H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
 


   
ยุงบริเวณบ้าน พบแล้วจะทำอย่างไร

ยุงบริเวณบ้าน พบแล้วจะทำอย่างไร

ผู้เรียบเรียง : จิตติ จันทร์แสง

      หลายท่านคงเคยมีปัญหาเกี่ยวกับยุงเริ่มตั้งแต่ถูกยุงกัดแล้วเกิดความรำคาญ บางทีอาจป่วยด้วยโรคที่นำโดยยุง เช่น โรคไข้เลือดออก ในฐานะที่มีกลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์เป็นหน่วยงานหนึ่งในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งทำงานเกี่ยวกับยุง ดังนั้นจึงขอนำเสนอความรู้อันดับแรกเกี่ยวกับยุงบริเวณบ้านพักอาศัยและการป้องกันกำจัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับยุงดียิ่งขึ้น แล้วอาจกลับไปตรวจดูบริเวณบ้านพักของตนเอง แล้วทำให้บ้านของท่านเป็นบ้านที่เป็นเขตปลอดยุง โดยถ้ามีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งก็อาจมีกิจกรรม ประกวดบ้านปลอดยุงของเจ้าหน้าที่ก็ได้ มีรางวัลมากมายอย่างน้อยรางวัลที่ได้ก็คือบ้านไม่มียุง

      โดยมากเมื่อคิดถึงการควบคุมยุง จะนึกถึงแต่การใช้สารเคมีกำจัด เช่น กระป๋องเคมีที่มีหัวฉีดพร้อม (aerosol) กำจัดยุงหรือแมลง ยาจุดกันยุง เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีควบคุมยุงแบบชั่วคราวที่ต้องมีความระมัดระวังในการนำไปใช้ ในเมื่อยุงอยู่ในบ้าน คงไม่ต้องรอให้รัฐเข้ามากำจัดยุงในบ้าน เว้นแต่ในกรณีที่จะมีการระบาดของโรคที่นำด้วยยุง เช่น โรคไข้เลือดออก ถ้าไม่ต้องการให้เกิดปัญหาดังกล่าวคงต้องรีบดำเนินการควบคุมยุงในบริเวณบ้าน สำหรับการดำเนินการควบคุมนั้นอย่างน้อย ต้องมีความรู้เกี่ยวกับยุงบริเวณบ้าน เช่น แหล่งเพาะพันธุ์ยุง อุปนิสัย เป็นต้น และวิธีการควบคุมที่เหมาะสม แม้แต่หน่วยงานควบคุมยุงหรือแมลงพาหะของ WHO ยังใช้ชื่อว่า Division of Vector Biology and Control เป็นการชี้ให้เห็นว่า ต้องมีความรู้ทั้ง 2 ด้านมาประกอบ ให้เกิดการทำงานเป็นแบบองค์รวมไปในทางเดียวกัน

      สำหรับประเทศไทยพบยุงอยู่ประมาณ 400 ชนิด จะกล่าวเฉพาะแต่ที่เป็นปัญหาที่มีแหล่งเพาะพันธุ์บริเวณบ้านเรือนซึ่งมีอยู่ 2 - 3 ชนิด ยุงที่มากัดตอนกลางวันคือ ยุงลายชนิด Aedes aegypi  กับ Aedes albopitus  ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก แต่จะอธิบายเฉพาะยุงลายชนิด Ae. aegypi  เนื่องจากเป็นพาหะหลักที่สำคัญและเป็นปัญหาของประเทศ ปราบกันมากว่า 30 ปี แต่ละปีใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 80 ล้าน และอีกตัวได้แก่ ยุงที่มากัดตอนกลางคืนคือ ยุงรำคาญชนิด Culex quinquefasciatus  มากัดแล้วก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ที่ประเทศพม่าเพื่อนบ้านซึ่งส่งแรงงานมาทำงานในประเทศเรามากมาย ยุงชนิดนี้เป็นยุงพาหะนำโรคเท้าช้าง ซึ่งคงต้องให้ความสนใจมากขึ้น

