หน้าแรก  |  ติดต่อเรา  |  แผนผังเว็บไซต์  
  |      
ความรู้ทั่วไป
ความรู้ทั่วไปที่นักวิชาการควรทราบ
ก้าวทันโลก
การบริการ
แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
FAQ
          ค้นหา :    
   
ฟอกสบู่เห็ดหลินจือข้ามคืนเป็นดักแด้

เมื่อไม่นานมานี้ นางสีดา จันทรเขต อายุ 45 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือว่า น.ส.สุนีย์ จันทรเขต อายุ 22 ปี เกินอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงจนเนื้อตัวลอกเหมือนดักแด้ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมาบตาพุดเป็น เวลากว่า 1 สัปดาห์ ขณะนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แต่ก็ยังไม่หายกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงวอนให้ ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาทำการรักษาเพื่อช่วยชีวิตบุตรสาวด้วย
จากนั้นได้พาผู้สื่อข่าวไปดูอาการของ น.ส.สุนีย์ ที่เกิดการแพ้สบู่ยี่ห้อดังที่มีส่วนผสมของเห็ดหลินจือ ซึ่งโฆษณาว่าฟอกตัวระหว่างอาบน้ำจะทำให้ผิวขาวขึ้น โดยน.ส.สุนีย์ กล่าวว่าหลังทราบสรรพคุณก็ไปซื้อ มาแต่ด้วยความใจร้อนอยากขาวเร็วๆ จึงบดสบู่ให้เหลือเป็นก้อนเล็กก่อนที่จะนำมาผสมน้ำใส่กาละมังและ ลงไปนอนแซ่จนเผลอหลับไปถึง 3 ชั่วโมง จนเกิดอาการคันตามร่างกายและปวดแสบปวดร้อน จนแฟน และคนในครอบครัวช่วยกันนำส่งโรงพยาบาล เมื่อทางแพทย์รักษาบอกว่าเกิดจากการแพ้ยาอย่างรุนแรง และให้น้ำเกลือนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลมาบตาพุดเป็นอาทิตย์ เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแผลที่ตกสะเก็ดก็แห้ง ทางโรงพยาบาลก็ให้มาพักรักษาตัวที่บ้าน
ญาติของน.ส.สุนีย์ กล่าวว่าปกติน.ส.สุนีย์ ก็เป็นโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยจึงมีอาการแทรกซ้อน ส่วนการใช้สบู่เห็ดหลินจือนั้นปกติจะต้องใช้ลูบไล้ตามร่างกายวันละนิดระหว่างอาบน้ำเท่านั้น ไม่ใช่ไปบี้และมาทาตัวเพื่อจะให้ลอกเร็วๆ น่าจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ด้าน น.พ.สุรทิน มาลีหวล ผอ.ร.พ.มาบตาพุด กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับผู้ป่วยรายนี้เข้ามา รักษาประมาณกลางเดือนมกราคม ซึ่งลักษณะคนไข้ที่มาถึงขณะนั้นมีลักษณะเป็นโรคผิวหนังอักเสบขั้น รุนแรงลักษณะเหมือนคนที่เป็นโรคสตีเว่นจอห์นสันซินโครม เป็นผื่นทั้งตัวและผิวหนังลอกมีลักษณะ เหมือนดักแด้ซึ่งลักษณะเช่นนี้น่าจะมาจากการใช้สบู่ที่ผิดวิธี จะไปโทษตัวสบู่เห็ดหลินจืออย่างเดียวนั้น คงไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นสบู่ตัวไหนถ้าใช้แบบนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นเหมือนกัน ลักษณะการใช้สบู่ของคน ไข้คือแซ่ไว้เป็นคืนโดยที่ไม่ได้ล้างคราบสบู่ออก และอีกอย่างก็คือคนไข้มีโรคประจำตัวบางอย่างรวมอยู่ ด้วยจึงอาจเป็นเหตุให้เกิดเรื่องดังกล่าวง่ายขึ้น

back | top
ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตราย  |  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์