H O M E :: ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
 Search :  
ความรู้ทั่วไปความรู้ทางวิชาการก้าวทันโลกระบาดวิทยาทางห้องปฏิบัติการงานวิจัยแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องFAQ
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
 


   
ไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะ

เรื่อง ไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะนำโรค
จาก คู่มือประกอบสไลด์เผยแพร่ความรู้เรื่องไข้เลือดออกฯ

บทนำ
โรคไข้เลือดออกและวงจรของโรคฯ
ชีววิทยาของยุงพาหะ ฯ
แหล่งเพาะพันธุ์
การสำรวจ
การควบคุมยุงพาหะ ฯแบบไม่ใช้สารเคมี
การควบคุมยุงพาหะ ฯแบบใช้สารเคมี

จัดทำโดย
กลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข และ ฝ่ายประชาสัมพันธ์
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
@1999 Medical Entomology section Group, Department of Medical Science ,Ministry of Public Health
Maintained by Chitti Chansang




คำนำ

      กลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขมีหน้าที่ศึกษาวิจัยแมลงพาหะนำโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุข ตลอดจนศึกษาวิธีการควบคุมแมลงพาหะ เพื่อลดการระบาดของโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้เลือดออก ซึ่ง เป็นโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ขณะนี้ยังไม่มียาที่จะฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ การรักษาก็เป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น สำหรับการใช้วัดซีนป้องกัน โรคนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ดังนั้นความสำคัญในการป้องกันโรคไข้เลือดออก อยู่ที่การควบคุมยุงลายซึ่งเป็นพาหะหลัก เพื่อให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั่วประเทศ มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยุงพาหะนำโรค อันจะนำ ไปสู่การควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพทางกลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ จึงได้จัด ทำชุดสไลด ์และคู่มือประกอบ การบรรยายชุดสไลด์ "เรื่องไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะนำโรค" เพื่อเผยแพร่ต่อไป


คู่มือประกอบการบรรยายชุดสไลด์ เรื่อง ไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะนำโรค



รูปที 1

      ปัจจุบันไข้เลือดออกยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญมีสถิติจำนวนผู้ป่วยสูงและมีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิต ในทุก ๆ ปี โดยในปี พ.ศ.2541 จากรายงานของกองระบาดวิทยา สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข นับถึงวันที่ 21 ตุลาคม มีจำนวน ผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 104,198 คน มีจำนวนผู้เสียชีวิต 328 คนคิดเป็นอัตราป่วยเท่ากับ 170.82 คนต่อประชากรแสนคน และอัตราผู้ป่วยตายเท่ากับ 0.537 คนต่อประชากรแสนคน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้ จึงได้จัดทำชุดสไลด์ เรื่องไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะ ขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเห็นถึงอันตรายของโรคนี้ และดำเนินการควบคุมกำจัดยุงลายพาหะของโรคไข้เลือดออก


รูปที่ 2


      ไข้เลือดออกเป็นปัญหาของประเทศเขตร้อนเกือบทั่วโลก ทั้งในทวีปแอฟริกา เอเซีย อเมริกากลาง หมู่เกาะแคริบเบียน หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน ประสบปัญหา ค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่น ๆ เริ่มระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพฯ แล้วแพร่กระจายไปตามเมืองใหญ่ ๆ จนถึงปัจจุบันได้ระบาดไปทั่วประเทศ

กลับไปหน้าแรก




รูปที่ 3


      ไข้เลือดออกที่พบระบาดอยู่อาจมีชื่อเรียกว่า ไข้เลือดออกเดงกี่ ( Dengue Haemorrhagic Fever ) เนื่องจากเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ส่วนมากเป็นกับเด็กอายุต่ำกว่า14 ปี ที่พบได้บ่อย คือเด็กอายุระหว่าง 2-8 ปี โดยหลังจากที่เด็กถูกยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่กัด เชื้อจะฟักตัวในร่างกายประมาณ 5-8 วัน หลังจากนั้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ โดยมีไข้กระทันหัน เด็กจะตัวร้อนจัด หน้าตาแดง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน และปวดท้อง อาการไข้สูง จะเป็นติดต่อกัน โดยไข้ไม่ลดเลย 4-5 วัน บางรายอาจมีไข้เพียง 2-3 วัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เกิน 7 วัน

