H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
 


   
การทำลายเชื้อไวรัส



ผู้เรียบเรียง : ประเสริฐ เอื้อวรากูล


      เมื่อเชื้อไวรัสอยู่ภายนอกร่างกายของโฮสต์ จะค่อยๆ สูญเสียสภาพการติดเชื้อ ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นกับสภาวะแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น พวก naked virus มักทนทานกว่าพวก enveloped virus แต่การทำลายเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในเลือด สารคัดหลั่ง และสิ่งขับถ่ายต่างๆ ของผู้ป่วย จำเป็นต้องมีวิธีการมาตรฐานเพื่อให้ได้ผลแน่นอนและรวดเร็ว มิฉะนั้นเชื้อจะแพร่กระจายไปก่อการติดเชื้อไวรัสที่แปดเปื้อนเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือฆ่าเชื้อไวรัสในการผลิตวัคซีนชนิดเชื้อตายด้วย ซึ่งจะต้องใช้ขบวนการทำลายเชื้อแตกต่างกันออกไป


ปัจจัยในการทำลายเชื้อไวรัส
1. ปัจจัยทางกายภาพ


      ความร้อน มีทั้งความร้อนแห้งและความร้อนชื้น ความร้อนแห้งได้แก่ การเผาไฟโดยตรง ใช้ตู้เผาหรือเตาเผา ความร้อนชื้น ได้แก่ การต้ม การ autoclave การ pasteurize เป็นต้น

      โดยทั่วไปการใช้ความร้อน 50-60 °ซ เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง จะฆ่าไวรัสส่วนใหญ่ได้ ยกเว้นเชื้อที่ทนเป็นพิเศษ เช่น rhinovirus, enterovirus ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นต้น การมีสารบางชนิด เช่น เกลือแมกนีเซี่ยมอยู่ด้วยจะทำให้ไวรัสทนต่อความร้อนมากขึ้น การต้มในน้ำเดือด 20-30 นาที จะสามารถฆ่าไวรัสได้ทั้งหมด แต่ถ้าต้องการฆ่าเชื้อทุกชนิดให้หมดอย่างสมบูรณ์รวมทั้งสปอร์ของแบคทีเรียต้องใช้วิธี autoclave คือ การนึ่งด้วยไอน้ำที่ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว อุณหภูมิ 121 °ซ จะฆ่าเชื้อได้หมดใน 15 นาที ส่วน pasteurization นั้น มักใช้ฆ่าเชื้อในอาหาร เช่น นม ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินอาหารรวมทั้ง enterovirus

      ที่อุณหภูมิ 4 °ซ เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ได้นานหลายวัน และอยู่ได้นานเป็นปีที่ -70 °


      แสงอัลตราไวโอเลต (UV) เชื้อไวรัสแต่ละชนิดจะไวต่อแสง UV ที่มีความยาวคลื่นไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ในช่วง 100-400 นาโมเมตร ซึ่งหลอด UV ที่ใช้กันทั่วไปให้แสงที่มีความยาวคลื่น 254 นาโมเมตร แสง UV มักใช้ในการฆ่าเชื้อในอากาศ เพราะแสงไม่สามารถแทรกผ่านตัวกลางที่เป็นของเหลวหรือของแข็งไปได้ จะฆ่าเชื้อได้เฉพาะบริเวณพื้นผิวเท่านั้น

      รังสีอื่นๆ เช่น X-ray gramma ray ใช้ในการฆ่าเชื้อเครื่องใช้ทางการแพทย์ชนิดใช้แล้วทิ้งหลายชนิด


2. สารเคมี 
      

ที่สามารถนำมาใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้อย่างรวดเร็ว แม้ในความเข้มต่ำๆ กลไกการทำลายเชื้อไวรัส คือ ละลายไขมันใน envelope หรือทำให้โปรตีนและกรดนิวคลิอิกของไวรัสเสียสภาพไป สารเคมีที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ได้แก่

      สารละลาย sodium hypochlorite เป็นสารประกอบของคลอรีน รู้จักกันในนามของน้ำยากัดผ้าให้ขาว เป็นน้ำยาฆ่าเชื้ออเนกประสงค์ที่ผลดีมาก ใช้เป็น disinfectant (สารเคมีที่ใช้ทำลายเชื้อโรค ใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต) เช็ดโต๊ะทำงานในห้องปฏิบัติการ ฆ่าเชื้อที่แปดเปื้อนภาชนะ และเครื่องใช้ต่างๆ แต่มีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะ ขนาดใช้คิดตามความเข้มข้นของคลอรีน เท่ากับ 0.05-0.1% หรือ 50C-1000 ppm (1 part per million หมายถึง มีสารหนัก 1 กรัมในน้ำ 1 ล้านลูกบาศก์เซนติเมตร) ถ้าต้องการฆ่าเชื้อโรคปริมาณมาก เช่น ทำขวดเลือดหรือขวดเชื้อหกจะต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีก 10 เท่า เป็นคลอรีน 1% หรือ 10,000 ppm

