H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
 


   
วัณโรค

        วัณโรค เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนในเมือง และชนบทโดยเฉพาะตามแหล่งสลัมหรือในที่ ๆ ผู้คนอยู่กันแออัด พบในเด็ก คนแก่ คนที่เป็นโรคเอดส์ พวกที่ติดยาเสพติด คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่นๆ มาก่อน คนที่ตรากตรำงานหนักพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดอาหาร ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคที่เคยลดลง มีการแพร่กระจายมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อเข้ารับการรักษาควรต้องรับการรักษาให้จบขั้นตอนตามที่แพทย์กำหนดโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นปัญหาในการรักษาต่อไป

ปัญหาวัณโรค

      ในปี พ.ศ. 2534 (1991) องค์การอนามัยโลกประมาณว่ามีประชากรจำนวน 1,700 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค ทำให้เกิดผู้ป่วยใหม่ 8 ล้านคนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคปีละ 3 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2536 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าวัณโรคอยู่ในภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ ทั้งนี้เนื่องมาจาก
      - ผลกระทบการระบาดของวัณโรคควบคู่กับการระบาดของโรคเอดส์
      - ปัญหาการเพิ่มขึ้นของวัณโรคต้านยาหลายขนาน (MDRTB)
      - การควบคุมวัณโรคในระดับชาติและระดับนานาชาติยังถูกละเลยหรือขาดประสิทธิภาพเพียงพอ

      ในปี พ.ศ. 2536 (1993) องค์การอนามัยโลกประมาณว่าประชากรที่ติดเชื้อวัณโรคร่วมกับติดเชื้อไวรัสเอดส์มีจำนวน 5.2 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ซึ่งมีทรัพยากรด้านสาธารณสุขจำกัด ประชากรกลุ่มนี้มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคสูงมาก ทำให้แนวโน้มของผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต

การแพร่ระบาดของเอดส์และระบาดวิทยาของวัณโรค

      ภาวะการติดเชื้อไวรัสเอดส์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น เบาหวาน สูบบุหรี่ หรือ silicosis ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลแสดงอัตราอุบัติการณ์วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอดส์โดยตรง แต่ในเขตภาคเหนือตอนบนที่มีการระบาดของเอดส์รุนแรงมีรายงานป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-7 ต่อปี ในระหว่างปี 2532-2538 ทำให้จำนวนวัณโรคในบางจังหวัดมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า การป่วยเป็นวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV ถือเป็นนิยามการรายงานเป็นโรคเอดส์ตามนิยามที่กำหนดในระบบรายงานโรค กองระบาดวิทยา ลักษณะการแสดงอาการทางคลินิคของวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV พบได้หลายแบบ ร้อยละ 90 เป็นวัณโรคปอดและอีกร้อยละ 10 เป็นวัณโรคอื่นๆ เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง วัณโรคในช่องท้อง ส่วนวัณโรคเยื่อหุ้มสมองพบได้น้อย ผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV มีโอกาสแพ้ยาที่ใช้รักษาวัณโรคประมาณร้อยละ 10-15 ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนยาบางชนิด ปรับขนาดยา หรือรักษาตามอาการ ยาที่พบอาการข้างเคียงบ่อย คือ Rifampicin และ Pyrazinzmide

      ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคชุกชุมสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก คือ มีอัตราป่วย 179 คนต่อประชากร 1 แสนคน และประเทศไทยได้ถูกจัดเป็น 1 ใน 6 ประเทศของทวีปเอเชียที่มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคสูงสุดรองจาก จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, บังคลาเทศ และเวียดนาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัณโรคแพร่กระจายได้เร็วได้แก่ ความแออัดของประชากรหรือชุมชน ประชากรไวต่อเชื้อ เช่น ประชากรมีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นเอดส์มากหรือเด็กซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานไม่ดีพอจะไวต่อการติดเชื้อ เชื้อวัณโรคดื้อยาเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำวัณโรคระบาดเพิ่มขึ้น