รูปที่ 4


      ส่วนอาการเลือดออกซึ่งเป็นที่มาของชื่อไข้เลือดออก คือการมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง จะเห็นเป็นจุดกลมเล็ก ๆ สีแดงคล้ายตุ่มยุงกัด แต่เล็กและอยู่ลึกกว่า โดยจะพบอยู่ตามแขน ขา รักแร้ ใบหน้า บางรายอาจมีเลือดกำเดาออก โดยอาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้น หลังจากมีไข้ 1 -2 วัน หรือเกิดขึ้นเมื่อไข้ลดลงแล้ว ในรายที่อาการไม่รุนแรง หลังจากมีไข้ 3 - 4 วันแล้ว ไข้จะเริ่มลดลง อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น และจุดเลือดออกจะจางหายภายในเวลา 2-3 วัน ส่วนในผู้ที่มีอาการรุนแรง หลังจากมีไข้สูงติดต่อกัน 3 - 4 วัน แล้ว อาการต่าง ๆ จะเลวลง เด็กจะซึมมากขึ้น มือเท้าเย็น เหงื่อออก กระสับกระส่าย ชีพจรเบาและเร็ว เป็นอาการเริ่มแรกของอาการช็อค ซึ่งจะเกิดพร้อมกับที่ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว บางรายจะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด อาการเหล่านี้จะเกิดอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะทำให้ตายได้ ภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการช็อค

รูปที่ 5


      โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งมีทั้งหมด 4 type คือ type ที่ 1,2,3, และ 4 โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ทำให้ติดต่อถึงกันได้ โดยยุงจะดูดเลือดที่มีเชื้อไวรัสจากผู้ป่วย เชื้อจะฟักตัวในยุง ประมาณ 8 - 10 วัน และ คงอยู่ในตัวยุงได้นานตลอด 1 -2 เดือน เมื่อยุงนั้นไปกัดเด็กปกติ ก็จะถ่ายทอดเชื้อ โดยคนปกติเมื่อได้รับเชื้อ แล้วประมาณ 5 -8 วัน ก็จะแสดงอาการป่วยเป็นไข้เลือดออก

กลับไปหน้าแรก



รูปที่ 6

      ในประเทศไทย ยุงลายที่เป็นพาหะหลักของไข้เลือดออกคือยุง Aedes aegypti สันนิษฐานว่า มีกำเนิดในทวีปแอฟริกา แล้วแพร่กระจายไปยังทวีปต่าง ๆ โดยมีรายงานการพบยุงลายชนิดนี้ ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2450 ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด คาดว่าอาจเข้ามาโดยเป็นไข่ติดมากับภาชนะดินเผาจากประเทศจีน หรืออาหรับในหลายศตวรรษก่อน ในอดีตจะพบยุงลายชนิดนี้เฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ๆ แต่ปัจจุบันปรากฏว่าพบทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท ยุงลาย Aedes aegypti เป็นยุงที่มีขนาดเล็กสีดำ มีลายขาวเห็นได้ชัดที่ขา ท้อง และ ลำตัว โดยเฉพาะบนสันหลังอก จะมีเกล็ดสีขาวเป็นรูปเคียว 1 คู่


รูปที่ 7


      Aedes albopictus หรือยุงลายสวน สามารถนำโรคไข้เลือดออกได้เช่นกัน มีกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยพบได้ทั่วไปตั้งแต่ประเทศ อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย จนถึง ญี่ปุ่น ปัจจุบันได้มีการแพร่ระบาดไปยังสหรัฐอเมริกา สันนิษฐานว่าติดไปกับยางรถยนต์เก่า ที่นำเข้าจากทวีปเอเซีย Aedes albopictus เป็นยุงที่มีขนาดเล็กเท่า ๆ กับยุงลาย Aedes aegypti มีสีดำ มีลายขาวที่ขา ท้อง และ ลำตัว และมีลักษณะที่สำคัญคือมีเกล็ดสีขาวเป็นขีดยาวอยู่กลางสันหลังอก


