจะยังไม่ให้ผล "บวก" แต่ก็มีเชื้อในร่างกายแล้ว สามารถถ่ายทอดไปสู่ผู้อื่นได้ในช่วงนี้ทางการแพทย์เรียกว่า "Window period" คือระยะที่มีเชื้อในร่างกาย แต่ตรวจไม่พบ จึงต้องระมัดระวังว่าในช่วงนี้อาจจะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ด้วย (ถึงแม้คนที่ไปสัมผัสด้วยจะมีผลเลือดเป็น "ลบ" อยู่ในขณะนั้นก็ตาม)

      เมื่อไปตรวจเลือด (ไม่ได้บอกว่าจะตรวจเอดส์) แล้วได้ผลเป็น "บวก" แสดงว่าติดเชื้อเอดส์ใช่หรือไม่
ไม่ใช่เสมอไปเพราะคำว่า "เลือดบวก" ใช้แสดงผลการตรวจอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการตรวจเอดส์เสมอไปบางครั้งอาจจะตรวจกามโรค (โรคซิฟิลิส) ถ้าเป็นก็จะแสดงผลว่าเป็น "บวก" ต่อซิฟิลิส แพทย์อาจจะตรวจเลือดหาเชื้อตับอักเสบชนิด บี ถ้าพบเชื้อก็จะให้ผลว่าเป็น "บวก" ต่อเชื้อตับอักเสบชนิดบีเช่นกัน ดังนั้นถ้าทราบผลการตรวจเลือดเป็น "บวก" ให้ถามแพทย์ให้แน่ใจว่า "บวกอะไร" ใช่ "บวกเอดส์" หรือไม่

ผู้ติดเชื้อเอดส์ จะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใด
      ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่มีอาการ สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี บางรายอยู่ได้ถึง 10 ปี โดยไม่มีอาการ ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งต้องไม่ไปรับเชื้อเพิ่มอีก พบว่าผู้มีกำลังใจเข้มแข็งสามารถดำรงชีวิตได้เป็นปกตินานกว่าผู้ที่หมดกำลังใจ ดังนั้น สิ่งที่ผู้ติดเชื้อต้องการมากคือความเห็นใจ และการยอมรับจากครอบครัว เพื่อนและสังคมรอบข้าง สำหรับผู้ที่มีอาการแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยเอดส์หลายคนที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 5 ปีขึ้นไป


การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักทำให้ติดเอดส์ได้ง่ายกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องทางปกติหรือไม่

      แน่นอน เพราะทวารหนักไม่ใช่ช่องทางที่ธรรมชาติสร้างให้ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์ จึงไม่มีสารหล่อลื่นที่ทำให้การมีเพศสัมพันธ์เป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น เมื่อมีการเสียดสีจึงอาจจะเกิดการฉีกขาด หรือมีแผลถลอกทำให้เป็นช่องทางเปิดรับเชื้อเอดส์จากน้ำอสุจิของคู่เพศสัมพันธ์เข้าไปสู่ร่างกายได้


ผู้ชายมีโอกาสติดเชื้อเอดส์มากกว่าผู้หญิงจริงหรือไม่

      ไม่จริง แม้ว่าจากสถิติจำนวนผู้ป่วยเอดส์จะพบว่า ผู้ชายมีจำนวนมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3-4 เท่า คงเป็นเพราะผู้ชายมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นจากการมีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน หรือการใช้ยาเสพติด จึงทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อเอดส์ได้มากกว่า แต่ด้วยเหตุผลทางวิชาการ พบว่าผู้หญิงจะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าผู้ชาย แม้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์น้อยครั้งกว่าผู้ชายก็ตาม เพราะอวัยวะเพศของผู้หญิงสามารถรับเชื้อได้ง่ายกว่าของเพศชาย และในปัจจุบันพบว่าผู้หญิงลายคนได้รับเชื้อเอดส์มาโดยไม่รู้ตัว หรือเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะจำยอมที่ไม่มีโอกาสต่อรองแต่อย่างใด เพราะผู้ที่นำเชื้อมาให้นั่นคือสามีหรือคู่รักนั่นเอง