      วงจรชีวิตยุงโดยทั่วไปนั้น ปกติทั้งตัวผู้และตัวเมียจะกินน้ำหวานจากต้นไม้เป็นอาหาร มีเฉพาะยุงตัวเมียเท่านั้นที่มากัดกินเลือดเป็นอาหาร เพื่อนำไปสร้างไข่ ที่ใช้คำว่ายุงกัด (Biting) นั้นจริงๆ ยุงไม่มีเขี้ยวหรือฟันไว้กัด แต่จะใช้ปากเจาะแล้วดูดเลือดจากเหยื่อ ขณะเดียวกันก็จะปล่อยน้ำลายออกมาเพื่อไม่ให้เลือดแข็งตัว เป็นสาเหตุสำหรับบางท่านที่อาจแพ้จะเกิดอาการคันหลังจากถูกยุงกัด ยุงตัวเมียกัดกินเลือดแล้ว 1 - 2 วัน จะไปวางไข่ในภาชนะขังน้ำสะอาดที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น เช่น ตุ่ม จานรองขาตู้กันมด ถังซีเมนต์ขังน้ำในห้องน้ำ ถังน้ำมันเก็บน้ำ ยางรถยนต์ แจกัน เป็นต้น โดยวางไข่เดี่ยว ๆ ติดแน่นกับภาชนะเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่ของยุงลายมีความทนทานต่อสภาพความแห้งได้นานเป็นปี เมื่อมีน้ำมาท่วมถึงไข่ก็จะสามารถฟักเป็นลูกน้ำได้ สาเหตุนี้คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคไข้เลือดออกระบาดทั่วประเทศตลอดมา ส่วนยุงรำคาญ มีนิสัยชอบวางไข่ในแหล่งน้ำ ภาชนะขังน้ำที่สกปรก เช่น ท่อระบายน้ำ ท่อพักน้ำ ยางรถยนต์ ถาดขังน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยวางไข่เป็นกลุ่มลักษณะเป็นแพลอยอยู่ที่ผิวน้ำ ยุงทั้ง 2 ชนิดมีระยะไข่ 1 - 2 วันก็จะฟักตัวเป็นลูกน้ำหากินอาหารในแหล่งเพาะพันธุ์นั้นๆ มักจะกินอาหารอยู่ตลอดเวลา สำหรับการหายใจผ่านทางท่อหายใจโดยโผล่มาที่ผิวน้ำแล้วถึงจะดำลงไป ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 7 - 10 วัน ก็เป็นระยะตัวโม่ง เป็นช่วงที่รอการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง จากเดิมที่อยู่ในน้ำเป็นยุงที่บินไปในอากาศ ระยะนี้ไม่กินอาหาร ดังนั้นสารกำจัดลูกน้ำชนิดที่ต้องให้ลูกน้ำกินเข้าไปถึงจะตาย เช่น ทราย Abate เชื้อจุลินทรีย์ Bti เป็นต้น จึงไม่สามารถกำจัดตัวโมงได้ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1 - 2 วัน ก็เป็นตัวเต็มวัย ยุงตัวผู้จะมีอายุสั้นไม่เกิน 1 เดือน แต่ยุงตัวเมียจะมีอายุประมาณ 1 - 3 เดือน ตลอดอายุจะวางไข่ประมาณ 1 - 3 ครั้งๆ ละประมาณ 150 - 200 ฟอง จากการคำนวณยุงลายตัวเมีย 1 ตัว ภายในระยะเวลา 100 วัน จะผลิตลูกหลานได้ถึง 9,537 ตัว ซึ่งถ้าเราไม่ทำการกำจัดก็จะมียุงตัวเมียมีหน้าที่ตามกฎธรรมชาติมากัดคนหากินเลือด เพื่อการสร้างไข่ผลิตลูกหลาน ไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ บรรพบุรุษของแมลงมีมาพร้อมกับไดโนเสาร์ไม่น้อยกว่า 400 ล้านปี แมลงสามารถวิวัฒนาการยืนยงมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ ดังนั้นเราต้องไม่ประมาทคอยตรวจดูแหล่งเพาะพันธุ์และป้องกันกำจัดอย่างต่อเนื่องเผลอไม่ได้เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง การจัดการป้องกันยุงบริเวณบ้าน

      จากคำกล่าวที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แหล่งเพาะพันธุ์ที่อยู่ในบ้านก็คงเป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้านที่ต้องกำจัด จะรอให้คนอื่นหรือรัฐดำเนินการคงจะไม่ทันการณ์ดังเช่น สถานการณ์ของยุงลาย จากการสำรวจพบว่ามีความชุกชุมสูงเฉลี่ยแล้ว ในแต่ละบ้านจะพบภาชนะที่มีลูกน้ำ ไม่น้อยกว่า 1 - 2 ภาชนะ (BI. 100 - 200) บางแห่งอาจถึง 4 -5 ภาชนะ (BI. 400 - 500) แม้แต่บ้านของผู้เขียนเองก็เผลอไม่ได้ ยังพบลูกน้ำยุงลายต้องคอยกำจัดอยู่เสมอ เมื่อทราบถึงแหล่งเพาะพันธุ์ อุปนิสัยของยุงบริเวณบ้าน พบว่าระยะลูกน้ำเป็นระยะที่อยู่เฉพาะที่ ไม่สามารถหลบหนีไปไหน ดังนั้นกลวิธีหลักที่ใช้ในการควบคุม คือ การป้องกันกำจัดระยะลูกน้ำ โดยการจัดการแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง (Source reduction) แล้วใช้มาตรการอื่นมาเสริม เช่น การใช้สารเคมี การใช้มุ้ง