รูปที่ 8


      วงจรชีวิตของยุงลายเป็นแบบสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า Complete metamorphosis โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และ ตัวเต็มวัย ระยะเวลาที่ใช้ในการเจริญเติบโต แตกต่างตามสภาพแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ อาหาร ความหนาแน่น ในภูมิอากาศประเทศไทยที่อุณหภูมิประมาณ 28-35 องศาเซลเซียส ยุงลายใช้เวลาในการเจริญเติบโตจากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย ประมาณ 9-14 วัน


รูปที่ 9


      ไข่ยุงลาย Aedes aegypti มีลักษณะยาวรี ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นฟองเดี่ยว ๆ ออกมาใหม่ ๆ มีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ ในเวลา ประมาณ 2 ชั่วโมง ยุงลายชอบวางไข่บนพื้นผิวที่เปียกด้านในของภาชนะขังน้ำเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่ที่วางใหม่ ๆ ตัวอ่อนภายในยังไม่เจริญเต็มที่ ต้องอาศัยความชื้นสูง ใกล้ๆ ระดับน้ำ เพื่อให้ตัวอ่อนภายในไข่ เจริญเติบโตจนครบระยะที่จะฟักออกมาเป็นลูกน้ำ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ที่อุณหภูมิ ประมาณ 28-35 องศาเซลเซียส ถ้าไข่แห้งในขณะที่ตัวอ่อนกำลังเจริญเติบโต ตัวอ่อนจะตายได้ แต่ถ้าตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ไข่จะสามารถอยู่ในสภาพแห้งได้เป็นเวลาหลายเดือนและจะสามารถฟักออกมาเป็นตัวลูกน้ำได้ เมื่อมีน้ำท่วมไข่


รูปที่ 10


      ลูกน้ำยุงลายมี 4 ระยะ ซึ่งจะใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 7-10 วัน อาหารของลูกน้ำได้แก่ ตะไคร่น้ำ อินทรียสารต่าง ๆ และจุลินทรีย์เล็ก ๆ ในภาชนะขังน้ำ และจะโผล่ขึ้นมาหายใจโดยใช้ท่อหายใจที่ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงลาย Aedes aegypti มีลักษณะที่สำคัญ คือ ถ้านำมาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะเห็นว่า บริเวณอกด้านข้างจะมีหนามแหลมข้างละ 2 อัน เห็นได้ชัดเจน และมีลักษณะการว่ายน้ำเป็นรูปเลข 8 หรือรูปตัว S ระยะลูกน้ำเป็นระยะที่ง่ายต่อการจำกัด เนื่องจากอาศัยอยู่ในภาชนะขังน้ำ ไม่สามารถหนีได้เหมือนตัวเต็มวัย


รูปที่ 11


      หลังจากระยะลูกน้ำ ก็จะลอกคราบเป็นตัวโม่ง ซึ่งจะมีสีน้ำตาลดำ ระยะตัวโม่งจะเป็นระยะที่ไม่กินอาหาร การเปลี่ยนแปลงรูปร่างในระยะตัวโม่ง เพื่อเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน และมักพบตัวโม่งลอยอยู่บนผิวน้ำเพื่อขึ้นมาหายใจ


รูปที่ 12


      ยุงลายตัวเต็มวัยทั้ง 2 เพศ จะมีลักษณะแตกต่างกัน ที่หนวด โดยที่ยุงตัวผู้หนวดจะมีลักษณะเป็นพู่ขน เฉพาะยุงลายเพศเมียเท่านั้นที่ต้องดูดกินเลือด เพื่อนำโปรตีนจากเลือดไปสร้างไข่ นอกเหนือจากน้ำหวานที่ยุงลาย ทั้ง 2 เพศ ต้องการเพื่อนำไปสร้างพลังงาน ดังนั้นยุงลายเพศเมียนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญ ถ่ายทอดเชื้อขณะดูดกินเลือด ทำให้เกิดการระบาดของไข้เลือดออก โดยหลังจากออกจากตัวโม่งแล้วระยะหนึ่ง ยุงลายจะเริ่มทำการผสมพันธุ์ หลังจากนั้น ยุงลายเพศเมียจะเริ่มออกกินเลือดเพื่อสร้างไข่ต่อไป