ทำไมสัตว์โลกชนิดอื่นจึงไม่เป็นเอดส์
      เพราะเชื้อไวรัสชนิดที่เป็นตัวก่อโรคเอดส์ หรือ HIV (Human Immunodeficiency Virus) จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายของมนุษย์เท่านั้น ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือขยายพันธ์ได้ในสัตว์อื่น ๆ จึงไม่พบว่ามีสัตว์ชนิดใดเป็นโรคเอดส์ หรือเป็นตัวนำเชื้อไวรัสเอดส์ มิฉะนั้นการทดลองยาหรือวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ คงจะดำเนินการได้ง่ายกว่านี้ เพราะสามารถใช้สัตว์อื่น ๆ ทดลองได้

การทำจิตใจให้แจ่มใสช่วยรักษาโรคเอดส์ได้หรือไม่
      ได้แน่นอน ร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์กันมากเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจสภาพจิตใจที่เข้มแข็งมีอิทธิพลต่อสุขภาพร่างกายมาก การทำจิตใจให้แจ่มใสร่าเริง จะสามารถต่อสู้กับโรคร้ายใด ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สำหรับเรื่องโรคเอดส์ ได้มีผู้รายงานว่าการทำจิตใจให้แจ่มใจ สงบ เข้มแข็ง และมั่นคงด้วยการทำสมาธิ จะสามารถทำให้ผู้นั่นเข้าสู่ระยะท้ายของโรคเอดส์ได้ช้ากว่าผู้ที่มีความวิตกกังวล ท้อแท้ และไม่สามารถควบคุมจิตใจได้

หากคู่นอนไม่ใช่ผู้ชายบริการทางเพศคงปลอดภัยจากเอดส์ ?
      คิดดูแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะผู้ขายบริการทางเพศน่าจะมีโอกาสได้รับเชื้อเอดส์มากกว่าคนปกติทั่วไป จากการประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ซึ่งจะเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กับผู้รับบริการหลายคน ในขณะนี้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องโรคเอดส์อย่างกว้างขวางทำให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจดีว่าสามารถติดเชื้อเอดส์ได้จากการรับบริการทางเพศ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อบริการทางเพศ ทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการทางเพศไปเป็นชนิดแอบแฝง เช่น นักร้อง นางแบบ สาวเสิร์ฟ และมีหลายคนที่เลิกซื้อบริการทางเพศแต่กลับมานิยมการมีเพศสัมพันธ์กับกลุ่มที่คุ้นเคย หรือเพื่อน เพราะไว้ใจว่าคนเหล่านี้คงไม่มีโอกาสติดเอดส์ แต่ที่จริงแล้วเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นจะติดเชื้อเอดส์หรือไม่ บางคนแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ขายบริการทางเพศ แต่ก็อาจจะมีคู่นอนหลายคน และการดูจากรูปร่างหน้าตาคงบอกไม่ได้ว่าติดเอดส์แล้วหรือยัง ดังนั้น ควรคิดให้ดีก่อนว่าการมีเพศสัมพันธ์แต่ละครั้งมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นผู้ขายบริการทางเพศหรือไม่ก็ตาม


คลินิกให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ (คลินิกนิรนาม) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

กองกามโรค โทรศัพท์ 286-0108, 286-0531, 285-6382 ต่อ 41
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ นางเลิ้ง โทรศัพท์ 281-0651, 281-7398
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ บ้านชีวี โทรศัพท์ 245-7194
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ พระปิ่นเกล้า โทรศัพท์ 460-1449
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ ภาษีเจริญ โทรศัพท์ 467-4345
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ ท่าเรือ โทรศัพท์ 249-2141, 249-7574
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ วชิระ โทรศัพท์ 2430151 ต่อ 2631
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ บางเขน โทรศัพท์ 521-0819, 972-9606-9 ต่อ 30
โรงพยาบาลบำราศนราดูร โทรศัพท์ 590-3737, 590-3406, 590-3510
คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 256-4107-9
โรงพยาบาล/ศูนย์บริการสาธารณสุขของรัฐบาล  


คลินิกให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ (คลินิกนิรนาม) ในต่างจังหวัด

หน่วยโรคเอดส์และกามโรคสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
ศูนย์/หน่วยกามโรคและโรคเอดส์สำนักงานควบคุมโรคติดต่อ
ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขต
โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข


การให้บริการด้านต่าง ๆ
บริการปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์
มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ โทรศัพท์ 277-7699, 277-8811 (ฟรี) 276-2950 ทุกวัน 8.30-16.00 น.
โครงการเข้าถึงเอดส์ โทรศัพท์ 372-2222-3 ทุกวัน 16.00-20.00 น.
โรงพยาบาลบำราศนราดูร โทรศัพท์ 590-3737, 590-3506, 590-3510 จันทร์-ศุกร์ 8.30-16.30 น.
สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 245-7382-5, 245-1888 จันทร์-ศุกร์ 9.00-17.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 9.00-15.00 น.
สายด่วนชวนรู้เอดส์ (ระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ) โทรศัพท์ 1645, 219-2400

บริการด้านสวัสดิการ และสังคมสงเคราะห์
ด้านการศึกษา
มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ โทรศัพท์ 588-3720-4
กลุ่มปัญญาภิวัฒน์ โทรศัพท์ 951-0450-2 ต่อ 307
มูลนิธีหมอเสม พริ้งพวงแก้ว จ.เชียงใหม่โทรศัพท์ (053) 438-017

ด้านที่พักอาศัยและให้การดูแล
สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไทโทรศัพท์ 245-5635, 246-4092
สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ จ.เชียงใหม่โทรศัพท์ (053) 211-877
มูลนิธิเกื้อดรุณ จ.เชียงใหมโทรศัพท์ (053) 408-424
สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ โทรศัพท์ 929-2301-10
หน่วยกามโรคและโรคเอดส์ ภาษีเจริญ โทรศัพท์ 245-0457, 642-8949
เมอร์ซีเซ็นเตอร์ โทรศัพท์ 381-1821, 392-7981, 671-5313
บ้านพักใจ โทรศัพท์ 234-2381, 234-8258
สวนสันติธรรม จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 01-212-0840, 563-1203
วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี โทรศัพท์ 01-403-0836, 01-406-6547, 01-948-0634, 01-948-3604

ด้านการดูแลรักษาที่บ้าน
องค์กรหมอไร้พรมแดน โทรศัพท์ 375-6491
องค์การสยาม-แคร์ โทรศัพท์ 539-5299, 530-5902
มูลนิธิดวงประทีป โทรศัพท์ 671-4045-8

ด้านการสงเคราะห์เงิน และทุนประกอบอาชีพ
กรมประชาสงเคราะห์ โทรศัพท์ 281-3199, 281-3517, 281-3672, 281-3767
กองสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 221-7587, 223-1689
สำนักงานประชาสงเคราะห์จังหวัดทุกจังหวัด
สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด

คลินิกให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ (คลินิกนิรนาม)?
คือ คลินิกให้บริการปรึกษาทางการแพทย์และสังคม เกี่ยวกับโรคเอดส์และกามโรค รวมทั้งตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์โดยไม่ต้องแจ้งชื่อและที่อยู่ รูปแบบบริการที่ให้
- ให้บริการปรึกษาเรื่องโรคเอดส์และปัญหาสุขภาพทั่วไป
- ให้บริการปรึกษาก่อนการตรวจเลือด และหลังทราบผลเลือด
- ตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์และกามโรค
- ช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์

คลินิกให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ ให้บริการสำหรับ
- ผู้ที่สนใจและต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์และกามโรค
- ผู้ที่กังวลว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่
- ผู้ที่กำลังจะแต่งงานหรือมีครอบครัว
- ผู้ที่วางแผนจะมีบุตร
- ผู้ที่จะไปทำงานต่างประเทศ

ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว
การรวมกลุ่มช่วยเหลือกันระหว่างผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ ในโรงพยาบาลหรือหน่วยงานบางแห่งมีการรวมกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ เพื่อให้การช่วยเหลือทางด้านจิตใจ การให้คำปรึกษาและจัดกิจกรรมภายในกลุ่ม เช่น การดูแลสุขภาพ การเยี่ยมบ้าน การฝึกอาชีพ เช่น ชมรมแสงเทียนเพื่อชีวิต ชมรมเพื่อนวันพุธ กลุ่มฟ้าสีขาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น


เวบไซด์ที่เกี่ยวข้อง (Web link)

www.aidsthai.org
www.ittirak.com
www.bmaaiscenter.or.th
www.hivnat.org
www.geocities.com
www.aidsbangkok.cjb.net
www.aidsaccess.com
www.aidstemple.th.org
www.aidsthaidata.org
www.nhrbc.org
www.thaiclinic.com


