H-O-M-E
click here goto the top of the page
เข้าชมเป็นคนที่ : 146
   
สารปนเปื้อนในอาหารมีโทษอย่างไรต่อร่างกาย

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนอันตรายจากซอสเย็นตาโฟ 2 ยี่ห้อ

ซึ่งพบว่ามีปริมาณสีเกินจากที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข หากนำซอสเย็นตาโฟทั้ง 2 ยี่ห้อนี้มาใช้ ร่างกายอาจได้รับโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สารหนู โครเมียม สังกะสี เป็นต้น

สารหนูถ้าเข้าไปสะสมในร่างกายจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ โลหิตจาง และเกิดอันตรายถึงชีวิต

ความจริงแล้วสารปนเปื้อนในอาหารมีมากมายหลายชนิด โดยสารปนเปื้อนที่ควรระวังมากเป็นพิเศษ ได้แก่

โลหะในอาหารสำเร็จรูปและภาชนะบรรจุอาหาร เช่น ตะกั่ว สารหนู ปรอท ดีบุก แคดเมี่ยม ฯลฯ

สารตกค้างจากเคมีกำจัดศัตรูพืช (Pesticide residues) ในอาหาร

สารตกค้างจากอุตสาหกรรมการผลิต ได้แก่ PCB"s และโลหะเป็นพิษ เช่น แมงกานีส ตะกั่ว ปรอท ฯลฯ

สารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) เช่น อะฟลาท็อกซินในถั่วลิสง

จุลินทรีย์ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่า อาหารนั้นผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ถูกต้อง คือโคลิฟอร์ม (Coliform) และอี.โคไล (E.coli)

จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ (Food poisoning) ที่พบบ่อย ได้แก่ สแตฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซัลโมเนลลา (Salmonella spp.) คลอสตรีเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens) คลอสตรีเดียม โบทุลินุม (Clostridium botulinum) ฯลฯ

สิ่งแปลกปลอม เช่น ขาแมลงสาบ ขนหนู ฯลฯ

ส่วนสารปนเปื้อนในอาหารอาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากมาย ซึ่งบางครั้งผู้บริโภคอาจนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว ได้แก่

1.ดินประสิว(โพแทสเซียมไนเตรต) นิยมใส่ในอาหารประเภทเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อวัว ทำเนื้อเปื่อย เพื่อให้สีสวย รสดี และเก็บไว้ได้นาน โดยดินประสิวก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน(nitrosamine) ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง

2.ปรอท พิษที่สะสมในสมอง ทำให้ประสาทหลอน ความจำเสื่อม เป็นอัมพาต เด็กในครรภ์ประสาทจะถูกทำลาย นิ้วมือหงิกงอ ปัญญาอ่อน และอาจตายได้ อาการเช่นนี้เรียกว่า โรคมินามาตะ

3.ตะกั่ว เกิดจากสีและไอเสียรถยนต์ จะทำลายเซลล์สมอง ทำลายเม็ดเลือดแดง ปวดศีรษะ และอาจตายได้ อาการพิษเรื้อรังจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต

เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาการทางระบบประสาทได้

4.โครเมียม เป็นอันตรายต่อผิวหนังและปอด

5.แคดเมียม มีพิษต่อปอดและไต ทำให้เกิดโรคอิไต-อิไต

6.สารหนู ทำให้เกิดโรคไข้ดำ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง เป็นตะคริว

7.สารกันบูด สารที่นิยมใช้เป็นสารกันบูด ได้แก่ กรดซาลิวาลิก กรดบอริก

8.น้ำประสานทอง หรือบอแร็กซ์ มีชื่อทางเคมีว่า "โซเดียมบอเรต (sodium borate)" ชาวบ้าน เรียกว่า "ผงกรอบ" หรือคนจีนเรียกว่า "เพ่งแช" ใช้ใส่ลูกชิ้น แป้งกรอบ ทำให้ไตอักเสบได้

9.ผงเนื้อนุ่ม คือบอแรกซ์ผสมโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต สารนี้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ทำให้เกิดอาการคล้ายเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีพิษต่อไตและเซลล์ต่างๆของร่างกาย

10.น้ำตาลเทียม คือสารให้ความหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล เช่น ซอร์บิทอล หวานกว่าน้ำตาลทราย 2 ใน 3 เท่า

ไซคลาเมต หวานกว่าน้ำตาลทราย 30 เท่า, แอสพาร์เทม หวานกว่าน้ำตาลทราย 180 เท่า ใช้แทนน้ำตาลในเครื่องดื่ม ลูกกวาด หมากฝรั่ง

และขัณฑสกร หรือแช็กคาริน หรือ "ดีน้ำตาล" หวานกว่าน้ำตาลทราย 550 เท่า เป็นน้ำตาลเทียม ถ้ารับประทานมากจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ชัก

11.สีผสมอาหาร ถ้าใช้ปริมาณมากบ่อยครั้งจะไปจับอยู่ตามเยื่อบุกระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ขัดขวางการดูดซึม อาหาร ทำให้ท้องขึ้น น้ำหนักลด อ่อนเพลีย

และทำให้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่นได้

ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ใช้สีปองโซ 4 อาร์ ในอาหารทั่วไปได้

ในปริมาณไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมเท่านั้น

 

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2549