สาเหตุ

      เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) บางครั้งเรียกว่า เชื้อเอเอฟบี (AFB/Acid Fast Bacilli) วัณโรคปอดมักจะติดต่อโดยการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ไอจามหรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้นจึงมักมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด (เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน ) กับคนที่เป็นโรค ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นนับว่ามีโอกาสน้อยมาก ที่อาจพบได้ก็โดยการดื่มนมวัวดิบๆที่ได้จากวัวที่เป็นวัณโรค หรือโดยการกลืนเอาเชื้อที่ติดมากับอาหารหรือภาชนะเชื้อจะเข้าทางต่อมทอนซิลหรือลำไส้ แล้วเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งบางครั้งอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังปอด สมอง กระดูก ไต หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้ ผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกายครั้งแรกในระยะที่เป็นเด็ก (บางคนอาจได้รับเชื้อตอนโตก็ได้) โดยไม่มีอาการแสดงแต่อย่างไร ยกเว้นบางคนอาจมีอาการของปอดอักเสบเล็กน้อยอยู่สักระยะหนึ่งแล้วหายไปได้เอง ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทาน ขึ้นกำจัดเชื้อวัณโรค คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก จึงมักจะแข็งแรงเป็นปกติดี แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อวัณโรคที่ยังอาจหลงเหลือยู่ในปอดและอวัยวะอื่น ๆ ถ้าร่างกายแข็งแรง ก็จะไม่เกิดโรคแต่อย่างไร แต่ถ้าต่อมา (อาจเป็นเวลาหลายปีหรือสิบ ๆปี) เมื่อร่างกาย เกิดอ่อนแอด้วยสาเหตุใด ก็ตาม เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็จะแบ่งตัวเจริญงอกงามจนทำให้เกิดเป็นวัณโรคขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับเชื้อมาจากภายนอกส่วนมากจะเกิดเป็นวัณโรคของปอด ซึ่งจะแสดงอาการดังจะได้กล่าวต่อไปนอกจากนี้ คนบางคนที่รับเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายครั้งแรก เชื้ออาจจะลุกลามจนกลายเป็นวัณโรคในทันทีได้ ซึ่งอาจกลายเป็นวัณโรคร้ายแรงได้

อาการ

      มักจะค่อย ๆ เป็นด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ไอนานเกิน 3 สัปดาห์ อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ ตอนบ่าย ๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืนต่อมาจึงมีอาการไอ ระยะแรก ๆ ไอแห้ง ๆ ต่อมาจะมีเสมหะไอมากเวลาเข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน แต่บางคนอาจไม่มีอาการไอเลยก็ได้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่มีอาการไอในรายที่เป็นมาก จะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ หรือดำ ๆ แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อกในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น "จุด" ในปอดในฟิล์มเอกซเรย์บางคนอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ถ้าเกิดในเด็กอาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น กระดูกไต ลำไส้ ฯลฯ ในกรณีที่เป็นวัณโรคนอกปอดจะพบอาการเฉพาะที่ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ปวดตามข้อ ผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มแผล เป็นต้น


สิ่งที่ตรวจพบ

      ซูบผอม อาจมีอาการซีด หายใจหอบ หรือมีไข้ การใช้เครื่องฟังตรวจปอดส่วนใหญ่จะไม่มีเสียงผิดปกติ บางคนอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ซึ่งมักจะได้ยินตรงบริเวณยอดปอดทั้ง 2 ข้าง ถ้าได้ยินไปทั่วปอดทั้ง 2 ข้าง แสดงว่าอาการลุกลามไปมากถ้าปอดข้างหนึ่งเคาะทึบ และไม่ได้ยินเสียงหายใจ ก็แสดงว่ามีภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยมานาน ๆ อาจมีอาการนิ้วปุ้ม (clubbing of fingers) ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจตรวจไม่พบอะไรชัดเจน ก็ได้


