การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของสมุนไพรหรือสารสกัดสมุนไพรที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้น ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับการวิจัยทดสอบพิษของยาใหม่ที่ได้จากการสังเคราะห์ (synthetic drugs) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้ทราบถึงความเป็นพิษที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาสมุนไพรในระยะเวลาสั้น หรือเพื่อตรวจหาความเป็นพิษที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้ยาเป็นเวลานานต่อเนื่องหรือพิษที่เกิดขึ้นภายหลังจากการหยุดใช้ยาสมุนไพร

     การศึกษาพิษเฉียบพลันของยาหรือสมุนไพรในสัตว์ทดลองนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อดูอาการเป็นพิษที่แสดงออกเมื่อสัตว์ทดลอง ได้รับสมุนไพรหรือสารที่ทดสอบจำนวน 1 ครั้งหรือมากกว่า ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง รูปแบบของยาสมุนไพรที่ให้แก่สัตว์ทดลองนั้นก็จะเตรียมให้ใกล้เคียงกับรูปแบบที่คนรับประทานมากที่สุด เช่น ถ้ารับประทานด้วยการดองเหล้าก็จะสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วระเหยเอาตัวทำละลายออกให้หมด แต่บางกรณีเป็นยาตำรับที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด ซึ่งไม่อาจนำมาป้อนให้แก่หนูทดลองได้เพราะปริมาณมาก อาจต้องนำมาสกัดด้วยตัวทำละลายก่อนแล้วจึงให้สิ่งสกัดแทนยาตำรับสัตว์ทดลองที่นำมาใช้ทดสอบมีอย่างน้อย 2 ชนิด คือ พวกฟันแทะ (Rodent) เช่น หนูถีบจักร (Mice) , หนูแรท (Rats)  ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นพวก non – rodent

     การทดสอบพิษเฉียบพลันในหนูนั้นจะใช้กลุ่มละ  5 ตัวต่อเพศ โดยจะให้มีจำนวนกลุ่มเพียงพอที่จะหาขนาดที่ทำให้ตายครึ่งหนึ่ง (LD50) ภายหลังจากให้ยาต้องเฝ้าสังเกตอาการพิษต่างๆ เป็นช่วงระยะเวลา โดยติดตามดูจนครบ 7 วัน หรือ 14 วัน หนูที่ตายระหว่างการทดลองหรืออยู่รอดจนครบกำหนดจะต้องถูกผ่าซากชันสูตรเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะภายใน ถ้าพบการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ควรที่จะมีการตรวจหาความผิดปกติทางจุลพยาธิวิทยาเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้ทราบถึงอวัยวะเป้าหมายของการเกิดพิษได้

     ในการศึกษาพิษระยะยาว (Long-term toxicity test) ของยาสมุนไพรนั้นระยะเวลาที่ให้ยาแก่สัตว์ทดลองขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการใช้ยาในทางคลินิก เช่น คนรับประทานยาเป็นเวลานานตั้งแต่ 1 ถึง 4 สัปดาห์ ก็ต้องดำเนินการทดลองให้ยาแก่สัตว์ทดลองเป็นเวลา 4 สัปดาห์จนถึง 3 เดือน ถ้าใช้ยานาน 1 เดือนจนถึง 6 เดือน ต้องทดลองสัตว์นาน 3 ถึง 6 เดือน เป็นต้น ซึ่งเกณฑ์ของระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาพิษนี้ก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ


ขั้นตอนดำเนินการศึกษาพิษระยะยาวโดยสรุปมีดังนี้

  1. การกำหนดขนาดยาให้สัตว์ทดลอง ควรแบ่งให้มีกลุ่มทดลองยา 3 ระดับ คือกลุ่มที่ได้รับยาในขนาดที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่บ่งชี้ความเป็นพิษ (mo-effecrdose) กลุ่มที่ได้รับยาในขนาดที่ก่อให้เกิดพิษอย่างชัดเจนและกลุ่มที่ได้รับยาอยู่ในช่วงขนาดยา 2 ระดับดังกล่าว เพื่อดูการตอบสนองต่อยาแบบ dosc-response relationship นอกจากนี้อาจต้องจัดให้มีกลุ่ม recovery เพื่อติดตามดูว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับยาจะกลับคืนสู่ปกติหรือไม่เมื่อหยุดให้ยาในช่วงเวลาที่กำหนดให้

  2. การสังเกตอาการและการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  (Observations and examinations)

    2.1 อาการทั่วไป น้ำหนักตัวและน้ำหนักอาหาร
    2.2 การตรวจทางโลหิตวิทยา ในหนูทดลองมักเก็บตัวอย่างเลือดก่อนการผ่าชันสูตร
    2.3 การตรวจค่าเคมีในเลือด เพื่อดูค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น การทำหน้าที่ของตับ และไต ใน rodents อาจทำการตรวจวิเคราะห์น้ำปัสสาวะ (Urinalysis) ร่วมด้วยโดยตรวจปัสสาวะก่อนให้ยาและในระหว่างให้ยา

  3. การผ่าซากชันสูตรเมื่อครบกำหนดของการบริหารยา สัตว์ทดลองที่อยู่รอดจนครบกำหนดต้องนำมาผ่าซาก เพื่อตรวจหาการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (macroscopic lesions) ชั่งน้ำหนักอวัยวะภายใน และนำอวัยวะภายในมาตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยา (Histopatho-logical study)

