ท่านเป็นผู้เข้าชมคนที่ 
241826

วันที่อัพเดทล่าสุด
21 ตุลาคม 2557
 

อ่านข่าวสมุนไพร ทั้งหมด»     

ปอกะบิด สมุนไพรแก้เบาหวาน แต่ทานนาน ๆ อาจทำลายตับไต


               ปอกะบิด ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวานได้จริง แต่ สธ. ยืนยัน ปอกะบิดยังทดแทนยารักษาเบาหวานไม่ได้ แนะไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะอาจทำลายตับไต ควรหมั่นสับเปลี่ยนสมุนไพรเรื่อย ๆ ป้องกันโรคแทรกซ้อน

     
              ปอกะบิด หรือปอบิด สมุนไพรที่ได้ยินชื่อบ่อยในช่วงนี้ เพราะทราบกันดีว่ามีสรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งก็ช่วยได้จริง แต่ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนไม่เข้าใจวิธีการใช้สมุนไพรที่ดีพอ เมื่อใช้แบบผิด ๆ ก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ อย่างที่มีการพบผู้ป่วยบางรายมีอาการไตวาย แต่วันนี้เรามีคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่อยากใช้ หรือกำลังใช้สมุนไพรปอกะบิดมาบอกให้ทราบกัน 

              โดย นางเสาวณีย์ กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ให้ข้อมูลว่า แม้จากรายงานการวิจัยจะพบว่า ปอกะบิดมีผลในการรักษาเบาหวานสามารถลดน้ำตาลในหนูทดลองได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงสามารถทำลายตับหนู และเกิดการกระตุ้นหัวใจในกบได้ ดังนั้น ผู้ที่จะใช้ต้องตรวจภาวะการทำงานของตับไตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน และห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติ หรือแม้แต่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต

              ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย ยังให้ข้อมูลอีกว่า จริง ๆ แล้ว สมุนไพรปอกะบิดยังไม่มีงานวิจัยด้านพิษวิทยา แต่มีงานวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ โดย รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า แม้ปอกะบิดจะมีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถทดแทนยารักษาเบาหวานได้จริง ดังนั้น หากจะใช้สมุนไพรรักษาโรคก็ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะปริมาณสารเคมีจากสมุนไพรควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีตับอ่อน ไต หัวใจไม่แข็งแรง หากดูแลสุขภาพไม่ดีก็เสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้

              ทั้งนี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยที่ต้องการลดน้ำตาลในเลือดทานอาหารเป็นยาแทน เพราะปริมาณความเข้มข้นของสมุนไพรที่ได้จะมีความเข้มข้นต่างกัน เช่น กินผักแกล้ม หรือ น้ำคั้น เช่น ใบกะเพรา ใบบัวบก ก็มีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้เช่นกัน แต่ต้องใช้หลักการเดียวกันคือ สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้



    วันที่  7  ก.พ. 57
    ที่มา :
    สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข http://health.kapook.com/view81678.html





ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
88/7 ซอยติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 0-2951-0491 แฟ๊กซ์. 0-2589-9866