รูปที่ 13


      เหยื่อที่ยุงลายชอบกัด ได้แก่ คน ยุงลายจะสามารถกัดดูดเลือดได้หลายครั้ง และเมื่อไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ เชื้อจะคงอยู่ตลอดชั่วอายุของยุงนั้น ทำให้ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี ยุงลาย Aedes aegypti หากินภายในบ้านตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาพลบค่ำ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 8.00 - 17.00 นาฬิกา


รูปที่ 14


       นอกจากคนแล้ว ยุงลายยังสามารถกินเลือดสัตว์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เช่น สุนัข แมว แต่จะเป็นส่วนน้อย


กลับไปหน้าแรก



รูปที่ 15 , 16


      ยุงลาย Aedes aegypti ซึ่งเป็นพาหะหลักนำโรคไข้เลือดออก มีอุปนิสัยอาศัยอยู่ในบ้านเรือน โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์เป็นภาชนะขังน้ำบริเวณบ้านพักอาศัย เช่น ตุ่มน้ำ บ่อซีเมนต์กักน้ำ ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันจะมีการใช้น้ำประปากันมากขึ้น แต่ประชาชนก็ยังคงเก็บกักน้ำดื่มและน้ำใช้ อีกทั้งในบางพื้นที่ยังคงไม่มีน้ำประปาใช้เราจึงยังพบลูกน้ำอยู่ทั่วไปในภาชนะขังน้ำ ในบ้านเรือน


รูปที่ 17


       จานรองขาตู้กันมด เป็นภาชนะขังน้ำชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในบ้านเรือน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ยุงลายชอบมาวางไข่เช่นกัน


รูปที่ 18


      หรือแม้แต่แจกันที่คนนิยมปลูกต้นไม้ในบ้านเรือน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายแหล่งหนึ่งที่ประชาชนมักคาดไม่ถึง


รูปที่ 19 , 20 , 21


      ส่วนภาชนะขังน้ำที่อยู่นอกบ้าน ในบริเวณรอบ ๆ บ้านทั้งที่เป็นภาชนะเก็บกักน้ำไว้ใช้ หรือภาชนะเก่าที่ทิ้งไว้แล้วมีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ไห กะลามะพร้าว เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้ทั้งสิ้น


รูปที่ 22 , 23


      ส่วนยุงลายสวน Aedes albopictus ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้เช่นกัน เป็นยุงที่พบอยู่ตามป่าและในเขตที่มีการปลูกต้นไม้ยืนต้น เช่น สวนยาง สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และ ตามเขตชนบท โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามโพรงต้นไม้ กระบอกไม้ไผ่ เศษใบไม้ที่หล่นตามพื้น รวมทั้งภาชนะที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พบอยู่นอกบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋องน้ำ ดังนั้นยุงลายชนิดนี้จึงเป็นพาหะที่มีบทบาทสำคัญในเขตชนบท


รูปที่ 24


      ส่วนยุงลายสวน Aedes albopictus ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้เช่นกัน เป็นยุงที่พบอยู่ตามป่าและในเขตที่มีการปลูกต้นไม้ยืนต้น เช่น สวนยาง สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และ ตามเขตชนบท โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามโพรงต้นไม้ กระบอกไม้ไผ่ เศษใบไม้ที่หล่นตามพื้น รวมทั้งภาชนะที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พบอยู่นอกบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋องน้ำ ดังนั้นยุงลายชนิดนี้จึงเป็นพาหะที่มีบทบาทสำคัญในเขตชนบท

