วิธีการส่งตัวอย่างของกลางยาเสพติด
การตรวจพิสูจน์สารเสพติดในของกลาง
      - วิธีการตรวจคุณภาพวิเคราะห์
      - วิธีการตรวจปริมาณวิเคราะห์
ค่าบริการตรวจวิเคราะห์

                                                                                                       Back toTop

วิธิการส่งตัวอย่างของกลางยาเสพติด                                                                                       
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ ยาเสพติด พ.ศ.2537 หมวด 3 การส่งยาเสพติดเพื่อการตรวจพิสูจน์

ข้อ 11 ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ลงเลขคดี ชื่อผู้ต้องหา(ถ้ามี) ให้ชัดเจนบนภาชนะที่บรรจุยาเสพติด แล้วส่งยาเสพติดทั้งหมดในสภาพตามที่ได้กระทำไว้ตามข้อ 10 ไปตรวจพิสูจน์ที่สถานตรวจพิสูจน์โดยเร็ว เว้นแต่กรณี ตามข้อ 10 (2) (ข) ให้ปฏิบัติตามข้อ 12

หนังสือนำส่งยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์ของพนักงานสอบสวน ให้ทำตามแบบ ป.ป.ส. 6-32 ท้ายระเบียบนี้

ข้อ 12 ในกรณียาเสพติดให้โทษประเภท 5 มีน้ำหนักตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ตามข้อ 10 (2) (ข) ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีมีหนังสือแจ้งสถานตรวจพิสูจน์ที่ใกล้ที่สุดทราบโดยเร็วและให้สถานตรวจพิสูจน์ส่งผู้ตรวจพิสูจน์ไปร่วม ดำเนินการโดยเร็วให้ผู้ตรวจพิสูจน์ร่วมกับพนักงานสอบสวนตรวจสอบน้ำหนัก ทำการสุ่มตัวอย่างและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยให้บรรจุตัวอย่างยาเสพติดที่สุ่มนั้นลงในภาชนะที่เรียบร้อยแข็งแรงปลอดภัย แล้วลงลายมือชื่อพนักงานสอบสวน และผู้ตรวจพิสูจน์ไว้เป็นหลักฐานในแบบฉลากที่ปิดภาชนะบรรจุยาเสพติดเช่นเดียวกับข้อ 10 (2) (ก) แล้วให้ผู้ตรวจพิสูจน์นำตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์สำหรับยาเสพติดส่วนที่เหลือให้คงเก็บรักษาไว้ที่ปลอดภัย ตามข้อ 10 (2) (ข) การรายงานผลการตรวจยาเสพติดของกลางในกรณีนี้ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์รับรองผลการตรวจพิสูจน์ทั้งหมด

ข้อ 13 ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปนำยาเสพติดของกลางดังต่อไปนี้ไปส่งด้วยตนเอง พร้อมแสดงบัตรประจำตัวด้วยและให้ผู้ตรวจพิสูจน์ทำการบันทึกชือ ตำแหน่งของผู้ส่งไว้เป็นหลักฐาน

    1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือประเภท 2 ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป เฉพาะฝิ่นให้มีน้ำหนักตั้งแต่ห้าร้อยกรัมขึ้นไป
    2. ยาเสพติดให้โทษประเภท 4
    3. ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งกิโลกรัมแต่ไม่ถึงสิบกิโลกรัม
    4. วัตถุออกฤทธิ์ที่มีน้ำหนักตั้งแต่สิบห้ากรัม หรือสองร้อยเม็ดขึ้นไป
    5. สารระเหยซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งกิโลกรัมขึ้นไป

ในกรณีที่เป็นยาเสพติดซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในวรรคก่อนนั้น พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้นำส่งแทนหรือจะจัดส่งกับ
การสื่อสารแห่งประเทศไทยในประเภทไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนโดยการบรรจุสองชั้น ก็ได้

การตรวจพิสูจน์สารเสพติดในของกลาง                                                                              Back toTop         

   เทคนิคที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์

                    1.  Color Test การทำปฏิกิริยาให้เกิดสี นิยมใช้สำหรับการทำ Screening test เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การตรวจวิเคราะห์
                         วิธีอื่น ๆ ต่อไป
                    2.  Chomatography เป็นวิธีการแยกสารออกจากกันโดยอาศัยหลักการละลาย และการดูดซับที่แตกต่างกันของสาร สารละลายที่ละลายได้ดี
                          ในตัวทำละลาย (mobile phase) จะถูกพาเคลื่อนที่มาพร้อมกับตัวทำละลาย โดยเคลื่อนที่ผ่านตัวดูดซับ (stationary phase) สารที่ละลายได้
                          ไม่ดีในตัวทำละลาย จะถูกดูดซับจึงเคลื่อนที่ได้ช้ากว่า ทำให้แยกสารผสมออกจากกันได้ เทคนิคทางโครมาโตกราฟฟีที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์
                          มีหลายชนิดได้แก่
                            2.1    Thin Layer Chromatography (TLC) Mobile pnase เป็นของเหลว อาจเป็นน้ำยาชนิดเดียว
                                      หรือผสมกันหลายชนิดในอัตราส่วนต่าง ๆ  กัน Stationary phase เป็น silica gel เคลือบบนแผ่นกระจก
                            2.2     Gas Chromatography (GC, GLC, GC/MS) Mobile phase เป็น gas เช่น Nitrogen Helium Stationary phase
                                      เป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ  
                                      ของของเหลวซึ่งเคลือบอยู่บนของแข็งที่มีขนาดเล็ก

