กระแสความวิตกเกี่ยวกับอันตรายที่แฝงมากับอาหารสำเร็จรูปในอังกฤษได้เริ่มปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เมื่อมีการตรวจพบสีย้อมซูดาน 1 ซึ่งเป็นสีที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ปนเปื้อนในซอสครอสส์
แอนด์ แบล็กเวลล์ วอร์เซสเตอร์ หลังจากนั้น องค์การมาตรฐานอาหารหรือเอฟเอสเอก็ได้ประกาศรายชื่อสินค้าที่อาจมีสารปนเปื้อนทั้งหมด
474 รายการ ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าประเภทซอส อาหารขบเคี้ยว ซุป และอาหารสำเร็จรูป
ที่ใช้ซอสวอร์เซสเตอร์เป็นส่วนผสมในอาหาร
ผลการสำรวจของหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ พบว่าปัจจุบันอาหารแช่แข็งที่วางขายมักจะนิยมใส่ส่วนผสมจำนวนมาก
ยกตัวอย่าง พายเนื้อแกะ (shepherd"s pie) ของบริษัทมาร์กแอนด์สเปนเซอร์ ที่ระบุไว้บนกล่องสินค้าว่า
มีส่วนผสมมากถึง 52 ชนิด และอาจจะมีส่วนผสมที่ไม่ได้ระบุไว้อีกราว 6 อย่าง หรือมากกว่านั้น
ขณะที่อาหารจีนสำเร็จรูปยี่ห้อเวตโรสมีส่วนผสมรวมกันอย่างน้อย 59 ชนิด
นางจีนเน็ตต์ ลองฟีลด์ จากสมาคมการเกษตรและอาหารเพื่อความยั่งยืน กล่าวว่า การที่มีส่วนผสมในอาหารมากถึง
50 ชนิด หมายความว่ามีโอกาสมากถึง 50 ครั้งที่ส่วนผสมเหล่านี้อาจจะเกิดปัญหา
"บริษัทมีระบบตรวจสอบอาหารที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของส่วนประกอบต่างๆ
รวมถึงความปลอดภัย และคุณภาพของส่วนผสมทั้ง 50 ชนิดจากสินค้านับพันๆ ชิ้นที่ผลิต
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคแบบ 100% หรือไม่"
"ทำไมอาหารเหล่านี้จึงต้องใส่ส่วนผสมอย่างมากมาย เป็นไปได้หรือไม่ว่าหากไม่ใส่เครื่องปรุงแต่งลงในอาหารพวกนี้อาจจะทำให้ดูไม่น่ารับประทานเท่ากับที่ใส่ลงไปมากๆ
อย่างที่เป็นอยู่ ผู้บริโภคคงต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมต้องบริโภคอาหารเหล่านี้"
นางลองฟีลด์ตั้งข้อสังเกต
แม้เอฟเอสเอจะประกาศรายชื่อสินค้าต้องสงสัยว่ามีสารปนเปื้อน รวมทั้งมีคำสั่งให้บริษัทผู้ผลิตเรียกคืนสินค้าดังกล่าว
แต่เอฟเอสเอก็ย้ำว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และจะกระทบต่อต้นทุนของบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมนี้ประมาณ 100 ล้านยูโร
ประชาชนส่วนมากแปลกใจกับการที่ส่วนผสมเพียงอย่างเดียวกลับสร้างผลกระทบต่อสินค้าจำนวนมาก
และผู้ผลิตจำนวนมากก็นิยมใช้ซอสชนิดนี้ปรุงรสสินค้า แต่รายชื่อส่วนผสมที่อยู่ในสินค้าสำเร็จรูปก็แสดงถึงเทรนด์อาหารที่ต้องมีส่วนผสมหลายๆ
ชนิด จึงจะดึงดูดใจผู้บริโภค
เว็บไซต์ของเทเลกราฟระบุว่า ผู้บริโภคควรจะเตรียมรับกับพายเนื้อแกะของมาร์กแอนด์สเปนเซอร์
ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกอาหารพร้อมรับประทาน แม้ว่าพายชนิดนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสความตื่นกลัว
แต่ก็ใช้ซอสวอร์เซสเตอร์เป็นส่วนผสมในอาหาร