กลับไปหน้าแรก


รูปที่ 25


      การสำรวจยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะเน้นที่ยุงลาย Aedes aegypti เป็นมาตรการ การเฝ้าระวังยุงพาหะเพื่อนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนงานควบคุม ทำให้ทราบถึงสถานการณ์ด้านต่าง ๆ ของยุง ได้แก่ ความชุกชุม การเปลี่ยนแปลงประชากรและการแพร่กระจาย การดำเนินการสำรวจและเก็บข้อมูล ควรจะได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งผลที่ได้คือ ทำให้ทราบถึงสถานที่ที่เสี่ยงต่อการระบาด ระดับและการเปลี่ยนแปลงของประชากร รวมทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ที่สำคัญของยุง เพื่อใช้สำหรับดำเนินการควบคุมและ ประเมินผลทั้งก่อนและหลังการควบคุมที่ได้ดำเนินการไปในแต่ละพื้นที่หรือหมู่บ้านได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการสำรวจยุงลายทำได้ทั้งการสำรวจตัวเต็มวัยและการสำรวจลูกน้ำการสำรวจลูกน้ำที่ปฏิบัติเป็นมาตรฐานโดยการแนะนำจากองค์การอนามัยโลก คือวิธีสำรวจแบบ Visual larva ซึ่งเป็นการสำรวจเพียงว่าภาชนะขังน้ำในบริเวณบ้านเรือน พบหรือไม่พบลูกน้ำยุงลายเท่านั้น โดยไม่ต้องเก็บลูกน้ำมาจำแนกชนิด เนื่องจากการศึกษาพบว่าลูกน้ำที่พบในภาชนะขังน้ำในบริเวณบ้านส่วนใหญ่ เป็นลูกน้ำยุงลายชนิด Aedes aegypti อุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจลูกน้ำ ได้แก่ ไฟฉาย และ แบบสำรวจ เมื่อได้ขออนุญาตเจ้าของบ้านแล้ว ให้ดำเนินการสำรวจ โดยใช้ไฟฉายส่องดูภายในภาชนะที่ขังน้ำ ทุก ๆ ภาชนะ ว่ามีลูกน้ำหรือตัวโม่งหรือไม่ แล้วบันทึกลงในแบบสำรวจ สำหรับภาชนะที่ไม่มีน้ำขังจะไม่จดบันทึกลงในแบบสำรวจและสำหรับหมู่บ้านขนาดเล็กควรสำรวจทุก ๆ บ้าน แต่ถ้าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ควรสำรวจ 50 - 100 หลังคาเรือน โดยใช้วิธีสุ่มสำรวจ ให้ได้ตัวอย่างของบ้าน กระจายให้ทั่วถึงหมู่บ้าน แต่ถ้าสำรวจในเขตเมือง ควรสำรวจให้กระจายให้ครอบคลุมบ้านทุกประเภท ทั้งบ้านพัก ตึกแถว ชุมชนแออัด เป็นต้น
      เมื่อได้ดำเนินการสำรวจลูกน้ำแล้ว นำข้อมูลที่สำรวจได้มาคำนวณหาดัชนีความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายได้แก่ค่า

      House Index (HI) หมายถึง จำนวนบ้านที่สำรวจพบลูกน้ำใน100บ้านคำนวณได้จากจำนวนบ้านที่สำรวจพบลูกน้ำยุงลาย หารด้วย จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมดคูณด้วยร้อย

      Container Index (CI) หมายถึง จำนวนภาชนะที่สำรวจพบลูกน้ำใน 100 ภาชนะคำนวณได้จาก

      จำนวนภาชนะที่สำรวจพบลูกน้ำยุงลาย หารด้วย จำนวนภาชนะที่สำรวจทั้งหมด คูณด้วย ร้อย

      Breteau Index (BI) หมายถึง จำนวนภาชนะที่สำรวจพบลูกน้ำใน 100 บ้าน คำนวณได้จาก

      จำนวนภาชนะที่สำรวจพบลูกน้ำยุงลาย หารด้วย จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมดคูณด้วย ร้อย

      ค่า BI จะเป็นค่าดัชนีที่ใช้ประมาณความชุกชุมของยุงลายได้ดีที่สุด เพราะเป็นการรวมทั้งจำนวนบ้านและภาชนะที่พบลูกน้ำยุงลาย

รูปที่ 26 , 27


      การสำรวจยุงตัวเต็มวัย เป็นวิธีหนึ่งสำหรับประเมินความหนาแน่นของยุงลาย โดยจากการศึกษาอุปนิสัยในการออกหากินของยุงลายตัวเมีย พบว่ายุงลายเป็นยุงที่ชอบอาศัยอยู่ในบ้าน ออกหากินไม่ห่างจากแหล่งเพาะพันธุ์มากนักชอบกัดกินเลือดคนและหากินในเวลากลางวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 8.00-11.00 น. และ 13.00-17.00 น. ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสำรวจยุงลาย จึงควรเป็นช่วงเวลาดังกล่าว

      อุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจ ได้แก่ไฟฉาย หลอดแก้วหรือหลอดพลาสติก สำลีสำหรับอุดปากหลอด แบบบันทึก และถุง เพื่อใส่อุปกรณ์ดังกล่าว