                    3. Microscopy การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูรูปร่างลักษณ์เฉพาะของผลึก อาจจะเป็นรูปร่างโดยธรรมชาติเฉพาะ เช่น
                        การตรวจกัญชา จะเห็นขนของกัญชาที่เป็นรูป   bear claws และ grandular hair ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของกัญชา
                    4. UV Spectrophometer เป็นการตรวจวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบค่าการดูดกลืนรังสี (absorbance)
                         ของสารสำคัญในตัวอย่างเทียบกับสารมาตรฐาน
                         (standard)

                                                                                                        Back toTop


New Page 1

วิธีการเก็บ-รักษา-นำส่งตัวอย่างปัสสาวะ
การตรวจหายาบ้าในปัสสาวะ
      - วิธีการตรวจเบื้องต้น
      - วิธีการตรวจยืนยัน
รายชื่อผู้ผลิต / ผู้แทนจำหน่ายชุดทดสอบหายาบ้าในปัสสาวะ
ค่าบริการตรวจ

                                                                                                       Back toTop

วิธิการเก็บ-รักษา-นำส่งตัวอย่างปัสสาวะ                                                                                       

การเก็บตัวอย่างปัสสาวะและการนำส่งตัวอย่างปัสสาวะมีความสำคัญต่อผลการตรวจพิสูจน์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการดำเนินงานในขั้นตอนต่างๆ จึงจำเป็นต้องทำด้วยความถูกต้องระมัดระวังและรัดกุมเพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์ที่ถูกต้องเป็นธรรมเป็นประโยชน์ต่อการบำบัดรักษาอย่างแท้จริง

การเก็บตัวอย่าง

          การเตรียมการ

บุคลากร จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการอบรม ชี้แจงให้เข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บ การรักษา การนำส่งตัวอย่าง และขั้นตอนการดำเนินงานที่ถูกต้อง

สถานที่ จัดเตรียมห้องสุขา หรือสถานที่ซึ่งจัดไว้สำหรับให้ถ่ายปัสสาวะ ดังนี้

    • มีความสะอาด และสะดวก
    • ภายในห้องสุขาต้องไม่ให้มีผงซักฟอกสบู่
    • น้ำยาขัดห้องน้ำ น้ำยาดับกลิ่น หรือสารอื่นใดวางอยู่
    • ปิดล็อกวาล์ก๊อกน้ำ อ่างล้างหน้า ถ้า
    • จำเป็นต้องมีที่กักเก็บน้ำให้เติมสีฟ้าลงไป
    • ถ้าห้องน้ำเป็นแบบชักโครกให้ใส่สีฟ้าลงไปในโถน้ำ

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น

    • ขวดพร้อมฝาเกลียวปิดสนิทที่สะอาดและแห้งขนาดบรรจุประมาณ 60 มิลลิลิตร สำหรับบรรจุตัวอย่างปัสสาวะ
    • อุปกรณ์สำหรับผนึกขวด (หากเป็นไปได้ควรมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายของหน่วยงานที่เก็บ กำกับอยู่ เพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนตัวอย่าง)
    • ปากกากันน้ำสำหรับเขียนฉลาก
    • ฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะที่แสดง

วันที่เก็บตัวอย่าง………………..

ลำดับที่………………………….

ชื่อ-สกุล/รหัส……………………

เพศ……………………………...

หน่วยงานที่เก็บตัวอย่าง…………

ลายมือชื่อผู้เก็บตัวอย่าง………….

