วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก(Tetanus toxoid : T)

              เป็นวัคซีนที่ใช้เพื่อการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก

ชนิดของวัคซีน
            เป็นวัคซีนชนิดผลิตจากพิษ (toxin) แล้วทำให้หมดพิษ และผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์และ absorbed ใน aluminium salts มี purified tetanus toxoid ชนิดเดียว

ลักษณะทางกายภาพ

                 เป็นวัคซีนชนิดน้ำ สีขาว ขุ่น เนื่องจาก aluminium ที่ใส่ลงไปเป็น adjuvant


ส่วนประกอบของวัคซีน

           ใน 0.5 มล. ประกอบด้วย purified tetanus toxoid ในปริมาณ 10 Lf

ขนาดบรรจุ
           ขนาดใหญ่ ขวดละ 5 มล.
            ขนาดใช้แต่ละครั้ง หลอดละ 0.5 มล. มีใช้เฉพาะเอกชน


ขนาดและวิธีใช้

1. การฉีดวัคซีนชุดแรก (primary immunization)

            สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน หรือวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักมาก่อน ให้ฉีดเข้าในกล้ามเนื้อครั้งละ 0.5 มล. รวม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1-2 เดือน จากนั้นฉีดอีก 1 ครั้ง ด้วยขนาดเดียวกัน 6-12 เดือน หลังจากฉีดเข็มที่ 2

2. การฉีดกระตุ้น (reinforcing dose หรือ booster dose )

            ให้ฉีดครั้งละ 0.5 มล. ทุก ๆ 10 ปี เพื่อคงระดับภูมิต้านทานโรคตลอดไป

3. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักในหญิงมีครรภ์

            เพื่อป้องกันโรคบาดทะยักในเด็กแรกเกิด

            ให้ซักประวัติการได้รับวัคซีนโดยละเอียด

3.1
ถ้าหญิงมีครรภ์ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาก่อน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักเข้ากล้ามเนื้อ ให้ครั้งละ 0.5 มล. รวม 3 ครั้ง โดยเริ่มฉีดครั้งที่ 1 ให้ในโอกาสแรกที่พบ จะเป็นระยะตั้งครรภ์เดือนไหนก็ไ ด้ ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งที่ 1 อย่างน้อย 1 เดือนและครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน (ถ้าฉีดให้ไม่ทันในขณะตั้งครรภ์ ก็ให้หลังคลอด)

3.2 ถ้าหญิงมีครรภ์เคยได้รับวัคซีนบ้องกันโรคบาดทะยักมาแล้ว 1 ครั้ง ควรให้อีก 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ในระหว่างตั้งครรภ์

3.3 ถ้าหญิงมีครรภ์เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาแล้ว 2 ครั้ง ควรให้อีก 1 ครั้งในระหว่างตั้งครรภ์

3.4 ถ้าหญิงมีครรภ์เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักครบชุด ( 3 ครั้ง) มาแล้วเกิน 5 ปี ให้ฉีดกระตุ้นอีกเพียง 1 ครั้ง แต่เคยฉีดครบชุดมาแล้วไม่เกิน 5 ปี ไม่ต้องฉีดกระตุ้น

3.5 ในกรณีที่ประวัติไม่ชัดเจน ให้ถือว่าไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาก่อน แล้วให้วัคซีนตามข้อ 3.1

4. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักในผู้ที่มีบาดแผล
ก. สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีด tetanus toxoid อย่างเดียวหรือรวมกับวัคซีนอื่นมาครบชุดแล้ว ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำอีก
ข. ถ้าเคยได้รับการฉีด tetanus toxoid อย่างเดียว หรือรวมกับวัคซีนอื่นมาครบชุดแล้วตั้งแต่ระยะเวลาหลังเข็มสุดท้าย 5 ปีขึ้นไปให้ฉีดกระตุ้น 0.5 มล. เข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว
ค. สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีด tetanus toxoid ไม่ครบชุด หรือไม่เคยฉีดมาเลยหรือไม่ทราบว่าเคยฉีดมาก่อนหรือไม่ ให้ฉีด tetanus
toxoid 1 ชุด ตามข้อ (1) และหากบาดแผลฉกรรจ์ให้ฉีด antitoxin ให้ด้วย