      วิธีสำรวจ เมื่อได้ขออนุญาตเจ้าของบ้านแล้ว ให้เข้าไปนั่งจับยุงในบ้าน โดยเลือกบริเวณที่ไม่มีแสงสว่างมากนัก ลมไม่พัดจัด ไม่มีการจุดยากันยุง ผู้สำรวจจะนั่งโดยพับขากางเกงให้สูงเหนือเข่า พับแขนเสื้ออยู่เหนือข้อศอกเพื่อล่อยุงลาย เมื่อยุงเริ่มมาเกาะกัดส่องด้วยไฟฉายให้แน่ใจว่าเป็นยุงลาย ใช้หลอดจับยุงครอบตัวยุงแล้วอุดปากหลอดด้วยสำลี ปฏิบัติเช่นนี้บ้านละ 20 นาที นับจำนวนยุงลายที่จับได้ แยกเป็นเพศผู้ เพศเมีย แล้วบันทึกลงในแบบสำรวจจากนั้นนำข้อมูลมาคำนวณหา

      อัตราการกัด (Biting Rate) = จำนวนยุงลายตัวเมียที่จับได้ต่อคนต่อชั่วโมง

      อัตราการเกาะกัด (Landing Rate) = จำนวนยุงลายที่จับได้ทั้งหมดต่อคนต่อชั่วโมง

กลับไปหน้าแรก



รูปที่ 28


      วิธีหนึ่งที่จะควบคุมไข้เลือดออกให้ได้ผลดี คือ การควบคุมยุงพาหะนำโรค ซึ่งทำได้ทั้งการกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัย การควบคุมทำได้หลายวิธี ผู้ดำเนินการควรเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม ตามแต่สภาพแวดล้อม และเศรษฐานะโดยรัฐและประชาชนควรร่วมมือกัน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง


รูปที่ 29


      เริ่มแรกประชาชนควรดำเนินการป้องกันตนเอง และบุตรหลาน ไม่ให้ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัด โดยเฉพาะ เด็กที่ต้องนอนตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาออกหากินของยุงลายเพศเมีย เราสามารถป้องกันการถูกยุงกัดได้โดยให้เด็กนอนบริเวณที่มีลมถ่ายเทสะดวก หรือนอนกางมุ้ง


รูปที่ 30 รูปที่ 31


      การกำจัดลูกน้ำยุงลาย ประชาชน สามารถดำเนินการได้เอง อย่างง่าย ๆ จากการที่เราทราบว่า ลูกน้ำยุงลายมีแหล่งเพาะพันธุ์ เป็นภาชนะขังน้ำดื่มน้ำใช้ในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน การกำจัดทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ฝาปิดภาชนะขังน้ำ เพื่อป้องกันยุงลายลงไปไข่ หมั่นขัดล้างเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะต่าง ๆ เพื่อกำจัดไข่และลูกน้ำ ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูในจานรองขาตู้กันมด หมั่นเปลี่ยนน้ำและตรวจดูลูกน้ำในแจกันที่ปลูกต้นไม้ภายในบ้าน เก็บ คว่ำ หรือทำลายภาชนะขังน้ำที่ไม่ได้ใช้เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ซึ่งวิธีการเหล่านี้ควรจะได้ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สามารถลดจำนวนประชากรของยุงลายไปได้มาก


รูปที่ 32


      ส่วนการกำจัดยุงลายตัวเต็มวัย สามารถดำเนินการเองได้ หลายวิธีทั้งโดยวิธีกล โดยการใช้มือตี หรือ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ที่ตียุงไฟฟ้า การใช้สวิงโฉบ

กลับไปหน้าแรก




รูปที่ 33


      โดยการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีกระป๋อง ซึ่งมีขายทั่วไป ฉีด พ่น ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้คือ ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมละอองเคมีโดยตรง ควรฉีดให้ฟุ้งกระจายโดยเฉพาะตามมุมห้องหรือใต้โต๊ะ อย่าฉีดพ่นโดยตรงบนเครื่องอุปโภค บริโภค และควรฉีดทิ้งไว้ 15 -30 นาที จึงจะเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้น