    • แบบฟอร์ม สำหรับบันทึกความยินยอมของผู้รับการตรวจ พร้อมลายมือชื่อประวัติรายละเอียดของตัวอย่างปัสสาวะและผลการตรวจเบื้องต้น

          วิธีการเก็บปัสสาวะ

    • ปัสสาวะควรเก็บภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่คาดว่ามีการใช้ยา (สถานศึกษาควรเก็บในช่วงเช้า)
    • ให้ผู้รับการตรวจ เข้าไปถ่ายปัสสาวะลงในขวดที่ได้รับแจกประมาณครึ่งขวด (30มิลลิลิตร) โดยให้ถ่ายที่ละคน และห้ามนำกระเป๋า หีบห่อ หรือสวมเสื้อคลุมเข้าไปในขณะทำการถ่ายปัสสาวะ
    • ควบคุมดูแลระวังอย่าให้มีการสับเปลี่ยนหรือปนปลอมสารอื่นใดลงในปัสสาวะ
    • เมื่อได้ตัวอย่างปัสสาวะแล้วให้ปิดฉลากที่บันทึกรายละเอียด พร้อมลายมือชื่อผู้เก็บและเจ้าของปัสสาวะที่ข้างขวดทันที
    • ตรวจคุณสมบัติ ลักษณะทั่วไปของตัวอย่างปัสสาวะ เช่น

- สังเกตความขุ่น ใส และปริมาณปัสสาวะ

- วัดความเป็นกรด-ด่าง pH (ถ้าทำได้)

- วัดอุณหภูมิ (อาจใช้วิธีจัดขวดตัวอย่าง

- ถ้าปัสสาวะใหม่จะรู้สึกว่าอุ่น ถ้าจับดูแล้วเย็นผิดปกติควรเรียกเก็บตัวอย่างใหม่)

- สีของปัสสาวะ (ถ้ามีสีผิดปกติ ให้บันทึกไว้ด้วย)

          ลักษณะปัสสาวะปกติ

    • มีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองแก่ มีกลิ่นเฉพาะตัว
    • pH ระหว่าง 4-8
    • อุณหภูมิประมาณ 370C
    • ความถ่วงจำเพาะ 1.002-1.030

          ดำเนินการตรวจเบื้องต้น

การตรวจเบื้องต้นจะทำเมื่อตัวอย่างปัสสาวะ มีลักษณะปกติ และมีปริมาณมากกว่า 20 มิลลิลิตร


การเก็บรักษาตัวอย่าง

ตัวอย่างปัสสาวะที่ต้องเก็บรักษาเพื่อส่งตรวจยืนยันผล ให้ปฏิบัติดังนี้

    • ตรวจสอบความถูกต้องของฉลาก
    • ปิดฝาขวดให้แน่นหนา
    • เก็บในสภาพเย็น
    • ไม่ควรเก็บรักษาเกิน 48 ชั่วโมง


การนำส่งตัวอย่างเพื่อตรวจยืนยัน

    1. ให้เจ้าหน้าที่นำตัวอย่างปัสสาวะที่ต้องการตรวจส่งไปยังสถานตรวจพิสูจน์ให้เร็วที่สุด ในสภาพแช่เย็น พร้อมหนังสือนำส่งปัสสาวะเพื่อการตรวจพิสูจน์หาสารเสพติด (กรณีที่ใส่กระติก และแช่เย็นด้วยน้ำแข็งให้ซ้อนถุงพลาสติกชั้นเพื่อป้องกันมิให้ฉลากเลอะเลือน)
    2. ในระหว่างนำส่งต้องควบคุมดูแลตัวอย่างระวังอย่าให้มีการสับเปลี่ยน สูญหาย หรือถูกความร้อน

ไม่ควรส่งตัวอย่างปัสสาวะทางพัสดุไปรษณีย์ เพราะจะเสียหายหรือสูญหายได้

                                                                                    Back toTop

การตรวจหายาบ้าในปัสสาวะ                                                                                       

การค้นหาผู้เสพ จะกระทำภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเสพยาบ้าเข้าสู่ร่างกาย สารออกฤทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเมทแอมเฟตามีนหรืออีเฟดรีนจะถูกขับออกทางปัสสาวะในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นปัสสาวะจึงเป็นตัวอย่างที่เหมาะสำหรับใช้ในการตรวจเพื่อค้นหาผู้เสพ

การตรวจหายาบ้าในปัสสาวะ

มี 2 ระดับ คือ

    1. การตรวจเบื้องต้น
    2. - เพื่อหาความเป็นไปได้ว่าจะมีการใช้ยาบ้าหรือไม่

    3. การตรวจยืนยันผล

- เพื่อยันยืนความแน่นอนของการตรวจเบื้องต้น โดยการตรวจหาชนิดของสารออกฤทธิ์

1. การตรวจเบื้องต้น

ชุดตรวจสำเร็จรูป มี 2 ชนิด คือ

    1. ชุดน้ำยาตรวจยาบ้าในปัสสาวะที่ใช้ปฏิกิริยาการเกิดสี เช่น “ชุดน้ำยาตรวจยาบ้าในปัสสาวะ” ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    2. ชุดตรวจยาบ้าในปัสสาวะชนิดภูมิคุ้มกันวิทยา เช่น Sure Step, One Step, Quick Screen มีทั้งแบบที่เป็นตลับทดสอบ และที่เป็นแถบทดสอบ