ข้อควรรู้ก่อนการตรวจเอดส์


1. ความรู้เกี่ยวกับเอดส์
โรคเอดส์เกิดจากการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวี (HIV) ซึ่งเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ
1.1 ทางเพศสัมพันธ์
1.2 ทางเลือด เช่น ได้รับเลือดของคนที่เป็นโรค หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่เป็นโรค
1.3 จากแม่ไปสู่ลูกในขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือจากการกินนมแม่
      อาการของโรคเอดส์ในระยะต้น อาจมีแค่ต่อมน้ำเหลือโตทั่วตัว ซึ่งผู้ที่เป็นเอดส์ไม่รู้สึกผิดปรกติเลย ต่อมาจึงเริ่มมีอาการแสดงออกมากขึ้น เช่น มีเชื้อราในปาก เป็นงูสวัด ท้องเสียบ่อยๆ น้ำหนักตัวลด และในที่สุดจะมีอาการโรคเอดส์เต็มขั้น เช่น เชื้อราขึ้นสมอง ปอดอักเสบรุนแรง เป็นมะเร็ง สมองเสื่อม ซึ่งอาการตั้งแต่ระยะต้นจนถึงเอดส์เต็มขั้น อาจใช้เวลานานหลายปี ผู้ที่มีอาการในขั้นสุดท้ายหากไม่ได้รับการรักษามักจะเสียชีวิตภายใน 2-3 ปี


ใบยินยอมการตรวจเชื้อเอดส์

      แพทยสภาได้แต่งตั้งอนุกรรมการจัดทำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับโรคเอดส์ของแพทยสภา ในการประชุมครั้งที่ 1/2543 โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติของแพทย์ในเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งร่างจุดยืนของแพทย์สภาเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี คณะกรรมการได้ประชุมทั้งหมด 11 ครั้ง ได้นำร่างแนวทางปฏิบัติประชุมระดมความคิดจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน หน่วยงานพัฒนาองค์กรเอกชน สื่อมวลชนและบุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2543 และได้ส่งให้คณะแพทย์ต่างๆ และกรรมการแพทย์สภาพิจารณาเรียบร้อยแล้ว คณะอนุกรรมการได้ร่างใบยินยอมในการตรวจเอดส์ โดยมี
- ข้อควรรู้ก่อนการตรวจเอดส์
- หนังสือแสดงความยินยอม
- ใบยินยอมให้แจ้งผลการตรวจเอดส์แก่บุคคลอื่น

      เพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ได้ทราบ จึงได้นำแบบฟอร์มนี้มาลงพิมพ์เพื่อเผยแพร่ให้ทุกคนทราบและสามารถนำไปใช้ได้


2.การตรวจเลือดเอดส์

      วิธีการตรวจเอดส์ที่นิยมมากที่สุด คือ การตรวจเลือด หากผลเลือดเป็นบวกแปลว่ามีเชื้อเอดส์ หากผลเลือดเป็นลบแปลว่าตรวจไม่พบเชื้อเอดส์ การพบเลือดบวกไม่ได้แปลว่าจะต้องมีอาการเสมอไป เพราะบางครั้งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการป่วยขึ้นมา แต่ในที่สุดมักมีอาการ
ผลการเลือดเป็นลบก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเชื้อเสมอไป เพราะบางครั้งเพิ่งได้รับเชื้อมาไม่นานในช่วง 1-2 เดือนแรก เลือดจะยังเป็นลบอยู่ ต่อมาจึงกลายเป็นบวก ดังนั้น หากได้ผลเลือดเป็นลบ และมีเหตุควรสงสัย ควรจะตรวจซ้ำอีก 3-6 เดือนต่อมา ถ้าผลเป็นลบอีก จึงแน่ใจว่าไม่ติดเชื้อ

3. ทำไมควรตรวจเอดส์
      การรู้ว่าตัวเองมีเชื้อเอดส์หรือไม่ มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น จะได้ป้องกันคนที่รัก เช่น สามี ภรรยา ลูกที่จะเกิดมา ไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ตาม และจะได้ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองไม่ให้โรคเอดส์ในตัวกำเริบ จะได้มีชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพดีที่สุดตามอัตภาพ