รูปที่ 34 รูปที่ 35


      นอกจากผลิตภัณฑ์เคมีแล้ว เราอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ประจำในบ้าน คือน้ำยาล้างจาน ฉีด พ่นยุงลายตัวเต็มวัย โดยผสมน้ำยาล้างจาน 1 ส่วน ต่อน้ำ 4 ส่วน ใส่ลงในกระบอกฉีด ฉีดพ่นฆ่ายุงให้ห่างจากตัวยุงประมาณ 30-50 เซนติเมตร โดยอาจจะฉีดพ่นไปที่บริเวณแหล่งเกาะพักของยุงลาย เช่น บริเวณเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ห้องน้ำ บริเวณมุมห้องหรือที่อับแสงของบ้าน ซึ่งจะทำให้ยุงตาย เนื่องจากเปียกน้ำและ บินไม่ได้ และ หลังจากใช้แล้วควรเช็ดถูพื้นที่เปียก เพื่อป้องกันการลื่น


รูปที่ 36



      อีกวิธีหนึ่งที่ประชาชนสามารถดำเนินการเองได้ โดยการใช้ตัวห้ำต่าง ๆ กินลูกน้ำยุงลาย เช่น การใช้ปลาหางนกยูง ใส่ลงในตุ่มน้ำใช้


รูปที่ 37


      ส่วนภาครัฐสามารถดำเนินการสนับสนุนการควบคุมยุงลายโดยการให้สุขศึกษา และความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับยุงลายและไข้เลือดออก ให้การสนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการควบคุมยุงลาย ดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ ใบปลิว วีดีโอ วิทยุกระจายเสียง


รูปที่ 38


      ให้การสนับสนุนสารกำจัดลูกน้ำตามความเหมาะสม เช่น ทรายอะเบท โดยใส่ในอัตราส่วน 20 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งจะสามารถควบคุมลูกน้ำยุงลายได้นานประมาณ 3 เดือน


รูปที่ 39 รูปที่ 40


      หรือใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp israelensis ที่ อัตราส่วน 1 เม็ด (1 กรัม) ความแรง 500 ITU/mg ต่อน้ำ 200 ลิตร สามารถควบคุมลูกน้ำได้นาน 2 อาทิตย์ ถึง 1 เดือน โดยขึ้นอยู่กับสภาพการใช้น้ำ


รูปที่ 41


      เพื่อเป็นการป้องกัน หรือยับยั้งการระบาดของไข้เลือดออก หรือ เมื่อต้องการลดปริมาณความชุกชุมของยุงลายโดยฉับพลัน ภาครัฐสามารถสนับสนุนการพ่นเคมีกำจัดยุงลายในชุมชนซึ่งโดยทั่วไปการพ่นเคมีจะมีการใช้งานอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือการพ่นหมอกควัน เป็นการพ่นฆ่ายุงโดยใช้เคมีฆ่าแมลงเจือจาง เช่น Malathion 5 %, Fenitrothion 2 % ซึ่งจะมีทั้งแบบติดตั้ง บนรถยนต์และชนิดมือหิ้ว


รูปที่ 42


      ส่วนแบบที่สองคือ การพ่นละอองฝอยละเอียด เป็นการพ่นโดยใช้สารเคมีที่มีความเข้มข้นสูง การพ่นแบบนี้มีข้อดีกว่าการพ่นแบบหมอกควันหลายประการคือ ใช้สารเคมีน้อยเนื่องจากความเข้มข้นสูง เวลาพ่นไม่มีหมอกควัน เป็นการลดมลพิษทางอากาศ และ การใช้สารเคมีความเข้มข้นสูง ทำให้มีฤทธิ์ตกค้างในการฆ่ายุงหลังการพ่นอีกหลายวัน


รูปที่ 43


      เมื่อประชาชนได้ตระหนักถึงอันตรายของไข้เลือดออกที่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลาน โดยคอยหมั่นตรวจตรากำจัดลูกน้ำในบ้านอย่างต่อเนื่อง ให้ความร่วมมือกับรัฐ ใช้วิธีควบคุมดังที่กล่าวมาแล้วตามความเหมาะสม เราก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยด้วยไข้เลือดออกลงได้อย่างแน่นอน


รูปที่ 44



จัดทำโดย
กลุ่มงานกีฏวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

กลับไปหน้าแรก