          การเลือกใช้ชนิดชุดตรวจ

ชุดตรวจแต่ละชนิดมีข้อจำกัด ข้อดี ข้อด้อย ที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ใช้ต้องศึกษารายละเอียดในเรื่องความไว ความจำเพาะ ราคา เพื่อสามารถเลือกใช้ชนิดชุดตรวจได้อย่างเหมาะสม

    1. ชุดน้ำยาตรวจหายาบ้าในปัสสาวะที่ใช้ปฏิกิริยาการเกิดสี
    2. ความไว: สามารถตรวจหายาบ้าในปัสสาวะในขนาดความเข้มข้นตั้งแต่ 3 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

      ความจำเพาะ: 60-85%

      ตัวยาที่เกิดผลบวกลวงได้แก่ ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ เช่น คลอเฟนิรามีน ซูโดอีเฟดริน ยาลดความอ้วน เช่น เฟนเตอมีน เฟนฟลูรามีน ยาแก้ไอเช่นโคเคอีน ในปริมาณสูงๆ

      ราคา: ชุดละประมาณ 20 บาท

    3. ชุดตรวจยาบ้าชนิดภูมิคุ้มกันวิทยา
    4. ความไว: สามารถตรวจหายาบ้าในปัสสาวะในขนาดความเข้มขนตั้งแต่ 1 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

      ความจำเพาะ: ประมาณ 95%

      ตัวยาที่เกิดผลบวกลวงได้แก่ ยาแก้หวัด เช่น ซูโดอีเฟตรีน ยาลดความอ้วน เช่น เฟนเตอมีน เฟนฟลูรามีน ยาอื่นๆ เช่น รานิทีดีน, ไดเอธิลคาร์ยามาซีน

      ราคา: ชุดละประมาณ 50-70 บาท

          ข้อเสนอแนะ

    • ตรวจเพื่อการเฝ้าระวัง การป้องปราม

                          ให้ใช้ 2 ชนิดร่วมกัน เพื่อความประหยัดโดยปฏิบัติดังนี้

ขั้นที่ 1: ตรวจตัวอย่างทั้งหมดด้วยชุดตรวจที่ใช้ปฏิกิริยาทางเคมี

ขั้นที่ 2: ตรวจตัวอย่างที่ให้ผลบวกในขั้นที่ 1 อีกครั้ง ด้วยชุดตรวจภูมิคุ้มกันวิทยา

                    ตรวจเพื่อการปรามปราม การจับกุม

ควรใช้ชุดตรวจชนิดภูมิคุ้มกันวิทยามีความจำเพาะและความไวสูง

          วิธีการตรวจ
ศึกษาคู่มือ และปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในชุดตรวจแต่ละชนิด

ผลการตรวจเบื้องต้นในขั้นนี้เป็นเพียงการคัดกรอง แยกกลุ่มเสี่ยงออก หากต้องการตรวจขั้นยืนยันผลให้ส่งตัวอย่างปัสสาวะที่เหลือไปยังสถานการตรวจพิสูจน์ โดยต้องส่งตัวอย่างปัสสาวะในสภาพเย็น

2. การตรวจยืนยัน
เป็นการตรวจเพื่อยืนยันว่าในตัวอย่างปัสสาวะที่ให้ผลบวกในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นนั้นมียาบ้าผสมอยู่จริงหรือไม่ โดยการตรวจปัสสาวะอีกครั้งอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ

          หลักการและวิธีการ
วิธีที่นิยมคือ โครมาโตกราฟฟี (Chromatography) ซึ่งเป็นการแยกสารผสมออกจากกัน
โดยอาศัยหลักการละลายและการดูดซับที่แตกต่างของสาร ทำให้เคลื่อนที่ผ่านตัวซับแตกต่างกัน
เป็นผลให้สามารถแยกสารผสมออกจากกันได้

          ชนิดของโครมาโตกราฟฟี

1. Thin Layer Chromatography (TLC)

2. Gas Liquid Chromatography (GLC, GC)

3. High Performance Liquid Chromatography (HPLC)

4. Gas chromatography/Mass Spectrometry (GC/MS)

วิธี TLC เป็นวิธีที่สะดวก สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย ห้องปฏิบัติการทั่วไปสามารถทำได้

วิธี GC/MS เป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง ผู้ตรวจวิเคราะห์ต้องมีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดี

ในการตรวจยืนยันผล บางครั้งจำเป็นต้องใช้วิธีการตรวจพิสูจน์ร่วมกันหลายๆ วิธี เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องแม่นยำ เช่น การใช้ Toxi-Lab, REMEDI และ GC/MS ในการตรวจแยกยาบ้าและยาอี