การป้องกันกำจัดระยะลูกน้ำ
      ทุก ๆ 7- 10 วัน ต้องตรวจดูภาชนะขังน้ำใช้ เช่น ตุ่ม ถังซีเมนต์ขังน้ำ ถ้าพบลูกน้ำควรรีบใช้น้ำให้หมด หรือถ่ายน้ำทิ้ง แล้วขัดล้างผิวด้านในภาชนะเพื่อให้ไข่ของยุงลายหลุดออก ล้างน้ำทิ้งอีกครั้ง แล้วค่อยเติมน้ำใหม่ใส่ ถ้าไม่สะดวกอาจใช้สารเคมีกำจัดลูกน้ำ เช่น ทราย Abate ซึ่งมีความคงทนประมาณ 3 - 6 เดือน ต่อไม่มีผลต่อระยะไข่ เมื่อลูกน้ำฟักออกมา กินอาหารได้ จึงตาย ภาชนะขังน้ำอื่น ๆ เช่น จานรองขาตู้ จานรองกระถางต้นไม้ แจกัน ถาดน้ำให้สัตว์เลี้ยง เช่น นก สุนัข ต้องเปลี่ยนน้ำสัปดาห์ละครั้ง หรือถ้าพบลูกน้ำให้เททิ้ง

      ภาชนะที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งอาจขังน้ำได้เช่น กระป๋อง ยางรถยนต์เก่า เศษพลาสติก กะละมัง เป็นต้น ให้ทำลายหรือทิ้งขยะ

      ตรวจดูและจัดการบริเวณบ้านไม่ให้มีน้ำขังเกินกว่า 7 วันในที่ต่างๆ เช่น ท่อพักน้ำ รางน้ำฝน น้ำขังบริเวณบ้าน เป็นต้น

      อ่างน้ำที่ใช้เลี้ยงบัว ปลา ถ้าพบลูกน้ำควรเลี้ยงปลากินลูกน้ำร่วมด้วย เช่น ปลาหางนกยูง

      การออกแบบบ้านหรือสวนหย่อม (Landscaping) ควรออกแบบไม่ให้มีน้ำขังนานเกิน 7 วัน

การป้องกันกำจัดระยะตัวเต็มวัย
      การใช้กระป๋องเคมีที่มีหัวฉีดพร้อม ควรใช้ความระมัดระวัง ก่อนใช้ควรอ่านฉลากให้เข้าใจและทำตามคำแนะนำ โดยเฉพาะห้ามฉีดพ่นในขณะที่มีเด็กหรือผู้ป่วยอยู่ในบริเวณนั้นหรือใกล้เคียง ในท้องตลาดมีผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ 2 แบบ คือ ใช้กำจัดแมลงบิน เช่น ยุง ใช้กำจัดแมลงคลาน เช่น แมลงสาบ เมื่อจะใช้กำจัดยุงก็ต้องเลือกแบบใช้กับแมลงบิน เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ส่วนมาก มีฤทธิ์ฆ่ายุงแบบถูกตัวตายไม่มีฤทธิ์ตกค้าง ดังนั้นขนาดของละอองสารเคมี เวลาพ่นจึงมีความสำคัญต้องมีขนาดเล็กพอเหมาะ เพื่อให้ลอยอยู่ในอากาศนานพอที่จะให้ยุงบินมา หรือเกาะอยู่แถวนั้นได้รับสารเคมีนี้ทำให้ตาย การใช้จึงจำเป็นต้องมีการปิดห้องให้มิดชิดหลังจากการพ่นโดยปิดทิ้งไว้ 15 - 20 นาที การพ่นในที่โล่งจึงไม่ค่อยได้ผล ซึ่งต่างกับแบบใช้กับแมลงคลาน เวลาพ่นมีละอองสารเคมีใหญ่ เหมาะสำหรับพ่นทิ้งไว้ตามซอก ทางเดินของแมลงสาบเพื่อให้แมลงเดินมาถูกสารเคมีแล้วถึงจะตาย เมื่อมีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการใช้ หรือรู้สึกไม่สบายให้หยุดฉีดพ่นแล้วควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมนำกระป๋องสารเคมีนั้นไปด้วย และมีข้อมูลอื่นๆ ที่ควรทราบ คือ

  • เครื่องไล่ยุง (Ultrasonic devices) กับดักยุง (light traps) มักใช้ไม่ได้ผลกับยุง 2 ชนิดนี้
  • เสื้อสีอ่อนๆ หรือจางจะดึงดูดยุงน้อยกว่าสีเข้ม
  • มุ้งหรือมุ้งลวดสามารถกันยุงไม่ให้เข้ามากัดได้ จึงควรตรวจดูไม่ให้ชำรุด
  • สำหรับยุงบริเวณบ้านเมื่อทราบชนิด อุปนิสัยและแหล่งเพาะพันธุ์ตลอดจนแนวทางการป้องกันกำจัดควรเน้นที่ระยะลูกน้ำ และการควบคุมวิธีอื่นโดยเฉพาะการใช้กระป๋องเคมีที่มีหัวฉีดพร้อม ควรใช้เท่าที่จำเป็นและระมัดระวัง จากข้อมูลเหล่านี้คงเพียงพอสำหรับท่านผู้สนใจนำไปใช้ สำหรับการป้องกันกำจัดยุงที่บ้านของท่านให้เป็นเขตปลอดยุง