น.พ.สุริยเดว
ทริปาตี กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โฆษกเครือข่ายรณรงค์เด็กไทยไม่กินหวาน
ทุกวันที่
14 พฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็นวันเบาหวานโลก ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยที่มีพฤติกรรมการบริโภคหวานสูงมาก
ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย เกิดภาวะโรคอ้วน ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูงมากเช่นกัน
โรคเบาหวานที่พบมากในเด็กวัย
5 ขวบขึ้นไป มักมีสาเหตุสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์และความอ้วน ในปัจจุบันเราพบโรคเบาหวานในเด็กมากขึ้น
เนื่องจากเด็กเริ่มอ้วนกันตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งมีตัวเลขเด็กอ้วนจากพฤติกรรมการบริโภคสูงขึ้นถึงร้อยละ
20 จากเดิมในอดีตมีเด็กที่มีพฤติกรรมการบริโภคหวานและอ้วน เพียงร้อยละ 5 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นสถิติที่สูงว่าสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้
ตัวเลขการบริโภคหวานของทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัย 20 ต้นๆ พบว่า มีอัตราการกินน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง
20 ช้อนชาต่อคนต่อวัน ซึ่งถือว่ามาก เนื่องจากอัตราการกินน้ำตาลของเด็กและเยาวชนเฉลี่ยนั้น
ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อคนต่อวัน
ทั้งนี้
พฤติกรรมการกินหวานเกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ไม่ใช่กรรมพันธุ์
น้ำตาลในแต่ละช้อนชาจะให้พลังงานประมาณ
16 ก.ก.แคลอรี หากเด็กรับประทานวันละ 20 ช้อนชา จะทำให้ได้รับพลังงานสูงถึง 300
ก.ก.แคลอรี ถือว่ามากเกินไป ร่างกายควรขับทิ้ง โดยทางการแพทย์เห็นว่าหากต้องการขับพลังงานส่วนเกินทิ้งจำนวน
300 ก.ก.แคลอรี จะต้องวิ่งให้เหงื่อออกวันละ 3 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติเด็กและเยาวชนทำไม่ได้
จึงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน ผอม ฟันผุ จน และส่วนสูงไม่สูงเต็มศักยภาพ
หากดูจากพฤติกรรมการบริโภคของเด็กไทย
เด็กกินเก่งและกินหวานจะกลายเป็นโรคอ้วน แต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี เช่น
กินลูกอม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ขณะเดียวกันเด็กทั้งสองกลุ่มจะฟันผุ
เพราะอาหารที่บริโภคมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งนี้ ในแง่ของความจน พบว่าตัวเลขค่าขนมของเด็กไทยสูงถึง
ปีละ 1.6 แสนล้านบาท มากกว่าสหรัฐอเมริกาด้วย
ขณะเดียวกันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่า
เด็กอายุ 9 เดือน สูงถึงร้อยละ 31 เคยดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานแล้ว การดื่มน้ำอัดลมแต่ละกระป๋อง
จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่ม
ในน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูงมา ทุกคำที่ดื่มจึงเหมือนกินน้ำตาลหนึ่งช้อน
การลดปัจจัยเสี่ยงในการดื่มน้ำอัดลม
จะช่วยลดผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเบาหวานลงได้
การป้องกันและแก้ไข
การให้องค์ความรู้แก่ผู้ปกครองที่เลี้ยงดูเด็กเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังและดูแลการบริโภค
เพื่อป้องกันมิให้เด็กไทยกินหวานมากไปกว่านี้ อีกทั้งโรงเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญ
การสร้างเสริมสุขนิสัยในการบริโภคของเด็กก็เป็นสิ่งจำเป็น
อย่างนมผง ซึ่งเป็นอาหารหลักของเด็กเล็ก ไม่ควรมีความหวานเกินกว่ากฎหมายกำหนด เพราะเด็กที่กินนมผงที่มีความหวานสูง
จะเกิดการหล่อหลอมพฤติกรรมเด็กให้ติดนิสัยกินหวาน
ที่มา...หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
เมื่อวันที่
15 พฤศจิกายน 2549