     Sodium hypochlorite ในรูปของ Dakin's solution (5%) หรือ Modified Dakin's solution (0.5% ผสม Sodium bicarbonate) นิยมใช้กับแผลสกปรกมีหนอง เพราะจะกัดเนื้อตายทำให้แผลสะอาดในขนาดความเข้มข้น 0.5% สามารถฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

      น้ำยา hypochlorite ควรจะเตรียมใหม่อยู่เสมอเพราะปริมาณคลอรีนในสารละลายมักจะระเหยหายไปได


      คลอรีน มักใช้ในการทำลายเชื้อในน้ำประปา สระว่ายน้ำฤทธิ์ของคลอรีนจะลดลงหากน้ำมีสภาพเป็นด่าง มีอินทรีย์สารปนเปื้อนมาก ที่ pH 7.0 เชื้อไวรัสส่วนใหญ่รวมทั้ง enterovirus จะถูกทำลายด้วยความเข้มข้น 0.5 ppm แต่ถ้า pH สูงขึ้น หรือมีอินทรียสารปนเปื้อนในน้ำ จะต้องใช้คลอรีนความเข้มข้นสูงขึ้น และถ้าใช้ความเข้มข้นถึง 1 ppm จะมีกลิ่นเหม็นและระคายเคืองตา

      ไอโอดีน ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อได้ดี influenza virus ถูกฆ่าเชื้อด้วยความเข้มข้นเพียง 70 ppm แต่ฤทธิ์ไอโอดีนจะอ่อนลงถ้ามีด่างหรืออินทรียสารปนอยู่มาก ข้อเสียของไอโอดีน คือ ระคายเคืองเนื้อเหยื่อที่ใช้กันอยู่ในรูปของ tincture iodine 2% แต่ถ้าอยู่ในรูปของ povidone-iodine (Betadine) จะระคายเคืองน้อยลง แต่การออกฤทธิ์สู้ povidone-iodine ไม่ได้

      ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือฟอร์มาลิน (formadehyde หรือ formalin) ฟอร์มาลิน คือ สารละลายซึ่งมีแก็สฟอร์มาลดีไฮด์ละลายอยู่ 40% ทำลายเชื้อได้ดี แต่ทั้งสารละลายและไอมีพิษต่อเนื้อเยื่อมากใช้เป็น disinfectant ได้ผลดี ความเข้มข้น 1.5% สามารถฆ่าไวรัสเริม 5% สามารถฆ่าไวรัสตับอักเสบ บี ในความเข้มข้นต่ำๆ 0.2-0.4% นำมาใช้ฆ่าไวรัสเพื่อผลิตวัคซีนเพราะจะไม่ทำลายแอนติเจนของเชื้อนอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในรูปก็าซเพื่ออบห้องฆ่าเชื้อในอากาศโดยนำฟอร์มาลินมาทำให้ร้อนหรือผสมกับด่างทับทิมก็จะกลายเป็นก็าซ

      Glutaraldehyde ในรูปของ 2% ผสมกับ bicarbonate buffer (Cidex) จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสได้หมดใน 10 นาที ข้อดี คือ สามารถแช่เครื่องมือที่เป็นยางได้โดยไม่ทำให้ยางเสียสภาพ ซึมเข้าไปในตัวของเครื่องมือได้ดีและล้างออกง่าย

      แอลกอฮอล์ (ethyl alcohol 70%) เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้กันมากชนิดหนึ่ง แอลกอฮอล์สามารถตกตะกอนโปรตีนได้ ซึ่งตะกอนโปรตีนนี้จะป้องกันไวรัสไม่ให้ถูกทำลาย การเติม sodium bicarbonate จำนวนน้อยๆ (0.002%) สามารถยับยั้งการจับตัวของตะกอนโปรตีน ทำให้ฤทธิ์ดีกว่า ethyl alcohol เล็กน้อย แต่ราคาแพงกว่า

      Hydrogen peroxide ฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไม่ดีนัก แต่ถ้าไม่มีอินทรียสารปนอยู่ก็สามารถทำลายไวรัสได้ดี ในความเข้มข้นเพียง 0.3% สามารถฆ่าเชื้อ human immunodeficiency virus (HIV) ได้ โดยทั่วไปใช้ความเข้มข้น 3% มักนำมาใช้ล้างแผล เพราะเมื่อถูกกับเอนไซม์ catalase ในเนื้อเยื่อ ก็จะสลายตัวเกิดก๊าซออกซิเจนเป็นฟองฟู่ ผลักเอาเศษสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากแผล

      Benzalkonium chloride (zephiran) ออกฤทธิ์เป็นผงซักฟอก (detergent) ไปทำลาย envelop ขนาดความเข้มข้นที่ใช้คือ 1:1,000 - 1:10,000 สารนี้ไม่มีพิษและไม่ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ในแผลที่ถูกสุนัขกัดใช้ 1-2.5% ล้างแผลจะสามารถทำลายเชื้อพิษสุนัขบ้าได้มาก

      Phenal สามารถฆ่าไวรัสบางชนิด เมื่อผสมกับสบู่จะออกฤทธิ์ดีขึ้น ที่ใช้กันมีอยู่ในรูปต่างๆ เช่น Lysol ใช้เป็น disinfectant, Dettol และ Phisohex ใช้กับสิ่งมีชีวิตได้

      เกลือของโลหะหนัก เช่น silver nitrate 0.05N สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้อย่างรวดเร็ว mercurochrome และ merthiolate มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสอ่อนมาก

      β-propiolactone สารนี้ไม่เสถียรเมื่ออยู่ในน้ำจะเกิดการสลายตัว ในความเข้มข้น 1:4,000 สามารถนำมาใช้ฆ่าเชื้อเพื่อผลิตวัคซีน

      ด่างทับทิม สามารถฆ่าไวรัสได้ด้วยความเข้มข้นเพียง 1:10,000 จะฆ่าเชื้อในครึ่งชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง แต่ถ้ามีอินทรียสารปนเปื้อนจะทำให้ฤทธิ์อ่อนลง

      Glycols ได้แก่ triethylene และ propylene glycol มักใช้พ่นเป็นละอองฝอยหรือไอ ใช้ฆ่าเชื้อที่เป็นละอองอยู่ในอากาศ เช่น influenza virus ใช้ความเข้มข้นน้อยกว่า 1 ppm ในอากาศ แต่มีข้อจำกัด คือ ความชื้นต้องอยู่ระหว่าง 45-65% เพราะ glycol จะถูกดูดซึมโดยพื้นผิวที่ชื้น เช่น ผิวหนัง ทำให้ความเข้มข้นในอากาศลดลง

      Ethylena Oxide เป็นก๊าซ มักใช้อบฆ่าเชื้อสำหรับวัสดุที่ทนความร้อนไม่ได้ เช่น พลาสติก ก๊าซ นี้สามารถซึมผ่านเข้าไปในพลาสติกได้ดี จะออกฤทธิ์ได้ดีต้องมีความชื้นที่เหมาะสมประมาณ 40% และอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูง เชื้อ vaccine , polio และ parainfluenza viruses จะถูกฆ่าในเวลา 180 นาที ที่อุณหภูมิ 28 °ซ แต่ถ้าใช้อุณหภูมิ 48 °ซ จะใช้เวลาเพียง 60 นาที ข้อเสียของก๊าซนี้คือระเบิดได้ ต้องแก้โดยผสมกับก๊าชเฉื่อยหรือ CO2 นอกจากนี้ยังมีพิษ ก่อนนำของที่อบก๊าซมาใช้ต้องไว้ให้ก๊าซระเหยออกอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

การทำลายเชื้อ HIV


      เชื้อ HIV เป็น enveloped virus จึงไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามเชื้อยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้นอกร่างกายนานพอสมควร อาจอยู่ได้นานถึง 15 วัน ในน้ำยาเลี้ยงเชื้อ หรือ 7 วันในสภาพแห้งแล้ง

      - 0.5% Nonidet P-40 ใช้เวลา 1 นาที
      - 0.5% Sodium hypochlorite ใช้เวลา 1 นาที
      - 70% ethanol ใช้เวลา 1 นาที
      - 0.08 % quaternary ammonium chlorides ใช้เวลา 10 นาที
      - สำหรับเซลล์ที่ติดเชื้ออาจใช้ 1:1 ethanol/acetone ใช้เวลา 20 นาที

      เนื่องจากความสามารถในการฆ่าเชื้อของสารเคมีขึ้นกับการที่เชื้อต้องได้สัมผัสกับสารเคมีอย่างทั่วถึง การทำลายเชื้อในกรณีที่สารเคมีแทรกซึมเข้าไม่ถึง เช่น ก้อนเลือดจึงจำเป็นต้องใช้ความร้อนเช่น การ autoclave เชื้อ HIV ไม่ทนทานต่อความร้อน ในสภาพเปียกจะถูกทำลายได้ด้วยอุณหภูมิ 50-60°ซ ใช้เวลา 30 นาที แต่ในสภาพแห้งเชื้อมีความคงทนมากขึ้น ที่อุณหภูมิ 68°ซ ต้องใช้เวลาถึง 48 ชั่วโมง เชื้อ HIV มีลักษณะต่างจากไวรัสทั่วๆ ไป ที่ค่อนข้างทนทานต่อรังสีอัลตราไวโอเลตในขนาดที่ใช้ สำหรับการฆ่าเชื้อโดยทั่วไป

จาก NIH NEWSLETTER ปีที่3 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542