  4. การตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจตา ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (อาจกระทำได้ตามความเหมาะสมของห้องปฏิบัติการ) เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม

  5. การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ

    การศึกษาพิษระยะยาวในสัตว์ทดลอง ได้แก่ พิษกึ่งเรื้อรัง (subchronic toxicity) จะนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของคน (Human risk assessmcnt) โดยทำให้ทราบถึงขนาดของยาหรือสารที่ไม่ทำให้เกิดผลอันไม่พึงปรารถนาที่พบจากการทดลอง หรือหมายถึงขนาดสูงสุดของยาที่ให้แล้วไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่เรียกว่า NOAEL (no–observed-adverse-effect-level)

    ค่า NOAEL จะมีประโยชน์ในการใช้ในการคำนวณ (Extrapolation) หาขนาดของยาที่เหมาะสมต่อคน ซึ่งเรียกเป็นคำรวมๆ ว่า Human limit values (HLV)

    สมการที่ใช้หาค่า HLV = NOAEL/ AFtot
    โดยที่ AFtot  = AF1 , AF2…..AFn

    ตัวอย่างของ HLV ที่รู้จักกันดีได้แก่ Acceptable Daily Intake (ADI) และ Reference Dose (RfD) เป็นต้น
    ค่า ADI ได้จากการคำนวณโดยนำค่า NOAEL ที่ได้จากสัตว์ทดลองหารด้วย safety factors หรือ assessment factors ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้ค่าตัวเลข 100 เป็นตัวหาร (default factor) เพราะมีความไม่แน่นอน (Uncertainty) หลายประการได้แก่

    • ความหลากหลายภายใน species เดียวกันเอง
    • ความแตกต่างของการไวต่อยาระหว่างสัตว์และคน
    • ความผันแปรของการไวต่อยาในกลุ่มประชากรคน
    • จำนวนสัตว์ทดลองที่ใช้ทดสอบน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของประชากรมนุษย์ที่จะได้รับยาหรือสารเคมี
    • ความลำบากในการประมาณค่าที่คนได้รับ
    • ความเป็นไปได้ในการเกิดการเสริมฤทธิ์ของสารเคมีต่างๆ หลายชนิดที่มีอยู่ในอาหาร

     องค์การอาหารและยาของสหรัฐยังได้กำหนดให้หารเพิ่มด้วยตัวเลข 10 (additional factor) เมื่อต้องประเมินค่าของ ADI จากข้อมูลการทดสอบพิษระยะสั้น (short-term toxicity data) นอกจากวิธีกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการหาค่า HLV โดยใช้ค่า NOAEL หารด้วยค่า assessment factors ที่คำนวณจากวิธี probabilistic multiplication

     การวิจัยพิษเรื้อรังของสมุนไพรในหนูแรทของการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรแต่เดิมนั้น ได้ใช้เวลาในการกรอกยานาน 9 เดือนขึ้นไปถึง 1 ปี ในขณะที่การศึกษาพิษกึ่งเรื้อรัง จะให้ยานาน 6 เดือน แต่ในปัจจุบันจาก ICH guidelines ได้กำหนดไว้ว่าการศึกษาพิษเรื้อรังของยาในหนูแรทให้กรอกยาแก่หนูอย่างน้อย 6 เดือน ก็เพียงพอ เพราะการใช้ยานานกว่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะภายในเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น (Age-related disease) เกิดขึ้นด้วย ทำให้มีปัญหากับการแปลผลการศึกษาความผิดปกติของเซลล์อวัยวะภายในที่ตรวจพบนั้นว่าเกิดจากความเป็นพิษของตัวยาหรือเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น มะเร็ง หรือ เนื้องอกบางอย่างจะมีอุบัติการสูงขึ้นในหนูที่อายุมาก

     ดังนั้นในระยะหลังงานวิจัยพิษเรื้อรังของสมุนไพรในหนูแรทของสถาบันวิจัยสมุนไพร จึงใช้เวลาในการให้ยานาน 6 เดือน ส่วนรายงานการวิจัยความเป็นพิษของสมุนไพรที่ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน โดยกล่าวว่าเป็นการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังนั้น ตามมาตรฐาน ICH guideline อาจถือว่าเป็นการศึกษาพิษเรื้อรังได้

     หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมผลงานวิจัยการศึกษาของพิษของพืชสมุนไพร  สารสกัดและยาตำรับต่างๆ ที่มีสรรพคุณกล่าวอ้างไว้ในตำรายาแผนโบราณหรือที่มีรายงานการศึกษาว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ตั้งแต่ครั้งยังเป็นกองวิจัยทางแพทย์ (พ.ศ. 2495 – 2533) และกองวิจัยพัฒนาสมุนไพร (พ.ศ. 2533 – 2540) จนกระทั่งเป็นสถาบันวิจัยสมุนไพรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการนำยาสมุนไพรไปใช้ในการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งเป็นข้อมูลทางด้านพิษวิทยาอันจะเป็นประโยชน์สำหรับการค้นคว้าวิจัย อ้างอิงและเป็นแนวทางในการพัฒนาสมุนไพรต่อไป

 
ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
88/7 ซอยติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 0-2951-0491 แฟ๊กซ์. 0-2589-9866