วิธีผสมวัคซีน
            ก่อนใช้ต้องเขย่าขวดจนตะกอนกระจายทั่วเสียก่อน

ข้อควรระวัง

  1. การฉีด tetanus antitoxin ควรถามประวัติการแพ้ต่าง ๆ หรือประวัติเป็นลมพิษและต้องทำการทดสอบผิวหนัง (intracutaneous sensitivity test) ก่อนทุกครั้ง การทดสอบการแพ้ซีรั่มโดยวิธีฉีดเข้าในหนัง (intracutaneous) อาจทำได้โดยเจือจาง tetanus antitoxin ด้วย normal saline ให้ได้น้ำยา 1 : 100 แล้วฉีดเข้าในหนังขนาด 0.1 มล. จากนั้นเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 10-30 นาที ถ้ามีอาการแพ้ หนังบริเวณที่ฉีดจะมีรอยนูนแดง โดยมีส่วนที่นูน (wheal) เกิน 1 ซม. (น้ำยา 1 : 100 ทำได้โดยใช้กระบอกฉีดยาดูด tetanus antitoxin 0.1 มล. แล้วดูด normal saline เข้าไปจนครบ 10 มล.)
    ในการฉีดวัคซีนทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นการฉีดเข้าในหนังเพื่อทดสอบอาการแพ้หรือฉีดเข้าใต้หนังเพื่อป้องกันหรือรักษาโรคก็ตาม ต้องเตรียม adrenaline ไว้ให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันทีเมื่อผู้รับการฉีดเกิดแพ้
  2. การฉีด tetanus antitoxin ต้องฉีดคนละข้างกับ tetanus toxoid และไม่ผสมปนในกระบอกฉีดเดียวกัน เพราะจะทำให้เสื่อมฤทธิ์

ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
            ภูมิคุ้มกันจะเกิดดีที่สุดก็คือการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่หัวไหล่ โดยเริ่มเกิดประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนครั้งแรก ถ้าได้รับวัคซีน 3 ครั้ง ภูมิคุ้มกันจะสูงประมาณ 16 เท่าของที่ต้องการในการป้องกันโรค ถ้าฉีด 4 ครั้ง จะให้ภูมิคุ้มกันสูงประมาณ 150 เท่า เด็กที่ฉีดครบ 4 เข็มจะมีภูมิคุ้มกันไปเกิน 10 ปี ในผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีน Tetanus toxoid 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือนประมาณร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน จะมีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ (0.01 IU/ml) และจะคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 3 ปี หากได้รับครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน ประมาณร้อยละ 95 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงเกินกว่าระดับป้องกันโรคได้มากขึ้น และจะคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนั้นในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค จึงได้แนะนำให้หญิงมีครรภ์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน Tetanus toxoid มาก่อนเลย ควรได้รับวัคซีนดังกล่าว 3 ครั้ง หากได้รับไม่ทันในระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ก็จะต้องกลับมารับวัคซีนจนครบ 3 ครั้ง โดยมีระยะห่างตามที่กำหนด

การเก็บและการหมดอายุ
            ให้เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง เพราะถ้าแช่วัคซีนนี้ให้แข็งจะเสื่อมคุณภาพทันที ถ้าเก็บถูกต้องตามนี้จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 2 ปี นับแต่วันที่ผลิต

                ให้ดูฉลากวันหมดอายุด้วย

ความคงตัวของวัคซีน

เมื่อเก็บวัคซีนที่ 0-8 องศาเซลเซียส มีความคงตัว 3-7 ปี

เมื่อเก็บวัคซีนที่ 22-25 องศาเซลเซียส มีความคงตัวหลายเดือน

เมื่อเก็บวัคซีนที่ 35-37 องศาเซลเซียส มีความคงตัวหลายสัปดาห์

เมื่อเก็บวัคซีนที่ 45 องศาเซลเซียส มีความคงตัว 2 สัปดาห์

เมื่อเก็บวัคซีนที่ 53 องศาเซลเซียส จะสูญเสียความแรงภายใน 2-3 วัน

เมื่อเก็บวัคซีนที่ 60-65 องศาเซลเซียส จะสูญเสียความแรงภายใน 2-3 วัน

การตรวจสอบคุณภาพวัคซีนสำเร็จรูป

1. ตรวจเอกลักษณ์ (Identity test)

2. ตรวจสอบความปราศจากเชื้อ (Sterility test)

3. ตรวจสอบความเป็นพิษ (Toxicity test)

4. ตรวจสอบปริมาณสารกันเสีย (Test for preservative;Thimerosal content)

5. ตรวจสอบปริมาณ adjuvant (Assay for adjuvant;Aluminium and Formaldehyde content)

6. ตรวจสอบความกรด-ด่าง (Test for pH)

7. ตรวจสอบความแรง (Potency test)

8. ตรวจสอบลักษณะกายภาพ (Appearance)

1. ตรวจสอบความปราศจากเชื้อ ( Sterility Test )

วิธีการตรวจสอบ

เกณฑ์มาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง

1. การตรวจสอบโดยใส่ตัวอย่าง ลงในอาหารเลี้ยงเชื้อโดยตรง (Direct inoculation)

- ใส่ตัวอย่าง ลงในอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย (Fluid thioglycolate medium) และเชื้อรา (Tryptic soy broth) นำไปบ่มเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 14 วัน ที่อุณหภูมิ และ 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส ตามลำดับ