ทั้งนี้ พายเนื้อแกะของมาร์กแอนด์สเปนเซอร์ มีส่วนผสมทั้งหมด 52 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ผสมในเนื้อแกะ
อาทิ ซอสมะเขือเทศ ซอสวอร์เซสเตอร์ น้ำซุปผัก และน้ำต้มกระดูกแกะ
นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ น้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลมอลโตส ซึ่งใช้เพิ่มความหวาน
แลคโตสที่ใช้ผสมเพื่อรักษาความนุ่มของผัก และแป้งมันที่ทำให้แป้งพายหนานุ่ม
มีความเป็นไปได้ว่า ส่วนผสมในพายอาจจะมีมากกว่านี้ แต่ส่วนผสมบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องระบุไว้บนกล่อง
อย่างกรณีของซอสวอร์เซสเตอร์ บริษัทผู้ผลิตก็อาจจะระบุว่าเป็นเครื่องเทศ แต่ไม่ต้องใส่ชื่อซอสลงไป
แม้ว่าเครื่องเทศอย่างพริกป่นอาจจะมีสารแต่งสี และสารปรุงแต่งอื่นๆ ผสมอยู่ แต่ก็ไม่มีการระบุให้ผู้บริโภคทราบ
อาหารสำเร็จรูปในซูเปอร์ มาร์เก็ตทุกแห่งจะใช้ส่วนผสมคล้ายคลึงกัน อย่างเช่น ลาซานญ่าเนื้อของห้างสรรพสินค้าเซนส์บูรี่
ใช้ส่วนผสมถึง 44 ชนิด ขณะที่เนื้อในซอสถั่วดำของห้างเวตโรสมีส่วนผสมถึง 59 ชนิด
อาหารพร้อมเสิร์ฟของเทสโก้, แอสด้า และมอร์ริสัน ก็ใส่ส่วนผสมจำนวนมากเช่นกัน
นางเอมิลี่ ไดมานด์ จากเฟรนด์ ออฟ ดิ เอิร์ธ ฟู้ด เชื่อว่า ส่วนประกอบจำนวนมากที่ใส่ในอาหารสำเร็จรูปจะทำให้เกิดความน่าวิตกมากขึ้นในอนาคต
และจะทำให้ยากต่อการสืบหาสารปนเปื้อน
ขณะที่นายเดวิด เกรกอรี่ หัวหน้าฝ่ายเทคโน โลยีอาหาร บริษัทมาร์กแอนด์สเปนเซอร์
กล่าวว่า ส่วนผสมจำนวนมากในอาหารสำเร็จรูปไม่ได้เป็นปัญหาต่อสุขภาพ แม้ว่าพายเนื้อแกะพร้อมเสิร์ฟจะมีส่วนผสมมากมาย
แต่นั่นก็เป็นการจำลองการทำอาหารจากเตาเท่านั้น
"บริษัททำตามสูตรอาหารจากมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง และรายชื่อส่วนผสมที่ใช้ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
บริษัทพยายามจะพัฒนาสินค้าที่มีส่วนผสมที่หาได้ง่ายจากในบ้าน ซึ่งคนจำนวนมากก็ใช้ซอสวอร์เซสเตอร์
ซอสมะเขือเทศ และน้ำต้มกระดูกในพายเนื้อแกะ"
"หากคุณใช้น้ำต้มกระดูกในการทำพายเนื้อแกะเองที่บ้าน คุณอาจจะต้องใช้ส่วนผสมหลายอย่าง
อาทิ เครื่องปรุงรสที่สินค้าของมาร์กแอนด์สเปนเซอร์ ไม่ได้ใช้"
บริษัทมาร์กแอนด์สเปนเซอร์ระบุว่า บริษัทสามารถสืบหาแหล่งผลิตส่วนผสมทั้งหมดได้ภายในเวลา
30 นาที ซึ่งข้อมูลจะมีความแม่นยำถึง 95% เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตฉลากอาหารเอง
ซึ่งจะสามารถควบคุมส่วนผสมที่ใช้ผลิตอาหารได้ดีกว่าบริษัทอื่นๆ
ด้านนายเอียน สมิทธ จากโกลบอล ฟู้ด เซฟตี้ แอนด์ เทรซอะบิลิตี้
ฟอรั่ม ให้ความเห็นว่า เอฟเอสเอต้องใช้เวลา 11 วันกว่าจะประกาศรายชื่อสินค้าที่มีสารปนเปื้อนสู่สาธารณะ
เพราะต้องให้เวลาบริษัทผู้ผลิต 2-3 วันในการสืบหาสินค้าที่มีสารปนเปื้อน ซึ่งหากบริษัทสามารถใช้เวลาในจุดนี้น้อยลง
ก็จะทำให้สามารถเรียกคืนสินค้าได้รวดเร็วมากขึ้น เป็นการช่วยปกป้องผู้บริโภคได้มากขึ้น
ที่มา...www.matichon.co.th
|