4. ผลกระทบจากการตรวจเอดส์
      ไม่ว่าผลการตรวจจะออกมาเป็นบวกหรือลบ อาจส่งผลกระทบต่อผู้รับการตรวจได้ บางทีเพียงแค่มีคนรู้ว่าไปตรวจ อาจไปเล่าลือให้เสียหายได้ ถ้าได้ผลออกมาเป็นบวก บางคนอาจรับสภาพไม่ได้ อาจคิดสั้น หมดหวังในชีวิต อาจทำให้ที่ทำงานเลิกจ้าง บริษัทประกันบางแห่งอาจไม่รับประกันถ้าไม่บอกผลตรวจเอดส์หรือถ้าได้ผลบวก
แม้แต่ในรายที่ได้ผลออกมาเป็นลบ ก็อาจสร้างปัญหาได้ เช่น กรณีที่เพิ่งได้รับเชื้อมาแต่ 1-2 เดือน ตรวจเลือดแล้วไม่พบ จึงไปมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาหรือคนอื่นๆ โดยไม่มีการป้องกันทำให้แพร่เชื้อออกไปก่อนที่จะรู้ตัวว่าตัวเองมีเชื้ออยู่

5. สิทธิของผู้รับการตรวจเอดส์

      ผู้รับการตรวจเอดส์มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ผู้รับการตรวจควรทราบถึงสิทธิก่อนการตรวจเอดส์ ดังนี้

       5.1 เว้นแต่กรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการตรวจเอดส์ทุกครั้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะต้องอธิบายการตรวจ การแปลผล และผลกระทบให้แก่ผู้รับการตรวจจนเป็นที่เข้าใจ และจะตรวจได้ก็ต่อเมื่อผู้รับการตรวจหรือผู้ปกครอง (ในกรณีที่อายุน้อยกว่า 18 ปี) หรือยังไม่บรรลุนิติภาวะเซ็นยินยอมรับการตรวจแล้วเท่านั้น
      5.2 ผู้รับการตรวจมีสิทธิซักถามเกี่ยวกับขั้นตอนและผลการตรวจ โดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะต้องตอบคำถามและให้คำแนะนำจนเข้าใจ
      5.3 ผลการตรวจเอดส์เป็นความลับระหว่างแพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องจะต้องรักษาความลับของผู้รับการตรวจอย่างเคร่งครัด การแจ้งผลต่อผู้อื่น แพทย์จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้รับการตรวจ หรือจากผู้ปกครอง หรือผู้แทนโดยชอบธรรมแล้วแต่กรณี หรือเมื่อแพทย์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่หรือตามกฎหมาย
      5.4 ผู้รับการตรวจควรทราบว่า หากไม่ตรวจ ณ สถานที่แห่งนั้นจะสามารถไปตรวจที่ใดก็ได้หรืออาจมีทางเลือกอื่นๆ
เช่น ไปขอรับการตรวจที่คลินิกนิรนาม ซึ่งให้บริการตรวจโดยไม่ต้องแจ้งชื่อ
      5.5 ผู้รับการตรวจเอดส์อาจไม่ขอทราบผลการตรวจเอดส์ก็ได้


หนังสือแสดงความยินยอม

ข้าพเจ้า นาย/นาง/นางสาว/อื่นๆ (ระบุ)………………อายุ……ปี
อยู่บ้านเลขที่………………ซอย/ตรอก………………ถนน………………ตำบล/แขวง…………………….
อำเภอ/เขต………………… จังหวัด…………… รหัสไปรษณีย์……………โทรศัพท์………………………
ข้าพเจ้า
( ) ได้อ่าน " ข้อควรรู้ก่อนรับการตรวจเอดส์ " แล้ว
( ) ไม่ได้อ่าน " ข้อควรรู้ก่อนรับการตรวจเอดส์ "

อย่างไรก็ดี ( ) มีผู้อ่าน " ข้อควรรู้ก่อนรับการตรวจเอดส์ " ให้ฟังแล้ว คือ……………………………….
( ) ได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับข้อควรรู้ก่อนรับการตรวจเอดส์จากแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์แล้ว
( ) มีโอกาสซักถาม และได้รับคำตอบเป็นที่พอใจแล้ว

ข้าพเจ้าได้รับการยืนยันว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าในการรับการตรวจเอดส์นี้ จะได้รับการเก็บไว้เป็นความลับ จะไม่มีการเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมของข้าพเจ้า เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามหน้าที่หรือเมื่อมีข้อบ่งชี้ และความจำเป็นในการวินิจฉัย รักษาโรคหรือฟื้นฟูสภาพของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้า ( ) มีความประสงค์จะขอรับการตรวจเอดส์จากสถานพยาบาล/สถาบันแห่งนี้
หรือ ( ) ยินยอมให้ ด.ช./ด.ญ./นาย/นางสาว………………………………………

                                                                                                         ลงนาม……………………
                                                                                                   (………………………...............)

