H-O-M-E
click here goto the top of the page
เข้าชมเป็นคนที่ : 804
   
การให้เด็กบริโภคอาหารหวานมากมีผลเสียอย่างไร?

น.พ.สุริยเดว ทริปาตี กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โฆษกเครือข่ายรณรงค์เด็กไทยไม่กินหวาน

ทุกวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็นวันเบาหวานโลก ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยที่มีพฤติกรรมการบริโภคหวานสูงมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย เกิดภาวะโรคอ้วน ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูงมากเช่นกัน

โรคเบาหวานที่พบมากในเด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป มักมีสาเหตุสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์และความอ้วน ในปัจจุบันเราพบโรคเบาหวานในเด็กมากขึ้น เนื่องจากเด็กเริ่มอ้วนกันตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งมีตัวเลขเด็กอ้วนจากพฤติกรรมการบริโภคสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 จากเดิมในอดีตมีเด็กที่มีพฤติกรรมการบริโภคหวานและอ้วน เพียงร้อยละ 5 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นสถิติที่สูงว่าสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ตัวเลขการบริโภคหวานของทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัย 20 ต้นๆ พบว่า มีอัตราการกินน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 20 ช้อนชาต่อคนต่อวัน ซึ่งถือว่ามาก เนื่องจากอัตราการกินน้ำตาลของเด็กและเยาวชนเฉลี่ยนั้น ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อคนต่อวัน

ทั้งนี้ พฤติกรรมการกินหวานเกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ไม่ใช่กรรมพันธุ์

น้ำตาลในแต่ละช้อนชาจะให้พลังงานประมาณ 16 ก.ก.แคลอรี หากเด็กรับประทานวันละ 20 ช้อนชา จะทำให้ได้รับพลังงานสูงถึง 300 ก.ก.แคลอรี ถือว่ามากเกินไป ร่างกายควรขับทิ้ง โดยทางการแพทย์เห็นว่าหากต้องการขับพลังงานส่วนเกินทิ้งจำนวน 300 ก.ก.แคลอรี จะต้องวิ่งให้เหงื่อออกวันละ 3 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติเด็กและเยาวชนทำไม่ได้ จึงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน ผอม ฟันผุ จน และส่วนสูงไม่สูงเต็มศักยภาพ

หากดูจากพฤติกรรมการบริโภคของเด็กไทย เด็กกินเก่งและกินหวานจะกลายเป็นโรคอ้วน แต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี เช่น กินลูกอม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ขณะเดียวกันเด็กทั้งสองกลุ่มจะฟันผุ เพราะอาหารที่บริโภคมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งนี้ ในแง่ของความจน พบว่าตัวเลขค่าขนมของเด็กไทยสูงถึง ปีละ 1.6 แสนล้านบาท มากกว่าสหรัฐอเมริกาด้วย

ขณะเดียวกันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่า เด็กอายุ 9 เดือน สูงถึงร้อยละ 31 เคยดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานแล้ว การดื่มน้ำอัดลมแต่ละกระป๋อง จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่ม ในน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูงมา ทุกคำที่ดื่มจึงเหมือนกินน้ำตาลหนึ่งช้อน

การลดปัจจัยเสี่ยงในการดื่มน้ำอัดลม จะช่วยลดผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเบาหวานลงได้

การป้องกันและแก้ไข การให้องค์ความรู้แก่ผู้ปกครองที่เลี้ยงดูเด็กเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังและดูแลการบริโภค เพื่อป้องกันมิให้เด็กไทยกินหวานมากไปกว่านี้ อีกทั้งโรงเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญ

การสร้างเสริมสุขนิสัยในการบริโภคของเด็กก็เป็นสิ่งจำเป็น อย่างนมผง ซึ่งเป็นอาหารหลักของเด็กเล็ก ไม่ควรมีความหวานเกินกว่ากฎหมายกำหนด เพราะเด็กที่กินนมผงที่มีความหวานสูง จะเกิดการหล่อหลอมพฤติกรรมเด็กให้ติดนิสัยกินหวาน

ที่มา...หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549