อาการแทรกซ้อน

      ที่สำคัญคือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ฝีในปอด, ภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด , วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (พบบ่อยที่ข้างคอ อาจโตเป็นก้อนร่วมกับไข้เรื้อรัง หรือโตต่อกันเป็นสายเรียกว่า ฝีประคำร้อย), ไอออกเป็นเลือดถึงช็อก ที่พบได้น้อยลงไป ได้แก่
วัณโรคกระดูก (มักพบที่กระดูกสันหลัง มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังคดโก่ง และกดเจ็บ)
วัณโรคลำไส้ (มีอาการไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดินเรื้อรัง ซูบผอม ถ้าลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องที่ทำให้ท้องมานได้)
วัณโรคไต
วัณโรคกล่องเสียง (เสียงแหบ) เป็นต้น


การรักษา

  1. หากสงสัย ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อทำการวินิจฉัยโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะโดยวิธีย้อมสีแอซิดฟาสต์ (Acid fast stain) เพื่อค้นหาเชื้อวัณโรค (AFB) หรือทำการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin test)
    การรักษา จะต้องให้ยารักษาวัณโรค อย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป โดยมีไอเอ็นเอช เป็นยาหลัก 1 ชนิด แล้วให้ยาอื่นร่วมด้วยอีก 1-3 ชนิด การใช้ยาเพียงชนิดเดียวมักจะรักษาไม่ได้ผลยาที่ใช้รักษาวัณโรค จึงมีสูตรให้เลือกอยู่หลายแบบ เช่น

    สูตรยา 6 เดือน

    - ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + สเตรปโตไมซิน นาน 2 เดือนตามด้วย ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน หรือ
    - ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + อีแทมบูทอล นาน 2 เดือนตามด้วย ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน
    อีก 4 เดือน

    สูตรยา 8 เดือน
    - ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + สเตรปโตไมซิน นาน 2 เดือน ตามด้วย ไอเอ็นเอช + อีแทมบูทอล อีก 6 เดือน หรือ
    - ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน +ไพราซินาไมด์ + อีแทมบูทอล นาน 2 เดือนตามด้วยไอเอ็นเอช + อีแทมบูทอล
    อีก 6 เดือน

           สูตรยาข้างบนนี้ ใช้สำหรับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ และผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่มีอาการรุนแรง หรือเป็นวัณโรคที่อวัยวะอื่น ๆ นอกจากปอด ส่วนผู้ป่วยรายเก่าที่กำเริบใหม่ หรือภาวะอื่น ๆ จะมีสูตรยาที่แตกต่างกันไปซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้ นอกจากนี้ให้รักษาตามอาการ เช่น ซีด หรือเบื่ออาหารก็ให้ยาเม็ดเฟอร์รัสซัลเฟตและวิตามินรวม อย่างละ 2-3 เม็ดต่อวัน ถ้าไอมีเสลดให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ และอาจให้ยาขับเสมหะ เช่น มิสต์แอมมอนคาร์บ 1/2 - 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรให้บำรุงร่างกายด้วยอาหารโดยเฉพาะพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ)

  2. ในรายที่มีอาการแทรกซ้อน เช่น ไอออกเป็นเลือดมาก ๆ หรือหอบให้ส่งโรงพยาบาลด่วน

  3. เมื่อได้ยารักษาสักระยะหนึ่ง (2-4 สัปดาห์) อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ไข้ลดลง ไอน้อยลง กินข้าวได้มากขึ้น น้ำหนักเพิ่ม ควรให้ยาต่อไปทุกวันจนครบกำหนด จึงจะหายขาดได้

  4. ถ้าสงสัยมีโรคเอดส์ ร่วมด้วย ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี


รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

  1. ไอโซไนอาซิด (Isoniazid, INH) เป็นยาสำหรับรับประทาน มีความสำคัญเพราะประสิทธิภาพสูงดูดซึมได้ดี จากทางเดินอาหารซึมเข้าสู่เนื้อของร่างกายทั่วไป มีผลเป็นพิษที่สำคัญต่ำและราคาถูกการแพ้ยาที่สำคัญคือ พิษต่อตับและระบบประสาท พิษต่อตับจะทำให้เกิดตับอักเสบ มักจะเกิดกับคนสูงอายุหรือมีโรคตับอยู่ก่อน พิษต่อระบบประสาทมีประสาทส่วนปลายอักเสบ เวียนศรีษะ ชัก ซึมและประสาทตาอักเสบ
  2. อีแธมบิวตอล (Ethambutal) เป็นยาสำหรับรับประทานมีประสิทธิภาพทัดเทียมหรือดีกว่า PAS แต่อาการแพ้ยามีน้อยกว่าและรับประทานง่าย การแพ้ยา ที่สำคัญคือ ประสาทตาอักเสบทำให้มีตาบอดสีหรือตามัว
  3. สเตรพโตมัยซีน (Streptomycin) เป็นยาสำหรับฉีดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายแต่เข้าสู่น้ำไขสันหลังในระดับต่ำ ขับออกทางไตและส่วนหนึ่งถูกทำลายในร่างกาย ผลเป็นพิษที่สำคัญคือต่อประสาทสมองคู่ที่แปดและไต พิษต่อประสาทสมองคู่ที่แปดทำให้มีอาการเวียนศีรษะ สมรรถภาพการทรงตัวเสื่อม มีเสียงในหูและอาจทำให้หูหนวก พิษต่อไตทำให้การทำงานของไตเสื่อม ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวังในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก
  4. ริแฟมปิซิน (Rifampicin) เป็นยาสำหรับรับประทานมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการทำลายและระงับการเจริญของเชื้อวัณโรคดูดซึมได้ดีจากลำไส้ ถูกขับออกทางน้ำดีและปัสสาวะ ผลเป็นพิษที่สำคัญคือทำให้มีตับอักเสบ การใช้ยาขนาดสูงแบบเว้นระยะจะทำให้เกิดอาการแบบไข้หวัดใหญ่ เกร็ดเลือดต่ำความดันเลือดต่ำและอันตรายต่อไต


วิธีประเมินผลการรักษา

  1. การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค เป็นสิ่งสำคัญที่สุดควรตรวจเสมหะซ้ำเป็นระยะทุก 1-3 เดือน
  2. ผู้ป่วยที่การวินิจฉัยแน่นอน การถ่ายรังสี ทรวงอกซ้ำทุกเดือนไม่มีความจำเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรังสีไม่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวกับการดำเนินโรคเท่าการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโณอาจถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้ำทุก 3-6 เดือน
  3. อาการทางคลินิก เช่น ไข้ อาการไอ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดจะหายไปถ้าการรักษาได้ผล


สาเหตุของการรักษาไม่ได้ผล

      สาเหตุที่สำคัญได้แก่การที่ผู้ป่วยได้รับยาไม่ถูกต้อง รับยาไม่สม่ำเสมอไม่ครบตามตามกำหนดเวลาอันสมควร มีการแพ้ยาเกิดขึ้น นอกจากนี้เกิดจากมีโรคอื่น ร่วมอยู่ด้วยและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เช่นเบาหวาน พิษสุราเรื้อรัง