2. การตรวจสอบโดยวิธีการกรอง (Membrane filtration)

- กรองตัวอย่างผ่านแผ่นกรองจุลินทรีย์ นำแผ่นกรองไปวาง บนอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา บ่มเพาะเชื้อเป็นเวลา 3 วัน ที่อุณหภูมิ 30 ถึง 35 องศาเซลเซียส และ 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส ตามลำดับ

ต้องไม่พบการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา

ข้อกำหนดชีววัตถุ เล่ม 1 ,2541

Appendix 3 หน้า 92

2. ตรวจสอบความเป็นพิษ (Toxicity test)

วิธีการตรวจสอบ

เกณฑ์มาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง

1. การตรวจสอบความเป็นพิษทั่วไป ในสัตว์ทดลอง (Abnormal Toxicity test)

- ฉีดตัวอย่างเข้าช่องท้องหนูถีบจักร จำนวน 5 ตัว ตัวละ 0.5 มล. และหนูตะเภา จำนวน 2 ตัว ตัวละ 0.5 มล. อาการของสัตว์ทดลองเป็นเวลา 7 วัน

2. การตรวจสอบความเป็นพิษ เฉพาะในสัตว์ทดลอง (Specific toxicity test)

- ฉีดตัวอย่างเข้าชั้นใต้ผิวหนังหนูตะเภา จำนวน 2 ตัวตัวละ 5 มล. สังเกตอาการของสัตว์ทดลองเป็นเวลา 6 สัปดาห์

ต้องไม่ป่วยหรือตาย

Thai pharmacopoeia 1 Vol. 1 หน้า 444

3.ตรวจสอบความเป็นกรด-ด่าง ( Test for pH )

วิธีการตรวจสอบ

เกณฑ์มาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง

วัดความเป็น กรด-ด่าง ของตัวอย่างด้วยเครื่องวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH meter)

ตัวอย่างจะต้องมีค่าความเป็น กรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 6.0 - 7.0

Thai Pharmacopoeia 1 Vol I หน้า 444

4.ตรวจสอบปริมาณสารกันเสีย ( Test for Preservative;Thimerosal content )

วิธีการตรวจสอบ

เกณฑ์มาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง

- การวิเคราห์ปริมาณสารไธเมอร์โรซอล

ใช้วิธีของ Shrivastaw โดยไธเมอร์โรซอลเมื่อทำปฏิกิริยากับ dithizone ในสภาวะที่มี acetone, sodium hydroxide และน้ำ เกิดสารประกอบมีสี สามารถวัดค่าการดูดกลืนแสงได้ที่ 538 nm ซึ่งปริมาณไธเมอร์โรซอลแปรผันโดยตรงกับค่าดูดกลืนแสง

50 – 200 m g/ml

Shrivastaw KP., Singh S.A. New Method for Spectrophotometer Determination of Thimerosal in Biologicals 1995 volume 23 page 65-69

5.ตรวจสอบปริมาณ adjuvant ( Assay for adjuvant; Aluminium and Formaldehyde content )

วิธีตรวจสอบ

เกณฑ์มาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง

- การวิเคราะห์ปริมาณอะลูมิเนียม

อะลูมิเนียมในตัวอย่างซึ่งอยูในรูป aluminium hydroxide ทำปฏิกิริยากับ disodium editate แล้วทำ back titration ด้วย copper sulfate

- การวิเคราะห์ปริมาณฟอร์มัลดีไฮด์

ฟอร์มัลดีไฮด์ทำปฏิกิริยากับอะซีติลอะซีโตน จะเกิดสารสีเหลืองของ 3,5-diacetyl-1,4-dihydrolutidine ซึ่งจะดูดกลืนแสงที่มีความยาวคลื่น 415 nm ความเข้มสีของสารจะแปรผันโดยตรงกับปริมาณฟอร์มัลดีไฮด์ในตัวอย่าง

- ไม่มากกว่า 2.5 mg/ml

 

 

 

 

- ไม่มากกว่า 200 mg/ml

- Thai Pharmacopoeia vol I, part 2 page 1417

- British Pharmacopoeia 1993 page 1186 และ A70

 

 

- Minimum requirement for Biological Products, Japan 1986 page 317 (Association of Biological Product Manufactures of Japan

เอกสารอ้างอิง

            คู่มือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2543

            Thai pharmacopoeia 1 Vol. 1 หน้า 444

            Thai Pharmacopoeia vol I, part 2 page 1417

            British Pharmacopoeia 1993 page 1186 และ A70

            ข้อกำหนดชีววัตถุ เล่ม 1 ,2541

            Minimum requirement for Biological Products, Japan 1986 page 317 (Association of Biological Product Manufactures of Japan)