พิษเรื้อรังของผงใบขี้เหล็กในหนูขาว
ทรงพล ชีวะพัฒน์,ปราณี ชวลิตธำรง,สมเกียรติ ปัญญามัง,สดุดี รัตนจรัสโรจน์,Boonme Sunyasootcharee,Noppamas Soonthornchareonnon

      ขี้เหล็กเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในวงศ์ Leguminosae ตำรายาแผนโบราณใช้ใบขี้เหล็กเป็นยาช่วยให้นอนหลับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้สมุนไพรนี้ ได้ศึกษาความเป็นพิษของใบขี้เหล็กซึ่งมีสาร barakol อยู่ 0.17% ในหนูขาวพันธุ์วิสตาร์ 5 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัวต่อเพศ เป็นเวลา 6 เดือน หนูกลุ่มควบคุมได้รับน้ำกลั่น 5 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ขณะที่หนูกลุ่มทดลอง 3 ใน 4 กลุ่ม ได้รับผงใบขี้เหล็กขนาด 20, 200 และ 2,000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน (มก./กก./วัน) หนูกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 4 (กลุ่ม recovery) ได้รับผงใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก./วัน เป็นเวลา 6 เดือน แล้วหยุดให้ใบขี้เหล็ก 14 วันก่อนฆ่าหนู เพื่อศึกษาว่าความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดจากใบขี้เหล็กสามารถกลับสู่สภาวะปกติได้หรือไม่หลังหยุดยา ผลการศึกษาพบว่าระดับของบิลิรูบินของหนูที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก./วัน มีระดับบิลิรูบินในซีรั่มสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อุบัติการณ์ของการเกิดความผิดปกติของตับ ได้แก่ การเสื่อมและการตายของเซลล์ตับพบได้ในหนูที่ได้รับขี้เหล็กทุกขนาดและความรุนแรงของความผิดปกติเพิ่มมากขึ้นตามขนาดของใบขี้เหล็กที่ได้รับทั้งในหนูเพศผู้และเพศเมีย นอกจากนี้ ความรุนแรงของความเป็นพิษต่อตับของขี้เหล็กก็เพิ่มขึ้นตามขนาดที่ได้รับด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนูเพศผู้ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าหนูเพศผู้มีความไวต่อความเป็นพิษของขี้เหล็กมากกว่าหนูเพศเมีย และการเปลี่ยนแปลงของตับในหนูกลุ่ม recovery แสดงให้เห็นว่าความผิดปกติของตับที่เกิดจากพิษของใบขี้เหล็กลดลงมีแนวโน้มสู่สภาวะปกติได้เมื่อหยุดยาเพียง 14 วัน ผลการศึกษาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าใบขี้เหล็กทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับของหนูได้โดยมีความสัมพันธ์กับขนาดที่ให้แม้ในขนาดที่ใช้เป็นยาในคน ดังนั้นหากจะมีการใช้ใบขี้เหล็กเป็นยาช่วยให้นอนหลับติดต่อกันเป็นเวลานานจะต้องมีการตรวจการทำงานของตับเป็นระยะและควรหยุดใช้ทันทีที่มีอาการตับอักเสบจากยาเกิดขึ้น

      The leaf of Cassia siamea Lam. or Senna siamea (Lam.) Irwin & Bameby, a plant in the Leguminosae family known in Thai as Khilek, is traditionally used as sleep-aid. We performed a six-month toxicity study of C. siamea powdered leaves containing 0.17% barakol in five groups of 15 Wistar rats of each sex. The control group received s ml of distilled water/kg BW/day orally, while three of the four experimental groups were given C. siamea powdered leaves at the doses of 20, 200 and 2,000 mg/kg BW/day, which were equivalent to 1, 10 and 100 folds of therapeutic dose, respectively. For the recovery study, the fourth treatment group received the powdered leaves at the dose of 2,000 mg/kg BW/day for 6 months and was later kept without C. siamea administration for 14 more days before being sacrificed. The levels of bilirubin of the animals receiving the powdered leaf at the doses of 200 and 2,000 mg/kg BW/day were significantly higher than those of their controls. A dose dependent increase of the incidence of hepatic lesion, namely degeneration and necrosis, were found at every dose level in both male and female animals. In addition, the higher the doses of C. siamea leaf were taken, the more severe the degree of hepatic damage was observed, especially in male rats. Hence, it appeared that male rats were more susceptible to the hepatotoxic effect of C. siamea than female rats. Reduction of the hepatic damage of the recovery group suggested that the hepatotoxic effect of C. siamea was reversible when the drug was stopped for only 14 days. Taken together the results shDwed that upon long-term consumption the leaf of C. siamea could produce dose-dependent hepatotoxic effect in rats even at the therapeutic dose. Hence, if C. siamea leaf is going to be used as a sleep aid for a long period of time, liver function test should be performed periodically and the drug should be stopped immediately if the signs of drug-induced hepatitis occur.