ข้อแนะนำ

  1. วัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หรือน่ารังเกียจ และเป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยารักษาวัณโรคอย่างน้อย 2 ชนิด ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานาน 6-8 เดือน ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่า เมื่อกินยาได้สัก 2-3 เดือนแล้วอาการดีขึ้นก็นึกว่าหายแล้ว จึงไม่ยอมกินยาต่อ การกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง หรือกินไม่ได้ตามกำหนด มีแต่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาทำให้กลายเป็นวัณโรคเรื้อรังรักษายาก และสิ้นเปลืองเงินทองและเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ ควรไปรับยารักษาตามแพทย์นัด อย่าได้ขาด บางครั้งอาจต้องเอกซเรย์ หรือตรวจเสมหะซ้ำ ทุก 3-6เดือน ผู้ป่วยที่อยู่ในเขตชนบท อาจไปรับยาได้ที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในเมือง อาจไปรับยาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัด และสะดวก (สำหรับผู้ที่ยากจน ไม่มีเงินเสียค่ายา ก็สามารถรับยาได้ฟรีจากสถานบริการของรัฐ)
  2. ผู้ป่วยควรงดบุหรี่และเหล้า ควรกินอาหารพวกโปรตีนให้มาก ๆ ควรอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก เวลาไอหรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก ควรบ้วนเสมหะลงในกระโถนหรือกระป๋องที่มีน้ำยาทำลายเชื้อ เช่น ไลซอล (Lysol) แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝังเสีย
  3. ในระยะก่อนการรักษา หรือกินยาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก อย่านอนรวมหรืออยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น ๆ อย่าไอ จามหรือหายใจรดหน้าคนอื่น(แม่ที่เป็นวัณโรคอย่ากอดจูบลูกหรือ ไอ หรือหายใจรดหน้าลูก ทางที่ดีอย่าให้ลูกดูดนมตัวเอง)เมื่อกินยาได้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว เชื้อจะถูกทำลายและไม่มีการแพร่ให้คนอื่นต่อไป จึงไม่ต้องแยกผู้ป่วยออกอย่างเคร่งครัดเหมือนระยะก่อนการรักษา (เช่น ไม่จำเป็นต้องแยกถ้วย ชาม สำรับอาหาร หรือเครื่องใช้ออกต่างหาก) เมื่อรู้สึกแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ หรือออกกำลังได้เช่นปกติ
  4. ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) ควรไปให้แพทย์ตรวจ หรือเอกซเรย์ปอดให้แน่ใจว่า ติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยหรือไม่ แพทย์อาจให้ยารักษา หรือให้ยาป้องกัน ตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร
  5. ผู้ที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค (เช่น เป็นไข้เรื้อรัง, เบื่ออาหารและน้ำหนักลด, ไอเป็นเลือดหรือไอนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยไม่ทราบสาเหตุ, อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น) ควรให้แพทย์ตรวจเช็กร่างกาย ถ้าเป็นโรคนี้จะได้รักษาเสียแต่เนิ่น ๆ เป็นการป้องกันมิให้โรคลุกลามและมิให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อไป
  6. โรคนี้ติดต่อโดยการสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือหายใจรด(เพราะความใกล้ชิด หรืออยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกร่วมกับผู้ป่วย) เป็นสำคัญดังนั้น พยายามอย่าเข้าไปในที่ ๆ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด
  7. คนที่ได้รับเชื้อวัณโรค หากร่างกายแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคดี จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้ (ในบ้านเราในผู้ใหญ่เกือบทุกคน เคยได้รับเชื้อวัณโรคกันแล้ว) แต่เชื้อจะหลบซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เมื่อร่างกายทรุดโทรม เชื้อก็จะกำเริบและกลายเป็นวัณโรคได้ โดยไม่ต้องได้รับเชื้อจากภายนอกมาใหม่ ดังนั้น จึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การละเว้นจากการสูบบุหรี่ หรือดื่มสุราจัด อย่าตรากตรำทำงานหนักเกินควร พักผ่อนให้เพียงพอและอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก


การป้องกัน
การป้องกัน สามารถทำได้โดย

  1. ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ในเด็กและบุคคลที่แสดงผลลบต่อการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin test) เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันวัณโรค ในปัจจุบันตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จะทำการฉีดวัคซีนนี้ให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิดโดยทั่วไปมักจะฉีดให้เพียงเข็มเดียว
  2. ในคนที่สัมผัสโรค โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือทารก แพทย์อาจให้ ไอเอ็นเอชกินป้องกันเป็นเวลา 1 ปี
  3. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ


วัณโรคและเอดส์

      โดยทั่วไปประชากรประมาณร้อยละ 75 ของผู้ใหญ่ในประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นผู้ที่ได้รับเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งเป็นเชื้อก่อวัณโรค โดยอาจได้รับเชื้อจากคนที่รู้จัก คนที่ไม่สนิทคุ้นเคยนัก ผู้ที่เป็นวัณโรคปอด โดยการ ไอ จาม หรือการ พูดคุยกันเท่านั้น ก็ได้แพร่เชื้อวัณโรคไปในอากาศในรูปของฝอยละอองน้ำ เมื่อถูกหายใจเข้าสู่ปอดละออง เหล่านี้จะเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของปอด ซึ่งมีการดูดซึมออกซิเจน ประชาชนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรค จะมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ โดยไม่เกิดผลร้ายใด ๆ จากเชื้อนี้ เนื่องจากเชื้อวัณโรคจะถูกจับไว้ในเซลล์ที่เรียก ว่า macrophages เชื้อจะถูกห่อหุ้มและจำกัดไว้โดยภูมิคุ้มกันของบุคคลนั้น (คือ T-lymphocyte หรือที่ เรียกกันว่า T-cells) ซึ่งเป็นตัวสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ก่อนที่จะพบเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับเชื้อ วัณโรคจะมีประมาณ ร้อยละ 10 เท่านั้น ที่จะกลายเป็นวัณโรคชนิดที่ติดต่อ (Active TB)

      เชื้อ HIV จะเข้าไปใน T-cells และบังคับ T-cells ให้ผลิตเชื้อไวรัสจำนวนมาก จากนั้น T-cells จะถูกทำลายโดยกลไกที่เรายังไม่ทราบแน่ชัด เชื้อวัณโรคจะถูกปล่อยเป็นอิสระและก่อความ เสียหายให้แก่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ติดเชื้อ HIV จึงมักเป็นวัณโรคในส่วน อื่น ๆ ของร่างกายร่วมด้วย

      สำหรับการดื้อยาได้พบมาหลายปีแล้ว เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้รับยาต้านวัณโรคอย่างสม่ำเสมอจนสิ้นสุดระยะกำหนดการรักษา ทั้งนี้เพราะหายาไม่ได้ หรือเพราะผู้ป่วยหยุดยาเองเมื่อ รู้สึกว่าอาการดีขึ้น ซึ่งมักจะเป็นประมาณหนึ่งเดือนหลังเริ่มการรักษา การที่ผู้ป่วยจะหายขาดได้จำเป็น ต้องรับยาจนสิ้นสุดระยะกำหนดการรักษาเท่านั้น เมื่อมีการหยุดยาก่อนกำหนด หรือรับยาไม่สม่ำเสมอ เชื้อวัณโรคจะเริ่มดื้อต่อยาที่รักษา การรักษาในปัจจุบันนี้ใช้ยาหลายชนิดพร้อม ๆ กัน เพื่อรักษาผู้ป่วยให้ หายขาด ถึงแม้เชื้อวัณโรคจะดื้อต่อยาชนิดใดชนิดหนึ่งก็ตาม ปัญหาใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศ สหรัฐอเมริกา คือ มีการดื้อต่อยาหลาย ๆ ชนิดในขณะเดียวกัน นั่นคือเชื้อโรคอาจดื้อต่อยาสองชนิดหรือ มากกว่า และเมื่อเกิดการดื้อยาดังกล่าว ในผู้ป่วยที่พบว่าติดเชื้อ HIV ด้วยแล้ว ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต และทำให้การรักษายากมากขึ้นเป็นพิเศษ แม้จะเป็นกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV
ก็ตาม

แนะนำ website เพิ่มเติม ดังนี้
- www.thailabonline.com/respirat-tb.htm
- www.rta.mi.th/4501bu/rosmary3.html
- www.google.com

ฝ่ายโรคเรื้อนและมัยโคแบคทีเรียอื่น
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์