ซึ่งเป็นเด็กอายุน้อยกว่าสิบแปดปีหรือยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส หรือเป็นผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้ และอยู่ในความปกครอง/ดูแลของข้าพเจ้า ได้รับการตรวจเอดส์จากสถานพยาบาล/สถาบันแห่งนี้
หรือ ( ) ไม่มีความประสงค์ หรือไม่ยินยอมให้มีการตรวจเอดส์จากสถานพยาบาล/สถาบันแห่งนี้
ในกรณีที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์หรือยินยอมให้มีการตรวจเอดส์จากสถานพยาบาล/สถาบันแห่งนี้ ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่า ข้าพเจ้าได้รับผลกระทบต่างๆ ในข้อควรรู้ก่อนการตรวจเอดส์ ทั้งนี้ ข้าพเจ้า

( ) ต้องการทราบผลการตรวจ
( ) ไม่ต้องการทราบผลการตรวจ
( ) ผู้ขอรับการตรวจ
หรือ ( ) ผู้เกี่ยวข้องกับผู้รับการตรวจโดยเป็น
( ) บิดา ( ) มารดา ( ) ผู้ปกครอง ( ) ผู้แทนโดยชอบธรรม ( ) อื่นๆ ระบุ…………

ลงนาม.......................………..)

(………………………...............) แพทย์/เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ

ลงนาม………………........... …)

(………………………...............)พยาน


วัน……….เดือน…………พ.ศ………..

ใบยินยอม ให้แจ้งผลการตรวจเอดส์แก่บุคลอื่น

ข้าพเจ้ายินยอมให้แจ้งผลการตรวจเลือดแก่

( ) คู่สมรสของข้าพเจ้า คือ……………………………………………………
( ) ญาติของข้าพเจ้า คือ……………………………………………………
( ) นายจ้างของข้าพเจ้า คือ……………………………………………………
( ) อื่นๆ ได้แก่…………………………………………………

ลงนาม…………………………….

(……………………….......)

( ) ผู้ขอรับการตรวจ
หรือ ( ) ผู้เกี่ยวข้องกับผู้รับการตรวจโดยเป็น
( ) บิดา
( ) มารดา
( ) ผู้ปกครอง
( ) ผู้แทนโดยชอบธรรม
( ) อื่นๆ ระบุ…………

ลงนาม……………………………

(………………………...............)

แพทย์/เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ

ลงนาม………………………….

(………………………...............)พยาน

วัน…………เดือน………พ.ศ……………

หมายเหตุ :
- แบบใบยินยอมให้แจ้งผลการตรวจแก่บุคคลอื่นนี้ ผู้รับการตรวจจะต้องลงนามด้วยตนเองต่อหน้าพยานตามข้อกำหนดในแนวทางข้อ 4.4 ฉะนั้นแพทย์จะต้องตรวจสอบว่าได้มีการดำเนินการขอความยินยอมตามข้อนี้โดยถูก ต้องแล้วทุกราย
- แบบฟอร์มนี้รับรองโดยแพทยสภา


การวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV
      - การวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV โดยทั่วไปอาศัยการตรวจหา Antibodies ต่อเชื้อ HIV หรือตรวจหาชิ้นส่วนของ HIV
      - standard screening test สำหรับ HIV คือวิธี ELISA ซึ่งให้ผลดีมาก มี Sensitivity มากกว่า 99.5% แต่ Specificity ไม่ดีนัก ดังนั้นหากผล ELISA test เป็นบวกหรือไม่แน่ใจควรได้รับการยืนยันโดยวิธี WESTERN BLOT ซึ่งจะให้ผลบวก ผลลบที่เชื่อถือได้ หากไม่สามารถยืนยันได้โดย WESTERN BLOT (ผลเป็น INDETERMINATE) ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจต่อไป
      - โดยวิธี POLYMERASE CHAIN REACTION (PCR) นอกจากนั้นควรตรวจซ้ำใหม่โดย WESTERN BLOT อีก 1 เดือนถัดไป หากคุณต้องการตรวจ สามารถรับการตรวจได้ที่สถานพยาบาลที่เชื่อถือได้ ทั้งของรัฐและเอกชน เพราะมี COMMERCIAL ELISA kit ไว้บริการโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม antibodies ต่อเชื้อ HIV จะตรวจพบได้ในกระแสเลือดหลัง ติดเชื้อแล้วประมาณ 4-8 สัปดาห์ ดังนั้นในรายที่สงสัยควรตรวจซ้ำหลังจากนั้น อีก 3 เดือน หาก ELISA test ครั้งแรกเป็นผลลบ โดย พญ. อารีย์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์
ปัจจุบันเรามักจะไม่ทำ western blot เพื่อconfirmกันแล้วนะครับ เราใช้ different screening testsเพื่อยืนยันแทนครับ กรณีที่Elisa บวกและต้องการยืนยัน ก็อาจใช้ agglutination testเป็นต้น เพราะWestern blot แพงและเปลือง แรงงานมาก ทั้งยังแปลผลยาก โดยทั่วไปแล้วประวัติบวกกับหนึ่งscreening test ก็แทบจะไม่ต้องยืนยันด้วยtestอื่นแล้วล่ะครับ สำหรับประเทศที่incidenceสูงๆ อย่างประเทศไทย


ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี
      โรคร้ายที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นโรคเอดส์ ซึ่งประเทศที่เจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์หลายประเทศกำลังค้นคว้าวิจัยหาวัคซีนที่จะนำมาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ นอกจากนี้ ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการควบคุมโรคเอดส์ เนื่องจากเป็นปัจจัยแรกในการบ่งบอกว่า เกิดการติดเชื้อขึ้นแล้วหรือไม่ โดยมีผลกระทบต่อผู้ถูกตรวจโดยตรงเป็นส่วนแรกในวงกว้างสามารถนำมาใช้ในการตรวจเพื่อการเฝ้าระวังโรค เพื่อให้สามารถทราบแนวโน้มว่า ขณะนี้สังคมมีสภาพปัญหามากน้อยเพียงไรจะเห็นได้ว่าอัตราการติดเชื้อในประชากรกลุ่มต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาพการใช้งานในแต่ละกรณี กระทรวง สาธารณสุขจึงได้กำหนดให้ ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องขออนุญาตก่อนการจำหน่ายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2538) เรื่อง ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ประกาศ ณ วันที่ 21 กันยายน 2538 มีผลบังคับใช้วันที่ 20 มกราคม 2539ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2538) เรื่อง "ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี" ได้กำหนดไว้ว่า ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี หมายถึง น้ำยา เครื่องใช้ที่ประกอบกันเป็นชุดหรือ) น้ำยา ไม่ว่าจะประกอบกันเป็นชุดหรือไม่ก็ตาม ใช้ตรวจสิ่งส่งตรวจจากมนุษย์ (human specimens) เฉพาะที่ใช้เพื่อแสดงการติดเชื้อเอชไอวี (human immunodeficiency virus) โดยวิธีการตรวจหาเชื้อ ส่วนประกอบของเชื้อ หรือแอนติบอดี้ต่อเชื้อเอชไอวี แบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

       1. ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อวินิจจัยโรค
       2. ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อวินิจฉัยโรค หมายถึง ชุดที่ใช้ตรวจสิ่งที่ส่งตรวจจากมนุษย์เพื่อวินิจจัยโรคจากการติดเชื้อเอชไอวีแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

      1. ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อวินิจจัยโรคชนิดตรวจกรอง คือ ชุดตรวจที่ใช้ตรวจเบื้องต้นเพื่อบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี ถ้าผลการตรวจครั้งแรกเป็นบวกต้องตรวจซ้ำอีกครั้งด้วยชุดอย่างอื่นที่มีหลักฐานการตรวจสอบต่างกันก่อนการรายงานผลชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อวินิจจัยโรคชนิดตรวจยืนยัน คือ ชุดตรวจการติดเชื้อที่ใช้ตรวจเพื่อการยืนยันผลจากการตรวจกรองที่เป็นบวกเท่านั้น
      2. ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อวัตถุประสงค์อื่น หมายถึง ชุดที่ใช้ตรวจสิ่งที่ส่งตรวจจากมนุษย์ซึ่งผลการตรวจที่ได้ยังไม่สามารถนำมาใช้ในการวินิจจัยโรคว่ามีการติดเชื้อ แต่ก็สามารถนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
            2.1 ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อการวิจัย (for research use)
            2.2 ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อการค้นคว้า (for investigational use)